แบกเป้เที่ยวโมร็อกโก 2 อาทิตย์ ไปไหนบ้าง

มีเพื่อนๆ ถามกันมาเยอะว่า ไปโมร็อกโกเป็นไงบ้าง เดินทางสะดวกไหม อันตรายหรือเปล่า มีอะไรชี้แนะบ้าง? โพสนี้ ผมเลยอยากเขียนเน้นเนื้อหา เล่าถึงประสบการณ์ และโลจิสติกส์ของการเดินทางเป็นหลัก

ก่อนอื่นต้องขอย้ำว่า ผมเดินทางกับเด็กอายุ 3 ขวบ อะไรที่ผาดโผนมากคงไม่มีเขียนรีวิวในนี้นะครับ รอบนี้เน้นพักแบบไม่ลำบากมากนัก แต่การเดินทางยังอิงแนวผจญภัย ลุยๆ เหมือนเดิม ผมไปช่วงเดือนมีนาคม ตรงกับฤดูใบไม้ผลิที่นั่นพอดี อากาศกำลังดีไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป แต่เจอพายุทรายเป็นบางช่วงตอนขี่อูฐข้ามทะเลทราย

แผนที่การเดินทาง เริ่มต้นที่ Marrakesh จบที่ Casablanca

แผนการเที่ยวโดยสังเขป: สำหรับทริปนี้ เราเริ่มต้นที่กรุง Marrakesh และจบที่ Casablanca — 4 วันแรก เราเที่ยวอยู่ในกรุง Marrakesh วันที่ 5 เช่ารถขับออกจากเมือง ข้ามเทือกเขา Atlas Mountains ไปยังเมือง Merzouga เพื่อขี่อูฐไปนอนค้างคืนในทะเลทราย หลังจากนั้นก็ขับต่อไปยังเมือง Fes ซึ่งเราค้างอยู่ที่นั่น 3 คืน.. จาก Fes เราเหมารถไปเที่ยว Meknes, Volubilis และ Chefchauoen ก่อนที่จะนั่งรถไฟต่อไปยัง Rabat และก็ Casablanca

Day 1: Getting to Marrakesh

เราบินออกจาก Miami ไปยังกรุง Marrakesh โดยสายการบิน TAP Portugal ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมด 15 ชม. (บนเครื่อง 10 ชม. + หยุดต่อเครื่องที่กรุง Lisbon ประเทศโปรตุเกส 5 ชม.) ถึงกรุง Marrakesh ตอนประมาณเที่ยงวันพอดี ก่อนออกจากสนามบิน เราหยุดแลกเงินนิดนึง ให้มีพอสำหรับจ่ายค่านั่งแท็คซี่เข้าเมืองและซื้อของกินเล่นเล็กน้อย

เราพักอยู่ที่ Dixneuf La Ksour (Riad 19) ซึ่งเป็นบ้านพักเล็กๆ ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเก่า หรือที่เรียกกันว่า “เมดิน่า” เหตุผลที่เลือกพักที่นี่ ก็เพราะ สถานที่ตั้งที่อยู่เยื้องจาก จัตุรัส เจมา เอล ฟนา (Jemaa el-Fnaa Square) ไปแค่ไม่กี่นาที ถ้าจะออกมาเดินเที่ยว หรือมาหาอะไรกินที่จัตุรัสตอนกลางคืน ก็จะง่ายและสะดวกมาก

ออกมาเดิน จัตุรัส เจมา เอล ฟนา ตอนหัวค่ำ

สำหรับคนที่จะพัก riad ในเมดิน่า ให้เช็คกับทาง riad ก่อนนะครับว่ารถเข้าไปถึงไหม เพราะตรอกซอยในเมดิน่าค่อนข้างเล็ก ถ้าแท็คซี่เข้าไม่ถึง เขาจะจอดให้ลงหน้าปากซอย แล้วเราต้องเดินแบกกระเป๋าเข้าซอยไปหาโรงแรมเอง ถ้าใครมีสัมภาระเยอะ แนะนำจ้างคนที่มีรถเข็น (จะมียืนรอกันอยู่ตามที่จอดรถ) ให้ช่วยเข็นกระเป๋าตามเราไปถึงที่พักได้

พอเช็กอินเข้าโรงแรมเรียบร้อย เราก็ออกมาเดินหาซื้อซิมมือถือ และแลกเงินเดอร์แฮม — สำหรับซิมมือถือ แนะนำแบบ pre-paid ของเครือข่าย Moroc Telecom ราคาไม่แพง สัญญาณดี ใช้ได้ทั่วประเทศ

Day 2-4: Marrakesh

เมือง Marrakesh แบ่งเป็น 2 เขตใหญ่ๆ ด้วยกัน: [ 1 ] เขตเมืองเก่า หรือ “เมดิน่า” ในนั้นจะเป็นตรอกซอยทางเดินเล็กๆ ตัดไปตัดมา ล้อมไปด้วยกำแพงสีแดงที่สูงประมาณตึกแถว 2-3 ชั้นได้ ข้างทางเดินก็จะมีร้านค้าเล็กๆ ขายของนู่นนี้เป็นช่วงๆ ส่วนสถานที่เที่ยว ไม่ต้องห่วงเลย มีเยอะมาก: 1. Jemaa el-Fnaa Square, 2. Ben Youssef Medersa, 3. Bahia Palace, 4. Koutoubia Mosque, 5. Saadian Tombs, 6. Bab Agnaou, และก็มี ซุ๊กส์ (souks) หรือตลาด ที่ตั้งอยู่รอบๆ จัตุรัส เจมา เอล ฟนา ตั้งขายของกันเป็นโซนๆ ไป  [ 2 ] เขตเมืองใหม่ เขตนี้มีตึกราบ้านช่องที่ค่อนข้างจะทันสมัย มีโรงแรมหรูหราใหญ่โตมากมาย สถานที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาด ก็คือ Majorelle Garden ตกเย็นก็เดินเล่นย่าน Gueliz (อยู่ติดกับ Majorelle Garden) มีร้านอาหารอร่อยๆ มากมาย

เนื่องจากเราพักกันอยู่ในเมดิน่า เลยอาศัยการเดินเท้าเที่ยวเป็นซะส่วนใหญ่ เวลาเดินต้องระวังมอเตอร์ไซต์ที่ขับสวนไปมากันมากหน่อย เดินชิดขวาไว้ดีที่สุด… เวลาจะออกไปเที่ยวนอกกำแพงเมืองเก่า เรามักจะเรียกแท็คซี่ หรือไม่ก็จ้างรถม้า ซึ่งส่วนใหญ่จะจอดรอลูกค้าอยู่หน้าจัตุรัส เจมา เอล ฟนา — ควรต่อราคา และตกลงค่าบริการให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถนะครับ〉ข้อมูลเพิ่มเติม: เดินตะลุยย่านเมืองเก่ามาราเกช

ลานจอดรถ: เนื่องจากรถไม่สามารถขับเข้าตามตรอกเล็กๆ ได้ จึงมีลานจอดรถอยู่กระจักกระจายตามจุดต่างๆ รอบเมือง ถ้าจะเรียกแท็กซี่นั่งออกไปไหน ก็ให้จำชื่อลานจอดรถด้วยนะครับ ขากลับจะได้บอกให้แท็กซี่มาส่งถูกที่

รถม้า: รถม้าส่วนใหญ่จะจ้องรอรับนักท่องเที่ยวอย่างเดียว เพราะคนท้องถิ่นไม่นั่งกัน ส่วนใหญ่จะจอดรอลูกค้ากันอยู่หน้าลาน Jemaa el-Fnaa Square ก่อนขึ้นควรต่อราคาและตกลงทุกอย่างให้เรียบร้อยกันก่อนช้อปปิ้ง: เห็นอะไรที่ชอบ แนะนำให้ซื้อเลย เพราะที่ Marrakesh มีของขายเยอะสุดแล้ว แค่ต้องต่อราคาหน่อยเท่านั้นเอง อย่าหวังไปซื้อที่ Fes หรือเมืองอื่น เพราะของมีให้เลือกน้อยกว่าที่ Marrakesh มาก

เดินเล่นตอนกลางคืนในมาดิน่า อันตรายไหม? ถ้าพักอยู่แถว Jemaa el-Fnaa Square อย่างเรา ออกมาเดินตอนกลางคืนไม่น่ากลัวครับ เพราะมีนักท่องเที่ยวและผู้คนเดินกันเยอะพอสมควร แต่จะเริ่มโหลงเหลงหลังเที่ยงคืน หลังจากเที่ยงคืนไม่ควรเสี่ยง

