ท่องแดนโมร็อกโก สนุกแบบไม่ตั้งใจ

จุดเริ่มต้นของการออกเดินทาง แต่ละคนนั้นมีที่มาต่างกัน

สำหรับ น้ำผึ้ง กานต์พิชชา พิชยศ สาววัย 24 ปี ซึ่งมีคุณแม่(ไพลิน พิชยศ)เป็นนักเดินทางตัวยง รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดตอนตั้งท้องน้ำผึ้ง คุณพ่อต้องสั่งห้ามไม่ให้เดินทาง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เธอคนนี้มี DNA ของการเดินทางอยู่ในชีวิตจิตใจ

เห็นว่าเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก

ใช่คะ หนังเรื่อง รักโง่โง่ เล่นกับพี่โตโน่เดอะสตาร์ ตอนนี้รอหนังอีกเรื่อง คุยกับผู้กำกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ไว้แล้วตอนนี้เขากำลังเขียนบทอยู่ อีกอย่างน้ำผึ้งกำลังรอให้ผมยาว ซึ่งทีแรกเป็นคนที่ผมยาวถึงกลางหลังเลย พอเล่นหนังเรื่องรักโง่โง่ ต้องตัดผม กลายเป็นคนผมสั้น เวลารับงานก็ไม่สามารถรับงานได้หลากหลายในช่วงนี้ เพราะผมสั้นมาก

น้ำผึ้งเข้าสู่วงการได้อย่างไร

เริ่มจากงานเดินแบบค่ะ ความจริงน้ำผึ้งไม่ได้เป็นคนที่หน้าตาดีเลยนะ มาได้ตรงที่ตัวสูง (หัวเราะ) ตอนม.ปลาย (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี) ไปเรียนพิเศษแถวๆ สยามสแควร์ กำลังเดินอยู่ตามถนนก็มีพี่คนหนึ่งมาชวนเข้าวงการเราก็ไม่กล้า ตอนนั้นยังไม่เคยทำงานอะไรเลย แต่ได้มาสตาร์ททำงานจริงๆ กล้ารับงานก็ตอนเรียนอยู่ปี 2 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (คณะมนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน) แล้วคะ แล้วเริ่มสตาร์ทงานเดินแบบก่อนเพราะไปรู้จักรุ่นพี่ที่เขาเป็นเจ้าของบริษัทออแกนไนซ์ เห็นว่าเราตัวสูงก็เลยจับไปแต่งตัวเดินแบบ ปี 2552 ก็ไปประกวดนางสาวไทย ติด 1 ใน 10 และได้รางวัลนางงามผิวสวยด้วยคะ

เลยทำให้เรามีโอกาสได้แสดงหนัง?

พอเราผ่านเวทีประกวดนางงามก็ทำให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นเราเป็นคนที่ไม่มั่นใจเลย พอมีตำแหน่งมีอะไรก็โอเค ก็เลยไปเข้าประกวดเวที ดิแอคติ้งควีนส์ เข้ารอบสุดท้าย เหมือนเป็นเวทีที่ปูทางให้เราได้เจอกับผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ชวนให้ไปแคสหนัง พี่ปุ๊กเขาเป็นคนที่ชอบอะไรที่เพียวมาก เพราะน้ำผึ้งไม่เคยแสดงหนัง ไม่เคยแสดงละคร และไม่เคยเรียนแอคติ้งมาก่อน เขาบอกว่าชอบตรงที่เราดูตื่นเต้น

ได้ข่าวว่าตัวจริงของน้ำผึ้งเป็นคนที่ชอบเดินทางมาก?

ใช่คะ น้ำผึ้งเป็นคนชอบเที่ยว (ยิ้มหวาน) เที่ยวมาตั้งแต่จำความได้ น่าจะตามคุณแม่ เพราะคุณแม่เล่าให้ฟังว่าชอบเที่ยวมากจนท้องน้ำผึ้งคุณพ่อก็ห้ามไม่ให้เดินทาง ภาพที่เราจำได้และติดมาตั้งแต่เด็กคือ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ คุณแม่ก็จะพาออกเดินทางไปต่างจังหวัด เหมือนวันหยุดปั๊บเราต้องเที่ยว ติดมาจนเป็นนิสัย อย่างน้อยได้ออกจากบ้านไปเดินตามห้างฯ เราก็ถือว่าเที่ยวแล้ว (หัวเราะ)

