เที่ยวโมรอคโค เมืองเฟส (Fes)

เฟส (สะกดว่า Fes หรือ Fez) เคยเป็นเมืองหลวงของโมร็อกโกมาก่อน และปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศ เฟสเป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังคงย่านเมืองเก่าเอาไว้ถึงสองแห่งและเป็นบ้านของมหาวิทยาลัยอัลกอราวียีน (Al-Qarawiyyin University) มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวอาจเริ่มการเที่ยวชมเมืองนี้จากย่านเมืองเก่า เฟส เอล บาลี (Fes el Bali) ซึ่งเป็นเขตเมืองใหญ่ที่สุดในโลกตามจำนวนประชากรที่ปลอดรถยนต์ โดยจะได้พบเห็นการขนส่งสินค้าด้วยลาและรถเข็นขนาดเล็ก บ้านเรือนและลานบ้านแบบโบราณที่สร้างขึ้นจากอิฐดิบและประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกโดยตั้งตามถนนแคบๆ และตรอกซอกซอยที่วกวนเหมือนเขาวงกตสลับกับตลาดกลางแจ้งและร้านค้าต่างๆ เมืองเฟสยังมีชื่อเสียงในด้านเครื่องหนังย้อมสีอีกด้วย

เที่ยวรอบโมร็อกโก: เริ่มต้นที่คาซาบลังกา

ผมไปถึงคาซาบลังกา (Casablanca) ในช่วงสาย นั่งรถไฟจากสนามบินอีกราวครึ่งชั่วโมงมาถึง Casa Voyageurs สถานีรถไฟหลักของคาซาบลังกา เดินลากกระเป๋าข้ามถนนจากสถานีก็ถึงที่พักของค่ำคืนนี้ หลังจากนั้นเป็นเวลาออกสำรวจเมืองคาซาบลังกา


คาซาบลังกาเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อกโก และเป็นชื่อภาพยนตร์ชื่อดัง ที่ตามเนื้อเรื่องเกิดในคาซาบลังกา แต่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังกาเลย รวมทั้งเป็นชื่อเพลงอมตะ ที่มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า
Oh ! Kiss is still a kiss in Casablanca
But a kiss is not a kiss without your sigh
Please come back to me in Casablanca
I love you more and more each day as time goes by

ในเมืองคาซาบลังกามีรถรางบริการ แม้จะไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด แต่มีป้ายตามจุดสำคัญแล้วพึ่งสองแรงขาเดินต่อ ผมหาแลกเหรียญด้วยการซื้อน้ำเปล่าขวดเล็กเพื่อใช้ซื้อตั๋วจากเครื่องหยอดเหรียญ ตู้ขายตั๋วรถรางไม่รับธนบัตร ผมนั่งรถรางจาก Casa Voyageurs ไปลงที่จัตุรัสสหประชาชาติ (United Nations Square) หรือออกเสียงในภาษาฝรั่งเศสว่า ปลาส เดอ นาซิอองส์ อูนีส์


อาคารบ้านเรือนในคาซาบลังกาส่วนใหญ่ทาสีขาว เพราะชื่อเมืองคาซาบลังกาเป็นภาษาสเปน แปลได้ว่า บ้านสีขาว ในคาซาบลังกานั้นมีอาคารรูปแบบอาร์ต เดโค (Art Deco) สวย ๆ ให้ชมหลายแห่ง ซึ่งมีมาตั้งแต่โมร็อกโกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส


ประเทศโมร็อกโกใช้ภาษาอารบิก (Arabic) และเบอร์เบอร์ (Berber) ภาษาของกลุ่มชนพื้นเมืองเดิม เป็นภาษาราชการ และใช้ภาษาฝรั่งเศสควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาสเปนในบางพื้นที่ เช่นทางตอนเหนือที่มีผู้อพยพชาวสเปนเข้ามาอาศัยอยู่


จากจัตุรัสสหประชาติ ผมเดินไปสุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Mosque Hassan II) ซึ่งไกลอยู่เหมือนกัน ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร


กษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ตั้งใจสร้างสุสานสำหรับพระราชบิดาของพระองค์ที่นี่ แต่ทรงเปลี่ยนพระทัยไปสร้างที่เมืองราบัต (Rabat) แทน แล้วสร้างสุเหร่าขนาดใหญ่แทน เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระองค์เจริญพระชนมายุ 60 พรรษา


ความใหญ่โตของสุเหร่าแห่งนี้เป็นรองแต่เพียงสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนครเมกกะ (Mecca) เท่านั้น ภายในจุคนได้ถึง 25,000 คน และมีหอขานละหมาด (Minaret) ที่สูงถึง 210 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก


สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 หันหน้าสู่เมกกะ ออกแบบตกแต่งด้วยศิลปะมุสลิมและศิลปะพื้นเมืองของโมร็อกโก โดยใช้สีขาวและเขียวสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามเป็นสีหลัก ด้านในนั้นต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกศาสนา แต่มีค่าเข้าชม ส่วนด้านนอกนั้นชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


ขากลับจากสุเหร่า ผมเดินตามแผนที่ตัดผ่านเมดินา (Medina) ย่านเมืองเก่าของคาซาบลังกา ทำให้ระยะทางสั้นลง แล้วมาขึ้นรถรางกลับโรงแรม

ผมมีนัดพบกับกลุ่มทัวร์ที่จะร่วมเดินทางด้วยเวลา 6 โมงเย็น ผู้นำทัวร์ชาวโมร็อกโกของกลุ่มเราชื่อคาลิด หลังจากแนะนำตัวและกรอกเอกสารต่าง ๆ จนครบทุกคนแล้ว คาลิดเดินนำไปกินมื้อค่ำที่ร้านไม่ไกลจากโรงแรม ผมสั่ง Mixed Grill ชุดอาหารปิ้งย่างรวม ในจานประกอบด้วยไก่ย่าง เนื้อย่าง เครื่องในย่าง และมีไส้กรอกคล้ายกับไส้อั่วอาหารทางเหนือของไทยมาด้วย ไส้กรอกนี้มีกลิ่นเครื่องเทศแบบจัดเต็ม แต่ไม่เผ็ด เลยออกจะเลี่ยน ๆ หน่อย