Day 5: High Atlas Mountains

วันนี้ผมออกไปเอารถเช่าแต่เช้า แล้วขับรถพาครอบครัวออกจากกรุง Marrakesh มุ่งหน้าไปยังเทือกเขา Atlas Mountains ตามถนนเส้น N9 — สภาพถนนเส้นนี้ค่อนข้างดี เป็นถนนลาดยางตลอดสาย ตอนขับขึ้นเทือกเขา Atlas Mountains เส้นทางไม่ชันมาก แต่คดเคี้ยวพอสมควร ใครเมารถเตรียมยาดมได้เลย ระหว่างทางจะเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สร้างเกาะอยู่ตามหุบเขา ทิวทัศน์สวยมากเลยทีเดียวขับออกมาจากเมืองมาประมาณ 2 ชม. ก็จะมีที่จอดพักให้เข้าห้องน้ำ เป็นอาคารเล็กๆ ตั้งอยู่บนสันเขา เราจอดลงมาเดินยืดเส้นยืดสายกัน จุดนี้ชื่อ Tizi Aït Barka (พิกัด: 31.490019, -7.438739) มีร้านกาแฟ ขายอาหาร มีห้องน้ำ และสามารถขึ้นไปนั่งจิบชากาแฟดูวิวอยู่บนดาดฟ้าของตัวอาคารได้ ช่วงที่ผมไปมีคนหยุดเยอะพอสมควร ไม่น่ากลัวครับหลังจากหยุดพักกันแล้ว ขับต่อไปอีก 1-2 ชม. ก็ถึงเมือง Aït Benhaddou ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่ทางองค์การ UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลก ถ้าขับมาทางนี้แล้ว พลาดไม่ได้เลยทีเดียว

เราจอดนั่งทานอาหารเที่ยงกันก่อน ที่ร้าน Auberge Bilal เป็นร้านอาหารท้องถิ่นและโฮสเทลเล็กๆ ตั้งอยูไม่ไกลจาก Aït Benhaddou มากนัก พอทานเที่ยงกันเสร็จ เดินข้ามคลองเล็กๆ ไปไม่กี่เมตรก็ถึงทางเข้า — ให้เวลาตัวเองเดินเที่ยวถ่ายรูปใน Aït Benhaddou 1 ชม.

ยืนอยู่บนยอด Aït Benhaddou มองกลับไปที่ร้านอาหารและคลองเล็กๆ ที่เดินข้ามมา

ขับต่อมาอีกหน่อยก็เป็นเมือง Quarzazate ซึ่งตั้งอยู่ทางตัดของเส้น N9 กับ N10 เราเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น N10 แล้ววิ่งต่อไปอีกประมาณ 2-3 ชม. ก็จะถึงโรงแรมที่จองไว้ Hôtel Xaluca Dades — ที่ดูๆ เป็นโรงแรมที่ดีสุดแล้วในละแวกนี้ มีแอร์ มีห้องน้ำส่วนตัว มีอาหารเช้าให้อย่างดี แถมยังอยู่ติดกับทางขึ้น Dadès Gorges อีกด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นสามารถขับขึ้นไปเที่ยว Dadès Gorges ได้เลย

สถานที่เที่ยวบนถนนเส้น N10: 1. Ouarzazate (ที่ตั้งของ Taourirt Kasbah, Cinema Museum และ Atlas Film Sudios มีฉากหนังดังๆ ที่สามารถเข้าไปดูไปถ่ายรูปได้), 2. Skoura (เมืองกลางทะเลทรายที่เต็มไปด้วยต้นปาล์ม เป็นที่ตั้งของ Ben Morro Kasbah, Amerhidil Kashab, และหมู่บ้าน Toundout),  3. Boumalne du Dadès เป็นจุดหยุดชมวิวที่สวยมาก จะเห็นเป็นหุบเขาวิ่งตัดผ่านโอเอซิสเล็กๆ ที่อยู่เป็นหย่อมๆ ไปจนสุดขอบฟ้า

รถเช่า: ผมเช่ารถผ่านทาง Auto Europe (รับรถที่ Marrakesh คืนรถที่ Fes) เวลาจอดรถในเมืองจะมีคนเดินมาเก็บตังค์ค่าดูแลรถ อันนี้ปกติมากในโมร็อกโก ถ้าจอดไม่นาน เตรียมจ่ายประมาณ 10-20 Dh

Day 6: Erg Chebbi (Sahara)

หลังทานอาหารเช้าที่โรงแรมกันเรียบร้อย ก็เช็คเอ้าท์ แล้วขับขึ้น Dadès Gorges ก่อนเลย หลังจากนั้นก็ขับตรงไปยัง Todgha Gorge ซึ่งเราจอดรถลงมาเดินเล่นถ่ายรูปกัน — หุบเขา Todgha Gorge เป็นกำแพงหินที่ใหญ่โตและสวยงามมาก ระหว่างที่เราเดินเล่นกัน ก็มีเด็กๆ คอยวิ่งตาม ตื้อให้ซื้อของ ถ้าไม่เอาก็ตอบปฏิเสธไปสั้นๆ ว่า “No, Thank you.” ไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องชวนคุย

วันนี้ต้องทำเวลากันหน่อย เพราะนัดเค้าไว้ 4 โมงเย็น เพื่อจะขึ้นขี่อูฐไปยัง campsite กลางทะเลทรายที่เราจะไปนอนค้างกันคืนนี้ แค้มป์นี้ ชื่อ Caravanserai Luxury Desert Camp เต็นท์แต่ละหลังจะมีห้องน้ำส่วนตัวให้ เตียงใหญ่พอสำหรับ 3 คน พ่อ แม่ ลูก นอนด้วยกันอย่างสบายๆ มีอาหารเช้า อาหารเย็น และกิจกรรมรอบกองไฟ ทุกอย่างรวมอยู่ในค่าที่พักแล้วเรียบร้อย

ผมจองเต็นท์ผ่านทางเว็บ Booking.com แล้วอีเมล์ติดต่อเรื่องการขี่อูฐอีกที อย่าลืมคอนเฟร์มจุดนัดพบให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางนะครับ  ถ้าใครมีสัมภาระเยอะ สามารถแจ้งให้ทาง campsite เตรียมรถมาขนสัมภาระให้ได้… ส่วนรถเช่าที่ขับมา เราจอดทิ้งไว้ที่จุดนัดพบ ซึ่งของเราเป็นโฮสเทลเล็กๆ ชื่อ Auberge Akabar ตั้งอยู่ขอบเมือง Merzouga

พายุทราย: ช่วงที่ผมไป มีพายุทรายด้วย ถ้าใครจะเดินทางช่วงเดือน มีนา-เมษา แนะนำติดผ้าโพกหัวมาด้วย เผื่อเจอพายุทราย จะได้มีอะไรปิดหน้าไม่ให้ทรายเข้าหูเข้าตา

Day 7: Valley Gorge

จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ เมืองเฟส (Fes) ซึ่งพอถึงแล้วต้องเอารถเช่าไปคืน — วันนี้เราออกจาก campsite สายหน่อย เพราะลูกอยากเล่นทราย เส้นทางไม่มีอะไรมาก ขับเส้น N13 มุ่งขึ้นเหนือ ข้ามเทือกเขา Atlas Mountains ไปจนถึงเมือง Azrou แล้วเลี้ยวเข้าเส้น N8 ตามป้ายที่ชี้ไปเมือง Ifran ซึ่งไปทางเดียวกันกับเมือง Fes อยู่ห่างกันแค่ 1 ชั่วโมง

ระหว่างทางเราหยุดดู Ziz Valley Gorge ที่ร้าน Valée de Ziz (ร้านกาแฟเล็กๆ ข้างทาง มีห้องนำ้) แล้วหยุดทานเที่ยงที่ Hôtel Taddart ซึ่งเป็นโรงแรมข้างทาง ตั้งอยู่เนินราบบนเทือกเขา Atlas Mountains ณ เมือง Midelt

ก่อนถึง Fes เราหยุดพักเดินยืดเส้นยืดสายกันที่ Cèdre Gouraud Forest ซึ่งเป็นป่าสนใหญ่ มีลิงน้อยลิงใหญ่นั่งต้อนรับอยู่บนต้นสนมากมาย