น้ำผึ้งชอบเที่ยวที่ไหน

ส่วนมากน้ำผึ้งก็จะเที่ยวในประเทศ เพิ่งจะไม่กี่ปีมานี้ที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง ส่วนมากก็ไปกับเพื่อนๆ ที่แรกเลยเป็นฮ่องกง ไปกับน้องสาว เพราะมีคุณป้ากับคุณลุงเป็นเชฟอยู่ที่นั่น ตื่นเต้นมาก กลัวด้วยกลัวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แต่ก็อายุ 19 ปีแล้วนะเราพูดภาษาอังกฤษไม่แข็ง พาน้องไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ พอไปเที่ยวแล้วตื่นเต้นกับทุกอย่างที่ไปเห็น โอเชี่ยนปาร์คก็ตื่นเต้นมาก ไปฮ่องกงมา 2 ครั้งแล้ว จากนั้นก็ไปเที่ยวเกาหลี เพราะจะทำธุรกิจเสื้อผ้ากับเพื่อนก็เลยไปหาซื้อเสื้อผ้ามาขาย แต่ก็ไปไม่รอดกับธุรกิจนี้ (หัวเราะ)

ล่าสุดเห็นว่าเพิ่งกลับจากโมร็อคโก?

ใช่คะ ความจริงประเทศนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเลย เพราะดูเป็นประเทศมีอารยธรรม น้ำผึ้งเป็นคนที่ชอบเมืองแฟชั่นมากกว่า แต่ทริปนี้พวกคุณป้าคุณอาเขาจัดกัน เขาอายุ 50-60 กันแล้วนะคะ เขาเหมือนกับอยากไปศึกษาอารยธรรม เป็นญาติๆ กัน มีเพื่อนป้า ไปทั้งหมด 18 วัน ค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณแสนหกหมื่น ถือว่าคุ้ม ตอนแรกไม่คิดว่ามันจะสนุก ตอนแรกเขามาชวนก็คิดว่าจะไม่ไป พอคิดอีกทีถ้าเราไม่ไปก็คงไม่มีโอกาสไป เพราะเป็นประเทศที่เราคงไม่คิดจะไป

ประทับใจประเทศนี้ตรงไหน

เป็นเมืองที่สวยมาก พอได้เห็นอารยธรรมของที่นั่นแล้วก็ชอบ คิดว่าคงเหมือนฝรั่งมาเห็นวัดบ้านเรา พอเราเห็นสุเหร่าของแต่ละเมืองก็ประทับใจมาก อากาศบ้านเขาเป็นหน้าหนาวพอดี ก็คือเมื่อธันวาคมที่ผ่านมานี่เอง มีโอกาสไปนั่งอูฐที่ทะเลทรายเป็นอากาศที่ร้อนมากและหนาวมาก กลางคืนอากาศติดลบ ถ้าร่างกายไม่ฟิตจริงๆ จะป่วยได้ น้ำผึ้งก็ไม่สบายตอนที่อยู่ที่โน่น กลับมาก็ไม่สบายอีก ป้าๆ ที่ไปก็ไม่สบายกันเยอะ มีทั้งฝน ร้อนหนาวในวันเดียวกัน

ตกลงชอบตรงไหนของโมร็อคโก

อย่างแรกที่ประทับใจคืออูฐ เราฝันว่าชีวิตหนึ่งอยากนั่งอูฐ พอได้นั้งแล้วประทับใจมากกว่าที่คิดไว้อีก ได้นั่งอูฐทั่งวันเลย เพระเดินทางไกล ตอนขึ้นเหมือนเราขึ้นช้างพอเดินเขาจะแข็งแรงเดินหนักกว่าช้างอีกเพราะต้องย่ำไปในทะเลทราย ป้าๆ ที่ไปกับน้ำผึ้งเขาแข็งแรงกว่าเพราะเขาเที่ยวเป็นอาชีพอยู่แล้ว อีกอันที่ประทับใจคือแพะ ที่ขึ้นไปอยู่บนต้นอารากั้นออย เป็นต้นไม้แห้งๆ ชนิดหนึ่ง ความสูงเท่าต้นฝรั่งบ้านเรา ลำต้นหนาๆ แตกกิ่งก้านออกมา แพะขึ้นไปยืนบนต้นไม้ เห็นได้ที่ประเทศนี้และตรงนี้ ต้นไม้ชนิดนี้มีทั้งหมดในโลกแค่ 200 ต้น แต่ 3 ต้นมีแพะอยู่เต็มเลย เพื่อไปกินผลของอารากั้นออย มันยืนเกร็งบนลำต้น เราตบมือเรียกมัน ยิ่งเกร็งเพราะมันกลัวตกลงมา ตลกมากๆ