กว่าจะถึง Fes ก็ปาไปเกือบ 1 ทุ่ม คืนนั้นหลังจากเอารถไปคืน เรานอนพัก 1 คืน ที่โรงแรม Fes Marriott Hotel Jnan Palace ซึ่งตั้งอยู่นอกเมดิน่า เหตุที่ยังไม่อยากเข้าไปพักอยู่ในเมดิน่าคืนนี้ ก็เพราะว่า พรุ่งนี้กะจะเดินทางไปเที่ยวเมือง Chefchaouen กันต่อ ในเมดิน่าค่อนข้างวุ่นวาย เข้าออกลำบาก

Day 8: Volubilis & Meknes

วันนี้ผมจ้างคนขับรถให้มารับที่โรงแรมแต่เช้า เพื่อขับพาเราไปเมือง Chefchaouen ถ้าขับตรงจาก Fes ใช้เวลาแค่ประมาณ 4 ชม. แต่ระหว่างทางเราลงเดินเที่ยวเมือง Meknes และ Volubilis แถมหยุดทานอาหารเที่ยงที่ Restaurant la Baraka ซึ่งเป็นร้านอาหารท้องถิ่นอยู่บนเขา ณ เมือง Moulay Idriss ปกติวิวจากร้านนี้จะสวยมาก แต่ช่วงที่เราไปมีเมฆหมอกเยอะไปหน่อย เลยไม่ค่อยเห็นอะไรมากนัก — การเดินทางที่ควรใช้เวลาแค่ 4 ชม. กลายเป็น 8 ชม. โดยปริยาย

เราเดินทางถึง Chefchaouen ตอนประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ เลยหาที่นอนค้างคืนกันก่อน เราพักที่ Riad Gharnata ซึ่งเป็นโฮสเทลเล็กๆ ตั้งอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมือง Chefchaouen มากนัก เรากะว่าพอเช้าขึ้น ก็จะเดินเที่ยวอยู่ในเมืองจนเที่ยง ทานเที่ยงเสร็จแล้วนั่งรถกลับ Fes ตอนบ่ายๆ

Day 9: Chefchaouen

ตอนเช้าเราเดินเที่ยวเมือง Chefchaouen หรือเป็นที่รู้จักกันว่า “เมืองสีฟ้าแห่งโมร็อกโก” จุดศูนย์กลางของเมืองคือ Place Uta el-Hamam เป็นลานกว้างที่เป็นจุดเชื่อมต่อสถานที่สำคัญต่างๆ รวมไปถึงตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียน สุเหล่า และพิพิธพันธ์ต่างๆพอเดินกันจนเหนื่อย ก็ขึ้นไปนั่งพักผ่อน หาอะไรกินเล่น ชมวิวที่ร้าน Casa Aladin — ตัวร้านเป็นตึกแถวเล็กๆ แต่ด้านในมีหลายโต๊ะอยู่เหมือนกัน ชั้นดาดฟ้าวิวดีมาก แต่ถ้าใครหิวต้องการหาอาหารท้องถิ่นอร่อยๆ ร้านนี้คงไม่เหมาะครับ วิวดีจริง แต่อาหารไม่ค่อยเท่าไหร่ — หลังจากกินกันเรียบร้อยแล้ว เดินเล่นต่ออีกแปบนึง แล้วก็นั่งรถกลับ Fes

เราเดินทางถึงเมือง Fes ประมาณ 5 โมงเย็น แต่เนื่องจากโรงแรมที่จองรอบนี้ ตั้งอยู่ลึกในเมดิน่า รถเข้าไปไม่ถึง คนขับรถเลยจอดส่งหน้าทางเข้าประตูเมือง แล้วเราก็จ้างให้คนเข็นกระเป๋า ช่วยเดินเข็นกระเป๋าตามเราไปจนถึงโรงแรม

ตรอกซอยในเมดิน่าของ Fes แคบกว่าที่ Marrakesh เยอะพอสมควร ที่นี่ไม่ค่อยเห็นมอเตอร์ไซค์วิ่ง เพราะเมืองตั้งอยู่บนเขาและทางเดินเป็นขั้นบันได คนที่นี่ส่วนใหญ่จะใช้ลาเป็นพาหนะขนของกัน ฉนั้น เวลาเดินต้องระวังเหยียบขี้ลากันหน่อย

Day 10-11: Fes

เราให้เวลาตัวเอง 2 วันเต็มๆ เพื่อเดินเที่ยวเมือง Fes โรงแรมที่เราพัก ชื่อ Dar Bensouda — ที่นี่สมัยก่อนเคยเป็นบ้านพักของนักสวดชื่อดัง ปัจจุบันได้ถูกบูรณะปรับปรุงใหม่ให้เป็นโรงแรม และนับว่าเป็น riad ที่เก่าแก่ที่สุดในมาดีน่า

เฟส (Fes) เคยเป็นเมืองหลวงของโมร็อคโกมาก่อน และยังคงสภาพความเก่าแก่ไว้อย่างไม่เจือจาง ถ้าใครอยากเดินเที่ยวในเมดิน่าเอง ก็คว้าแผนที่จากโรงแรมติดมือมาด้วยนะครับ หวังพึ่ง Google Maps ในเมดินาไม่ได้เลย เพราะสัญญาณอ่อนมาก โรงแรมในนั้นส่วนใหญ่จะให้โทรศัพท์มือถือติดตัวไว้ เผื่อหลง หาทางกลับโรงแรมไม่ถูกจะได้โทรเรียกคนให้เดินมารับได้

Day 12: Rabat

หลังจากเที่ยวเมือง Fes เสร็จ เราก็นั่งรถไฟต่อไปยังกรุง Rabat ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. รถไฟที่นี่สะอาด นั่งสะบายดี พอถึงสถานี ก็แบกกระเป๋าเดินหารถแท๊คซี่นั่งไปโรงแรม รถแท๊คซี่หาไม่ยากครับ จอดรอลูกค้าอยู่หน้าสถานีกันเต็มเลย แต่ก่อนขึ้นรถควรตกลงราคาให้เรียบร้อยกันก่อน

Day 13: Casablanca

เราพักอยู่โรงแรม Four Seasons Hotel Casablanca ซึ่งอยู่ติดทะเล มีศูนย์การค้า ร้านอาหาร และฟู้ตคอร์ทใกล้ๆ หาของกินได้สะดวก หลังจากเที่ยวมัสยิด Hassan II Mosque กันเสร็จ เราก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม เดินเล่นริมหาด พอตกเย็นก็ไปนั่งกินที่ฟู้ตคอร์ทในศูนย์การค้า แล้วก็กลับโรงแรมไปเก็บกระเป๋า เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านพรุ่งนี้เช้า

Day 14: Leaving Morocco

วันนี้เราบินออกจากสนามบิน Casablanca แต่เช้ามืด ทางโรงแรมช่วยเรียกรถแท็กซี่มารับพาเราไปสนามบิน รอบนี้บินสายการบิน Air Canada จาก Casablanca ไปต่อเครื่องที่ Montreal ประเทศแคนนาดา แล้วต่อไปยัง Los Angeles, California.

รีวิวเต็ม Marrakesh Hua Hin Resort & Spa อยู่แค่หัวหิน ก็ได้กลิ่นโมร็อกโก

ถ้าจะกล่าวถึง ประเทศโมร็อกโก (Morocco) เราว่านี่คือหนึ่งใน Bucket List ของใครหลายๆ คน แค่จินตนาการว่าเรากับแฟนกำลังขี่อูฐไปตามทะเลทรายสวย ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า นึกถึงความงามวิจิตรของสถาปัตยกรรมอาหรับ นึกถึงชีวิตพร่างพราวราวกับควีนในฮาเร็ม โอ๊ว!! นี่แหล่ะประสบการณ์พิเศษที่ใครๆ ก็อยากพบสักครั้งในชีวิต

บางคนอาจได้สัมผัสมาแล้ว แต่อีกหลายคนอาจยังไม่พร้อมจะไปถึง ไม่เป็นไร วันนี้เราจะชวนคุณไปกรุ่นกลิ่นโมร็อกโก (Morocco) กับรีสอร์ทสไตล์ Neo-Moroccan ริมชายหาดหัวหิน ที่ Marrakesh Hua Hin Resort & Spa (มาราเกซ หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา) กันครับผม!!

สำหรับคนทำงานประจำ การได้ปลีกตัวมาพักผ่อนชาร์จพลังสัก 1-2 วัน เป็นเรื่องดี และหัวหินก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ไม่ไกลเกินจะขับรถ เมืองตากอากาศชายทะเลแห่งนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวมาหลายสิบปีแล้ว นับวันก็ยิ่งมีที่พัก ที่เที่ยว รวมถึงร้านเก๋ๆ มากระตุ้นให้เราเปลี่ยนบรรยากาศอยู่เป็นประจำ

Marrakesh Hua Hin Resort & Spa ก็เป็นที่พักอีกแห่งนึงที่เราจะพาทุกคนมาสัมผัส บทความนี้จะบอกเล่าประสบการณ์การเข้าพักของเรากับยัยหมวย ตลอด 3 วัน 2 คืน ให้ทุกคนได้อ่านแบบตรงไป ตรงมา เราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักรีสอร์ทแห่งนี้มากขึ้นแน่นอน

มารู้จักกับ Marrakesh Hua Hin Resort & Spa กันสักนิด

รีสอร์ทแห่งนี้ชื่อ Marrakesh ออกเสียงว่า “มาราเกช” เป็นชื่อตั้งตามชื่อเมืองท่องเที่ยวริมทะเลในประเทศโมร๊อกโก (Morocco) เมืองที่ได้ฉายาว่า “City of Red” หนึ่งในเมืองสีสันสดใส ที่สร้างจากดินสีแดง รีสอร์ทแห่งนี้จึงใช้เอกลักษณ์ดังกล่าวมาผสมผสานการออกแบบสไตล์ Neo-Moroccan เกิดเป็นโรงแรมที่ให้ทั้งความหรูหรา ทันสมัย สีสันสดใส และเต็มไปด้วย

ใครที่ชอบงานดีเทลสไตล์อาหรับคงจะหลงรักที่นี่ได้ไม่ยากครับ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบถ่ายภาพ (และชอบถูกถ่ายภาพ) ก็คงจะยิ่งว๊าวแน่นอน ที่นี่มุมถ่ายรูปเยอะไปหมด!!

แค่โถง Lobby ก็วิจิตรอลังการแล้ว

ที่ตั้งของรีสอร์ทนั้นอยู่ในโซนตัวเมืองหัวหิน ไม่ไกลจากเขาตะเกียบและตลาด Cicada ตั้งอยู่ระหว่างซอยหัวหิน 83/1 กับซอยหิวหิน 85 จะไปเที่ยวทานอาหารทะเลแถวเขาตะเกียบก็สบาย หรือจะไปเดินเล่นตลาดฉัตรชัยก็ไม่ไกลครับผม

ห้องพักสไตล์ Neo-Moroccan

พอบอกว่ารีสอร์ทนี้เป็นสไตล์ Neo-Moroccan ดีไซน์ของห้องเลยเปิดกว้างที่จะผสานเอกลักษณ์แบบอาหรับเข้ากับสไตล์ใหม่ๆ ได้เยอะไปหมด เราชอบความกล้าในการออกแบบ และชอบที่เค้าจับมาผสมความเป็นโมร็อกโกได้อย่างลงตัว อาคารที่พักที่ Marrakesh มี 3 โซน แต่ละโซนก็คนละตึก แต่ละตึกตั้งชื่อได้เข้าธีมทะเลทรายมากๆ เช่น

  1. อูฐ หมายถึง ตัวแทนการเดินทาง
  2. กระโจม หมายถึง ที่พักอาศัย
  3. ต้นปาล์ม หมายถึง ปลายทางของโอเอซิส

สำหรับห้องพักนั้นมีทั้งหมด 7 แบบ และมี 2 โทนสี ได้แก่สีแดงและสีน้ำเงิน ตามความเชื่อของชาวอาหรับในเรื่องแสงแดดและท้องทะเล

  1. ห้องจากุซซี่ สวีท
  2. ห้องจากุซซี่ สวีท พูลวิว
  3. ห้องแฟมิลี่ สวีท
  4. ห้องฟาวน์เทน พูล สวีท
  5. ห้องโอเชี่ยน ฟรอนท์ สวีท
  6. ห้องเซลเลสเทียล สวีท (จากุซซี่ในห้องนอน)
  7. ห้องเซลเลสเทียล สวีท (จากุซซี่ริมระเบียง)

ห้องพักของเราคือห้อง “โอเชี่ยนฟรอนท์ สวีท (Ocean Front Suite)” ซึ่งมีระเบียงมองเห็นวิวทะเล 180 องศา ภายในตกแต่งด้วย 3 สีหลัก ได้แก่ สีน้ำเงิน, สีฟ้าและสีขาว ใส่ลูกเล่นซุ้มประตู, โคมไฟแขวน และของตกแต่งสไตล์อาหรับให้ความรู้สึกโปร่ง สงบ สบาย แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายโมร็อกโก ในห้องมี Welcome Snacks และผลไม้ตามฤดูกาล

ห้อง Ocean Front Suite มีพื้นที่กว้างถึง 62 ตร.ม. มีจุดเด่น คือ

พื้นที่ห้องกว้าง 62 ตร.ม. มีอ่างจากุซซี่ในห้อง ที่ระเบียงเห็นวิวทะเล

มีโซฟาอยู่ปลายเตียงไว้นอนอ่านหนังสือ

หรือจะนั่งจิบเครื่องดื่ม ทานขนม ชมวิว ก็ชิลล์มาก

วิวระเบียงพาโนรามา มองเห็นได้ 180 องศา

วิวสระว่ายน้ำและวิวทะเล แจ่มมาก

Day Bed สไตล์อาหรับในห้องนอน เอาไว้นั่งชิลล์ก็ดี ไว้เป็นมุมถ่ายรูปก็เก๋

ภายในห้องน้ำทาผนังสีน้ำเงิน มีการแบ่งโซนแห้ง โซนเปียกไว้คนละด้าน

โคมตกแต่งสไตล์อาหรับ ช่วยสร้างบรรยากาศแบบ Moroccan

อ่างจากกุซซี่จะอยู่ริมด้านในของห้อง อ่างกว้างนั่งได้ 2 คนสบายๆ

ในห้องมี Bubble Bath ให้ 3 ก้อน 3 กลิ่น

ที่พักโรงแรมในโมร็อคโก ท่องเที่ยว

Ait Ben Haddou หมู่บ้านดินเอท เบนฮัดโด ที่ Morocco

เอท เบนฮัดโด เป็นหมู่บ้านป้อมปราการ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลทรายซาฮาร่าและเมืองมาราเกช ในประเทศโมร็อคโค บ้านและอาคารสร้างจากดินโคลนในสไตล์โมร็อคโค และที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1987

ถ้าได้เห็นเมืองเอท เบนฮัดโด ด้วยตาตัวเอง ขอบอกว่ายิ่งใหญ่มาก เหมือนเป็นปราสาททรายในขนาดจริง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วเคยมีคนอาศัยอยู่และพวกเขาก็ยังอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นต้องระวังไม่ไปเข้าบ้านคนอื่นด้วย

ด้วยความสวยงามและสมบูรณ์ของบ้านเรือน ทำให้เอท เบนฮัดโดถูกเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Mummy, Gladiator, และ Game of Thrones ซึ่งนอกจากคนที่ชอบเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ ชอบสถาปัตยกรรมแล้ว ยังมีคนมาตามรอยหนังดังกันอีกด้วย

Casablanca เรื่องลึกลับในเมืองวุ่นวาย ที่ Morocco

ที่ตั้ง : คาซาบลังก้า ประเทศโมร็อคโค

คาซาบลังก้า เป็นเมืองท่าที่สำคัญและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโมร็อกโก ในอดีตชาวเบอร์เบอร์เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ต่อมาชาวฟินิเชีย ชาวโรมัน และชาวเมรินิดเข้ามาใช้ที่นี่เป็นเมืองท่า หลังจากนั้นตอนต้นศตวรรษที่ 15 ที่นี่กลายเป็นแหล่งกบดานของโจรสลัด ทำให้โปรตุเกสเข้ามาทำลายเมือง สร้างป้อมปราการขึ้นมาและสร้างเมืองขึ้นรอบป้อมปราการด้วย ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวทำให้ชาวยุโรปต้องทิ้งเมืองนี้ไป หลังจากนั้นสุลต่านแห่งโมร็อคโคก็เข้ามาสร้างเมืองอีกครั้งโดยได้รับความช่วยเหลือจากสเปน

ตรงหาดคาซาบลังก้ามีคลับอยู่ ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว มีข่าวลือว่ามีคนถูกฆ่าที่นี่และหลังจากนั้นก็มีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นภายในคลับ แม้ว่าที่นี่จะอยู่ติดทะเล และทำเลดีมากๆ แต่กลับไม่มีใครมาซื้อตึกนี้เลย อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในปี 2011 ห้าง Morocco Mall เปิดให้บริการ เป็นแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่มาก แต่ว่ากันว่าห้างนี้สร้างทับสุสาน ทำให้มีคนมองเห็นวิญญาณ และเหตุการณ์ผิดธรรมชาติหลายครั้ง

ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวเมื่อง Morocco

Casablanca เรื่องลึกลับในเมืองวุ่นวาย ที่ Morocco

ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco)

หากพูดถึงโมร็อกโกทุกคนคงนึกถึงทะเลทราย อูฐ แต่จริงๆแล้วโมร็อกโกยังมีอีกหลายๆอย่างที่ผู้ที่เดินทางไปเที่ยวควรจะรู้เพิ่มเติม วันนี้เราจึงนำข้อมูลของโมร็อกโกมาบอกทุกคนค่ะ

ข้อมูลทั่วไป กรุงราบาต

ชื่อทางการ
ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco)

เมืองหลวง
กรุงราบาต

ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก
ทิศใต้ ติดมอริเตเนีย
ทิศตะวันออก ติดแอลจีเรีย

อากาศ
ภาคเหนือ บริเวณที่ติดกับทะเล อากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ภาคเหนือส่วนที่ต่ำลงมา ภาคกลางและภาคตะวันตก อากาศอบอุ่น
บริเวณลึกเข้าในแผ่นดิน อากาศร้อนและแห้งแล้ง

ประชากร
27.77 ล้านคน

ศาสนา
ร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม ที่เหลือนับถือคริสต์นิกายคาทอลิค ศาสนายิว

ภาษา
อารบิกเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือ ฝรั่งเศส

สกุลเงิน
ดีร์ฮาม (Dirham)
1 ดีร์ฮาม ประมาณ 4 บาท (2543)
1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 10 ดีร์ฮาม (2543)

การปกครอง
ประชาธิปไตยโดยม ีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เวลา
ช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง
วันและเวลาการทำงาน วันจันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 12.00 น. และ 14.30 – 18.30 น.
ในช่วงเทศกาลถือศีลอดจะเลิกงานในช่วงบ่าย (ประมาณ 15.00 น.) แ ละไม่หยุดพักกลางวัน

การเดินทางเข้าโมร็อกโก
บุคคลสัญชาติไทยที่จะเดินทางเข้าโมร็อกโก ต้องได้รับการตรวจลงตราจากสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก

ข้อพึงระวัง
ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและมิดชิด
อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มีสูง
ไม่ควรเดินทางไปบริเวณใกล้พรมแดนแอลจีเรีย (Algeria) และซาฮาราตะวันตก (Western Sahara)
มีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด
ไม่ควรถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการถ่ายรูปบุคคล

ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนไปโมร็อคโค

ก่อนเพื่อนๆจะไปเที่ยวโมร็อคโค เพื่อนๆควรจะรู้เรื่องพื้นฐานอะไรกันก่อนไปบ้างน้า วันนี้เรามีคำตอบค่า

เมืองน่าเที่ยวแห่งโมร็อคโค
  • โมร็อคโค อยู่ในทวีปแอฟริกาเหนือ อยู่ติดกับประเทศสเปนเพียงแค่ทะเลกั้น
  • คนไทยต้องทำวีซ่า มีสถานทูตในไทยสามารถจ้างคนไปยื่นได้ไม่ต้องไปด้วยตัวเอง
  • ใช้สกุลเงินของตัวเอง Dirham ให้แลกเงิน Euro หรือ USD ไปค่อยไปแลกที่โน้น
  • อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ฤดูกาลของเดือนใกล้เคียงยุโรป ( ก็มันติดกัน… )
  • เวลาห่างจากไทย 7 ชั่วโมง ( GMT+0 )
  • เป็นประเทศมุสลิม ดังนั้นการแต่งกายควรสุภาพแต่ไม่ถึงขนาดต้องคลุมผ้า
  • AIS Data Roaming ผมใช้งานได้ดีตลอดทริป มีสัญญาณหายเฉพาะตอนเข้าไปทะเลทรายลึกๆ
  • อาหารค่อนข้างเป็นไปทางแขก แนะนำให้เตรียมอาหารไทยไปให้พร้อม

มาราเกช (Marrakech) มนต์สเน่ห์แห่งโมร็อกโก

มาราเกช (Marrakech) อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศโมร็อกโก อยู่ตรงเชิงเขาแอตลาส

เมื่อก่อนเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก

อาคารบ้านเรือนของที่นี่ก็เป็นสีส้มออกชมพู พาสเทลสุดๆ คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City

ปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่คับคั่งที่สุดในทวีปแอฟริกา คือเป็นทั้งเมืองศูนย์กลางการค้า และจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

และเมืองนี้ยังได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama อีกด้วย ก็คือมีความสวยงามเหมือนเมืองในละครนั่นเอง

เรียกได้ว่ามาราเกช โมรอคโค เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว! ต้องหาโอกาสมาเที่ยวสักครั้ง!

40สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปโมรอคโค

เราได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวโมร๊อคโคเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 ที่ผ่านมา เป็นการเที่ยวรอบประเทศเส้นทางหนึ่ง พวกเรา 5 คน รุ่นเดียวกัน เพื่อนกัน เพื่อนของเพื่อน ใช้บริการทัวร์ท้องถิ่นตลอด 14 วัน โดยคนขับรถกับไกด์เป็นคนเดียวกัน พักที่ละ 2 วัน ยกเว้นทะเลทราย และพักใน Medina หรือชุมชนโบราณทุกที่ที่พัก 2 วัน

การเดินทางเริ่มจาก Casablanca visit mosque of Hassan II at the sun set time, to Rabat, the Capital of Morocco, to Chefchaouen, the “Blue” city in northwest of Morocco, to Fes, the double city, to Erfoud with dessert camping at Erg Chebbi Dunes, then take the long journey to Taroudant which is popular of Argan Oil. Then drive to Essaouisa, the Atlantic Coast, to Marrakech which you can see goat on the Argan Tree along the way and back to Casablanca again.

เราจะไม่บรรยายสถานที่เที่ยวต่างๆ เพราะน่าจะมีคนเขียนและถ่ายรูปไว้มากมายแล้ว แต่เราจะบอกเล่าถึงเรื่องอื่นๆแทน ที่อาจเป็นข้อมูลเล็กๆน้อยๆแทน
1. เวลาที่โมร๊อคโคช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง
2. เงินที่โน่นเรียกว่า เงินดีแรม Dehram อัตราแลกเปลี่ยน ณวันที่ไป 1 ดีแรมประมาณ 3.80 บาท สามารถแลกได้โดยใช้เงินยูโรหรือดอลล่าร์ที่สนามบิน หรือธนาคารทั่วไป ปรากฏว่า เมื่อรูดการ์ด กลับได้อัตราที่ดีกว่า เมื่อเรียกเก็บคือ จ่ายที่ 3.70 บาทต่อดีแรม
3. หน้าตาคนที่นั่นจะมี 3 แบบ เป็นแบบหน้าแบบแขกๆ Arab หน้าแบบแขกขาวที่หล่อๆหรือ Berber และแบบนิโกรที่มาจากซูดาน โดยสมัยก่อนเขาเอาเข้ามาเป็นทาส ทุกวันนี้ก็ยังเป็นประชากรชั้นสุดท้ายอยู่ดี
4. ชุดประจำชาติจะเป็นเสื้อคลุมยาวๆ บางทีก็มีฮู๊ด บางทีก็ไม่มี รองเท้าปลายแหลม
5. อาหารประจำโต๊ะคือ ขนมปังแบนๆ ก้อนใหญ่หั่นสี่ และมะกอกดอง ไม่ว่าจะเป็นร้านบ้านๆหรือภัตตาคารหรูๆจะเห็นตลอด พวกเรายังสันนิษฐานว่า ที่ระบบขับถ่ายดี อาจเป็นเพราะมะกอกพวกนี้นี่เอง

6. มะกอกมี 3 สี เขียว แดง ดำ และต้องดอกก่อนกินเสมอ ไม่งั้นฝาดมาก ส่วนกรรมวิธีก็แล้วแต่ พบว่า ส่วนใหญ่จะดองมะกอกดำเค็มมาก ไม่รู้เพราะอะไร เขียวกับแดงจะรสดีกว่า และมักจะต้องใส่เครื่องเทศที่เรากินก็รู้ว่ากลิ่นแขกทุกที่

7. หากกินอาหารเช้า ต้องระวังว่า กระปุกสองกระปุกบนโต๊ะเป็นเกลือกับเครื่องเทศ ไม่ใช่พริกไทยนะจ๊ะ หายากเลยแหละ
8. น้ำส้มที่นี่อร่อยมาก ราคาถูก รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน ไม่เปรี้ยวมาก และไม่หวานจัด ถ้ากินตามภัตตาคารก็ราคาแบบภัตตาคาร แต่ถ้ากินตามร้านน้ำส้มคั้นในตลาด ราคาเพียง 4 ดีแรม หรือประมาณ 15 บาทต่อถ้วยขนาด 250 ซีซี พวกเราเลยจัดไปทุกที่
9. น้ำอ้อยคั้นกับเลมอนก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แนะนำ อร่อยมาก ราคา 5 ดีแรม หรือประมาณ 20 บาท พบได้ที่ Essaouira
10. ทับทิมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไป ราคาไม่แพงตกลูกละ 20 บาท รสดี เม็ดลีบ แต่มาคั้นน้ำแล้วสู้น้ำสัมไม่ได้ และไม่อร่อยเท่าน้ำทับทิมคั้นบ้านเรา แนะนำกินสด แต่ระวังมีลมในท้องนะจ๊ะ
11. อาหารขึ้นชื่อที่โน่นคือ Tajine and Tanjia โดยทาจีนจะเป็นที่นิยมมากกว่า ทาจีนเป็นจานกระเบื้องที่ใช้ตุ๋นอาหารบนเตาโดยมีฝาปิดเหมือฝาขนมครกบ้านเรา ข้างในจะเป็นเนื้ออะไรก็แล้วแต่ต้องการ ส่วนใหญ่จะมีมะกอกเป็นส่วนประกอบอาหาร ส่วนแทนเจียจะเป็นหม้อต้ม แล้วเทออกมาใส่จาน ซึ่งพอเทออกมาก็เหมือนกันหมด จะพบเห็นทาจีนตลอดทริป เรียกว่า กินครั้งแรกก็ดูดี นานๆไปชักไม่ไหว กลิ่นเครื่องเทศมันเยอะจนมึน

12. ไม่มีอาหารประเภทน้ำ พวกแกงจืด มีอย่างเดียวคือ Morocco Soup เป็นซุปข้น

13. Kefta เป็นอีกเมนูที่แนะนำ เป็นเนื้อสับปั้นก้อน แล้วนำมาย่าง กินกับขนมปัง มะกอกดอง พริก ก็อร่อยดี เมนูนี้ไม่ค่อยมีเครื่องเทศ ค่อยยังชั่วหน่อย
14. ราคาอาหารตามภัตตาคารเป็นมาตรฐานแบบยุโรปเลย ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
15. การรออาหารที่นี่ต้องทำใจมาก ช้ามากกกกก ทำให้การกินแต่ละครั้งกินเวลานานมาก
16. ซีซ่าร์สลัดรสชาติไม่อร่อย ไม่เหมือนบ้านเรา กินกี่ร้านก็ไม่ได้เรื่อง เลยไม่รู้ว่า บ้านเราเอามาดัดแปลงจนถูกปากหรือเปล่า
17. ชีสสดที่นี่เป็นชีสแพะ สำหรับเรามันเหม็นสาบมาก แต่ชีสตราวัวแดงที่นี่เยอะมาก ราคาถูก รสชาติเหมือนบ้านเรา
18. คนที่นี่ไม่กินเหล้า และไม่ขายในร้านอาหารท้องถิ่น แต่ในโรงแรมขายได้ และหากกินในงานปาร์ตี้ก็กินได้ แต่จะถือขวดเหล้าออกมาข้างนอก หรือเมาข้างนอกไม่ได้
19. ร้านอาหารญี่ปุ่นเคยพบร้านเดียวที่ Rabat แต่อาหารจีนแทบไม่เคยเห็นเลย หรือเที่ยวไม่ทั่วก็ไม่รู้ แต่เห็นร้านอาหารไทย 1 ร้าน
20. บ้านเมืองทั่วไปก็ใช้ได้ สายไฟลงดินหมด ถนนกว้าง ตามแยกต่างๆจะเป็นวงเวียนเตี้ยๆเพื่อให้รถชะลอ
21. ที่นี่ขับรถชิดขวานะคะ ส่วนวินัยจราจรเป็นสุดยอดของความเละเทะ ทั้งข้ามถนนตัดหน้า ทั้งเบียดกัน ทั้งกลับรถเมื่อต้องการ ทั้งจอดรถซ้อนคัน เรียกว่า ทุกอย่างเลย แต่ที่น่าประหลาดคือ เขาไม่มีการกดแตรด่ากัน มีแต่ ซาลามมาเลกุมกัน แต่ ไกด์เรารักษาความเร็วตามกำหนดมาก เห็นว่าเพราะถ้าโดนปรับจะแพงมาก
22. เรื่องทิปนี่เรื่องใหญ่ ต้องจ่ายค่าทิปทุกอย่าง เข้าห้องน้ำ จอดรถ กินอาหาร ถ่ายรูป สาวไทยก็เข้าห้องน้ำบ่อยมาก ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก เพราะไกด์จ่ายให้ และอย่าคิดว่าจะหาห้องน้ำได้ตลอดทางนะ บางครั้งต้องเข้าทางร้านอาหารที่มีแต่ผู้ชายนั่งเต็มไปหมด และห้องน้ำบางที่ก็น่ากลัวไม่แพ้จีน แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ได้นะ
23. น้ำดื่มเป็นแบบขวดเล็ก 350 ซีซี กับขวดขนาด 1500 ซีซี เลย
24. ไวน์ที่นี่รสดี ราคาถูก เห็นเพื่อนคอไวน์เขาบอกมา เบียร์คาซาบลังกาก็อร่อยจ้า
25. กษัตริย์ที่นี่มีวังทั่วประเทศ 20 กว่าแห่ง มักใช้ชื่อไม่ Mohammed ก็ Hassan องค์ปัจจุบันคือ Mohammed VI ส่วนลูกชื่อ Hassan ถ้าได้เป็นกษัตริย์จะเป็น Hassan III
26. สุเหร่ามีทุกที่ คล้ายหอคอย สังเกตง่าย บางที่เฉพาะผู้ชาย บางที่เฉพาะผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะทำละหมาดที่บ้านมากกว่า เพราะต้องทำงานบ้าน
27. โมร๊อคโคเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ดังนั้น ภาษาหรืออิทธิพลของฝรั่งเศสจะมีมากกว่าสเปน ที่อยู่ห่างไปเพียง 14 กม เมื่อข้ามช่องแคบ บางคนมักจะเที่ยวสเปนแล้วข้ามเรือมาโมร๊อคโค
28. Medina เป็นชุมชนโบราณ มีรั้วใหญ่ล้อมรอบ อยู่กันอย่างแออัด ช่องทางเดินเล็ก และวกวน ไม่มีชื่อป้ายชื่อซอย ส่วนใหญ่ มักใช้การเดินเสียส่วนใหญ่ และแน่นอน จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถเข็นต้องมา ในบริเวณที่กว้างหน่อย ก็จะมีรถแล่นสวนกัน ทั้งรถ ทั้งคน สวนกันไปมาน่าหวาดเสียวมาก
29. เราพักในเมดิน่า นั่นคือ ต้องจอดรถรอบนอก เอากระเป๋าใส่รถเข็น และเดินเข้าไป อย่างน้อยก็ประมาณ 100 เมตร อารมณ์เหมือนเดินผ่านตลาดสด มีทั้งร้านขายของ อาหาร พื้นไม่เรียบเพราะปูด้วยหิน แฉะๆบางที่ ผนังในเมดิน่าจะทำจากดินผสมหญ้า ไม่มีการฉาบเรียบ เห็นแต่ประตู ร้านค้าเล็กมาก ถ้าเป็น Guest House ส่วนใหญ่ใช้คำว่า Dar or Maison ก็จะเห็นแต่ประตู แต่เมื่อเข้าไปแล้วเป็นอีกโลกนึงเลย
30. Dar ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านที่มีช่องตรงกลางไว้ระบายอากาศ บางที่ปลูกต้นไม้ บางที่เป็นช่องว่าง และห้องพักจะอยู่รายรอบอีกที เป็นแบบทรงสูงคือ ห้องอยู่ชั้น 2-4 และมักมีดาดฟ้าไว้ชมวิวหลังคาติดๆกัน และแน่นอนว่าไม่มีลิฟท์ค่ะ เดินตลอด เลยต้องทิปคนแบกกระเป๋าหนักมาก ทิปทั้งคนลากกระเป๋าขาไปขากลับอีก

31. ศิลปะของโมร๊อคโค สวยงามละเอียดมาก ต้องใช้เวลา ฝีมือ มาก ทั้งแบบแกะสลักจากผนังปูน ทั้งการทำโมเสด และตาม Dar ต่างๆก็มักมีศิลปะแทรกอยู่ทุกที่ บอกได้เลยว่า มีเสน่ห์ น่าพักทุกที่ แตกต่างกันไป

32. อากาศที่มี ร้อนสุดถึง 56 องศาเซลเซียส แต่หนาวจนถึง 7 องศาเซลเซียสเลย ช่วงอากาศกว้างมาก ช่วงที่ไปเป็นหน้าฝนค่ะ คือประมาณ พฤศจิกายนถึงมกราคม ทริปเราโชคดีมากที่ไม่เจอฝนเลย อุณหภูมิประมาณ 25 องศา และเย็นลงตอนกลางคืน วันกลับนี่เหลือ 7 องศาเลย เห็นไกด์ว่า ช่วงที่น่าไปคือกันยายนนะคะ และช่วงหน้าร้อนคือ มิถุนายน กรกฎาคม อย่าได้แหยมไปเด็ดขาด อาจกลายเป็นหมูตากแห้งได้
33. ดอกไม้ต่างๆเหมือนบ้านเราเลย ไม่ว่าจะเป็นเฟื่องฟ้า ชบา แต่ดูสวยกว่านะ ผลไม้ก็เหมือนกัน เห็นว่ามะละกอนำพันธุ์มาจากไทย แต่ไม่เคยเห็นเขากินกันเลย และไม่มีขายด้วย ต้นส้มเป็นต้นไม้สาธารณะตามทางเดินทั่วไป
34. หาดทรายที่นี่เป็นหาดทรายของมหาสมุทรแอตแลนติด กว้างและยาวมาก ไม่มีร่ม คนขายของให้เสียทัศนียภาพ แถมด้วยถนนคนเดินตลอดแนวกว้างเป็น 10 เมตร ถัดไปค่อยเป็นถนน ถึงจะเป็นตัวอาคารเตี้ย คือมันดีมากอ่ะ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ อากาศเย็นสบาย แต่ไม่กล้าลงน้ำนะ มันหนาว และน้ำทะเลก็ไม่ได้ใสอะไร เหมือนปกติ เป็นที่โปรดปรานของชาวยุโรป จะพบเห็นได้มากที่ Agadir and Essaouira เป็นเราก็ขอพักที่นี่ อากาศดีมาก 

35. ทะเลทรายหนาวมาก แคมป์ที่พักหรูหรานะ มีชักโครก ห้องน้ำในตัว เขาจะปูเสื่อผ้าที่พื้น ช่วยให้เดินง่าย ไม่งั้นจะจมทรายเอา และทะเลทรายไม่ได้สวยทุกที่นะ

36. อาคารส่วนใหญ่โทนสีอิฐ ยกเว้นใน Chefchaouen เป็นสีขาวฟ้า เป็นความเชื่อทางศาสนาของเมืองนั้น จุดสังเกตว่า ซอยแคบนั้นเป็นทางตันหรือไม่ ให้ดูว่าพื้นทาสีฟ้าไหม ถ้าทา แสดงว่าเป็นทางตัน
37. รูปดาวที่ธงเป็นคำสั่งสอน 5 ประการขององค์ศาสดา
38. ร้านกาแฟส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้ชายนั่งและหันหน้าสู่ถนน ผู้หญิงห้ามนั่ง ยกเว้นนักท่องเที่ยว เวลาเดินผ่านจะมองตลอด แต่ก็ไม่มีอะไร ปลอดภัยค่ะ
39. การจ่ายเงินซื้อของอย่าลืมเงินทอน เพราะเวลาจ่ายเหมือนจะฉกเงิน แต่เวลาทอนจะนานมากกกก เหมือนจะรอให้เราลืม
40. ไม่แนะนำให้ซื้อของร้านค้าที่ติดว่า Tax Free เพราะการเคลมภาษีแย่มาก ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ ต้องรอร่วมชั่วโมงจนเกือบตกไฟท์ แถมต้องเดินเข้าเดินออกในส่วนที่ต้องตรวจกระเป๋า เรียกว่าเคลม Terminal 1 รับเงิน Terminal 2

แต่งบ้านสไตล์โมรอคโค สีสันจัดจ้าน

หลายๆ คนชอบบ้านที่มีสีสันจัดจ้าน สไตล์บ้านแบบโมรอคโคจึงเป็นรูปแบบที่ใช่ เพราะบ้านแบบโมรอคโคเน้นการใช้สีสันสดๆ จัดจ้าน รวมทั้งยังเน้นรายละเอียดในการตกแต่งค่อนข้างมาก นั่นเป็นเพราะโมรอคโคเป็นประเทศที่มีการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่สไตล์บ้านแบบนี้ก็มีเอกลักษณ์การตกแต่งที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บ้านสไตล์โมรอคโคน่าจะเหมาะกับหญิงสาวที่ชื่นชอบการตกแต่งแบบใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งของตกแต่งที่ใช้งานฝีมือ งานหัตถกรรมต่างๆ มาประดับเพิ่มเติม วันนี้จึงมีลักษณะการตกแต่งในสไตล์โมรอคโคมาฝากค่ะ

เอกลักษณ์สำคัญของบ้านสไตล์นี้คือซุ้มประตูโค้ง หลังคารูปโดม

ของตกแต่งมักเป็นงานผ้า งานฝีมือ

โทนสีสดๆ ทำให้บ้านสไตล์โมรอคโคมีความโดดเด่น และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

กระเบื้องโมเสค หรือการติดกระเบื้องเล็กๆ สีสันจัดจ้านทำให้บ้านแบบโมรอคโคสื่อถึงการใส่ใจในรายละเอียดของการตกแต่ง

งานก่ออิฐฉาบปูนสีแรงๆ เป็นแนวทางสำคัญของบ้านสไตล์โมรอคโค

Open Court ลานโล่งๆ กลางบ้านที่โอบล้อมตัวบ้าน หรืออาคารเพื่อป้องกันฝุ่นจากทะเลทราย

พรมและงานผ้าทอมือตกแต่งในห้องรับแขกของบ้าน

โคมไฟฉลุลาย และศิลปะการฉลุลายทองเหลือง ช่วยสะท้อนแสงสวยๆ ภายในบ้าน

ด้วยการใส่ใจในรายละเอียดของทุกจุดของบ้าน ทำให้บ้านสไตล์โมรอคโคเป็นที่ถูกอกถูกใจของสาวๆ รวมถึงเจ้าของบ้านหลายคน

เรื่องน่ารู้ก่อนเที่ยวโมรอคโค(MOROCCO)

โมรอคโคอยู่ส่วนไหนของมุมโลก

map morocco

ประเทศโมรอคโคตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา หรือจะให้เห็นภาพชัดกว่านี้ต้องไปเริ่มต้นกันที่ทางตอนใต้ของประเทศสเปนเพราะว่าประเทศโมรอคโคอยู่ใกล้กับประเทศสเปนมากสิ่งที่ขวางกั้นสองดินแดนนี้ก็มีเพียงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นเอง

อยากไปเที่ยวโมรอคโค คนไทยต้องขอวีซ่าไหม ?

สำหรับผู้ที่ถือหนังสือเดินทางของประเทศไทยหากต้องการเดินทางไปเที่ยวยังประเทศโมรอคโคต้องยื่นขอวีซ่า แต่ไม่ต้องกังวลใจว่าจะขอยากไหม ต้องดำเนินการอะไรบ้าง จะผ่านหรือไม่อย่างไร  หากออกเดินทางไปกับฟรีเบิร์ดทัวร์เราจะดำเนินการยื่นวีซ่าให้ ผู้เดินทางไม่ต้องไปยื่นวีซ่าด้วยตัวเอง และไม่ต้องโชว์ตัว ไม่เสียเวลาอีกด้วย เพียงแค่คุณเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่เจ้าหน้าที่แผนกวีซ่าของเราได้แจ้งไว้ ระหว่างนี้คุณก็ไปช้อปปิ้งเสื้อผ้ารอได้เลย ไปโมรอคโคต้องขอวีซ่าแล้วถ้าอยากไปประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่าจะไปที่ไหนดี 

ไปเที่ยวโมรอคโคต้องขอวีซ่าไหม

ระบบไฟฟ้าที่โมรอคโค

เพราะเราไม่ได้เดินทางไปโมรอคโคแค่วันเดียวดังนั้นระบบไฟฟ้าจึงนับเป็นพลังชีวิตของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เลยก็ว่าได้ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป เพราะวันใดไม่ได้ไถหน้าจอมือถือแล้วมันเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ดังนั้นนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมจะไม่พลาดทุกการติดต่อ

ประเทศโมรอคโค ใช้ระบบไฟฟ้า 220-240 V. เหมือนประเทศไทย ปลั๊กไฟจะเป็นลักษณะแบบหัวกลม 2 ขา และแบบมีหัวกลมคู่กับคลิปกราวด์ 1 ด้าน แนะนำควรเตรียมหัวแปลงปลั๊กไฟ(Universal Adapter)

ระบบไฟฟ้าที่โมรอคโค

ประเทศโมรอคโคใช้สกุลเงินอะไร?

ไปเที่ยวโมรอคโคต้องแลกเงินสกุลอะไรไป โมรอคโคใช้สกุลเงิน Dirham(MAD) เป็นสกุลเงินที่ไม่มีแลกในไทย นักท่องเที่ยวสามารถแลกเป็นสกุลเงินกลางๆไปก่อน คือ สกุลเงิน EUR หรือ USD แล้วค่อยไปแลกเงินสกุลท้องถิ่น MAD ที่โมรอคโค (1 ดีแฮลม์ ประมาณ 3.2 บาท อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ) สำหรับร้านแลกเงินในประเทศไทยมีที่ไหนบ้าง ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

ประเทศโมรอคโคใช้สกุลเงินอะไร

เที่ยวโมรอคโคช่วงไหนดี ?

เวลาที่ประเทศโมรอคโคห่างจากประเทศไทย 7 ชั่วโมง ประเทศโมรอคโคมี 4 ฤดู แม้โมรอคโคจะอยู่ในทวีปแอฟริกาแต่มีสภาพคล้ายกับทวีปยุโรปนั่นเพราะอยู่ใกล้กับประเทศสเปน และด้วยความหลากหลายของภูมิประเทศส่งผลถึงความหลากหลายทางด้านภูมิอากาศในแต่ละช่วงฤดูกาล เช่น บริเวณชายฝั่งที่มีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน อากาศร้อนจากบริเวณทะเลทรายซาฮาร่า เป็นต้น

เที่ยวโมรอคโคช่วงไหนดี

ฤดูกาลในโมรอคโค

ฤดูหนาว (มกราคม-มีนาคม) จะมีลักษณะของอากาศที่หนาวเย็น และชื้น 
ฤดูใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม-พฤษภาคม) ลักษณะอากาศเย็นชื่นใจเป็นมิตรกับการถ่ายภาพ
ฤดูร้อน (มิถุนายน-กันยายน) ลักษณะอากาศแห้ง และร้อน (เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในโมรอคโค)
ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-ธันวาคม) ลักษณะอากาศดี ชีวิตการอยู่โมรอคโคในช่วงนี้จะสดใส บรรยากาศคึกคัก

High Season ของโมรอคโคต้องยกให้ช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วงของปีซึ่งมีอากาศเย็นสบายสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเก็บภาพบรรยากาศของเมือง และผู้คน เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด

Low Season ของโมรอคโคยกให้ฤดูร้อนช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่น่าเที่ยวเพราะช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะให้ความสนใจไปเที่ยวตามเมืองริมทะเลแทนอย่างเมืองแทงเจียร์(Tangier) ที่ติดกับทะเลซึ่งมีอากาศดีตลอดทั้งปี แม้จะเป็นช่วง Low Season แต่ก็ Low ไม่สุดนะจะบอกให้

สินค้าน่าสนใจ ของที่ระลึกน่าช้อปในโมรอคโค

หลังจากเที่ยวดื่มด่ำกับบรรยากาศเก็บภาพความสวยงามอย่างจุใจแล้วจะให้ครบตามตำราก็ต้องช้อปปิ้งหาของฝากของที่ระลึกกลับไปฝากครอบครัว คนรัก หรือประดับตกแต่งบันทึกความทรงจำที่ได้มาเยือนสักหน่อย สำหรับของฝากจากโมรอคโคสิ่งแรกที่ต้องห้ามพลาดก็คือ เครื่องหนัง เป็นสินค้ายอดนิยมของที่นี่เขาเลย  นอกจากนั้นก็จะมีเครื่องเทศ ชุดจานชาม เครื่องแต่งกาย โคมไฟ เซรามิค รวมไปถึงพรมที่มีสีสันแต่งแต้มเข้าไปเรียกว่าเป็นผลงานศิลปะที่ละเอียดยิบเรียกได้ว่าใครเห็นแค่สีสองสีถือว่ายังไม่มาถึงโมรอคโค แอบบอกว่าเห็นภาพแล้วอยากจะรีบไปช้อปสักวันนี้พรุ่งนี้เลยทีเดียว

ของฝากจากโมรอคโค
ของฝากจากโมรอคโค

อาหารโมรอคโค

การที่โมรอคโคอยู่ใกล้กับทวีปยุโรปอาหารของเขาจึงมีกลิ่นไอของยุโรปปนๆมาไม่น้อย เมื่อยุโรปมาผสมกับแอฟริกาความเป็นเอกลักษณ์จึงเกิดขึ้น   อาหารโมรอคโคขึ้นชื่อในเรื่องของเครื่องเทศแต่จะไม่รุนแรงเหมือนอาหารอินเดีย เพราะอาหารโมรอคโคจะเน้นเรื่องของวัตถุดิบที่นำมาทำและวัตถุดิบต่างๆเหล่านี้นี่เองที่ให้รสชาติความอร่อย และมีเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสได้ลองชิมน้ำส้มคั้นสดก็อย่าลืมลองนะครับเพราะน้ำส้มคั้นสดที่โมรอคโคนั้นอร่อยมากๆ น้ำอ้อยผสมเลมอนก็เป็นน้ำที่ต้องลองอร่อยไม่แพ้กัน

อาหารโมรอคโค

การแต่งกายเมื่อเที่ยวโมรอคโค     

ประเทศโมรอคโคไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องการแต่งกายมากเหมือนประเทศมุสลิมบางประเทศ แต่เพื่อแสดงความเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวในเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสม เช่น  การแต่งกายเข้าชมสุเหร่าควรแต่งกายสุภาพ สุภาพสตรีสามารถสวมกางเกงได้แต่ต้องเป็นขายาว ไม่แนะนำให้สวมกางเกงรัดรูป หากเป็นกระโปรงให้เป็นแบบเลยเข่า เดรสยาวคลุมเข่า เสื้อปิดไหล่ สำหรับสุภาพบุรุษก็ต้องใส่กางเกงขายาว เสื้อมีแขน 

การแต่งกายเมื่อเที่ยวโมรอคโค

การใช้งานอินเตอร์เน็ตในโมรอคโค

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับบริษัททัวร์ และไม่ได้เป็นคนติดโซเชียลอะไรมากสัญญาณwifi ในโรงแรม ตามร้านอาหาร หรือตามเมืองใหญ่ก็น่าจะเพียงพอโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แต่สำหรับท่านใดที่ไม่อยากพลาดทุกการติดต่อผ่านทางโซเชียลก็คงต้องหาซื้อซิมติดไว้ เราสามารถซื้อซิมจากเมืองไทยของยี่ห้อต่างๆ หรือเปิดโรมมิ่งไป ลองสอบถามได้ที่ผู้ให้บริการแต่ละเจ้า อีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมากก็คือไปซื้อซิมท้องถิ่นของเขาเมื่อไปถึงสนามบิน

การใช้งานอินเตอร์เน็ตในโมรอคโค