อีกแห่งหนึ่งก็คือ ตลาดมาราเกรซ คล้ายๆ ตลาดมืดบ้านเรา วางของขายเกลื่อนเลย เห็นแล้วตื่นเต้นมาก ของบ้านเขาก็ไม่มีอะไรหรอก มีแต่โคมไฟ พรม จะมีของเพ้นท์เป็นลายสวยๆ น้ำผึ้งซื้อไหเล็กๆ เพ้นท์สวยๆ มาให้แม่ แล้วที่นั่นก็มีงูเห่าตัวใหญ่ๆ งูมันเหมือนเหนื่อยๆ นอนอยู่เฉยๆ น้ำผึ้งขอเข้าไปถ่ายรูป ซึ่งไกด์เตือนไว้แล้วว่าคนที่นี่เขาจะโกงนะ ตอนแรกตกลงไปว่า 50 บาท พอถ่ายเสร็จเขาจะเอา 300 บาท ถ้าไปตลาดนี้ต้องระวังนิดหนึ่ง

อาหารการกินเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าใครชอบอาหารมุสลิมก็คงสบาย เขาจะมีไก่ทาจีน ถามว่ากินได้ไหม ก็คือกินได้ แต่ที่นี่จะมีเนื้อแกะ เนื้อแพะเยอะแต่เราไม่กินเนื้อสัตว์หนักๆ ขนาดนี้ กินได้แต่ขนมปังกับไก่ทาจีน แล้วก็เอาน้ำพริกที่พกไปด้วยคลุกกินด้วยกัน ข้าวที่นั่นจะเม็ดเล็กๆ เรียกว่าข้าวคูสคูส มีทุกมื้อ อยู่ 18 วัน วันละ 3 มื้อ ต้องพึ่งมาม่าบ้าง และกลายเป็นคนชอบน้ำพริกไปเลย อยู่เมืองไทยไม่ค่อยกินน้ำพริก แต่กลับมาเลยกลายเป็นคนชอบน้ำพริกไปเลย(หัวเราะ)

ถ้ามีคนชวนไปเที่ยวโมร็อคโกอีกจะไปไหม

ไปได้นะคะ แต่ต้องมีการเตรียมพร้อมยิ่งกว่านี้ คือต้องเตรียมมาม่า น้ำพริก ซอส ทุกอย่างที่ปรุงง่ายๆ ติดตัวไป ซุปไก่ก้อนนี่ช่วยได้เหมือนกัน วันที่ไปนอนทะเลทรายจะมีคนจูงอูฐกางเต้นท์ให้เรานอนและทำอาหารให้เรากิน เราก็ไปดูเขาปรุงอาหาร พอเขาจะใส่เครื่องเทศทุกคนก็บรีบห้ามบอกว่าโนๆๆ เพราะอาหารในโรงแรมเราห้ามเขาไม่ได้เขาปรุงมาแล้ว แต่นี่เราเห็นเขาปรุงก็เลยรีบห้าม แล้วให้เขาใส่ซุปก้อนลงไปในโจ๊กข้าวคูสคูส เราก็ทำเป็นเนียนคุยกับเขาว่าจะช่วยทำอาหาร อยากอยู่แบบนั้นไม่อยากเข้าเมืองไปเจอไก่ทาจีน กับข้าวคูสคูสในเมืองเลย

มีวิธีเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนเดินทาง โดยเฉพาะกระเป๋าเสื้อผ้า?

ตอนไปน้ำผึ้งแทบจะซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดเลยเพราะประเทศนี้เขาค่อนข้างปิด ต้องแต่งตัวมิดชิดห้ามนุ่งกางเกงขาสั้น ขาเดฟ ซึ่งเรามีแต่เสื้อผ้าแบบนี้ ก็เลยต้องไปชอปปิงซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดเลย และอากาศค่อนข้างหนาวก็ต้องซื้อเสื้อกันหนาวแบบหนาๆ เราเอากางเกงจินนี่ เสื้อระบายไปใส่ ปรากฎว่าเป็นเสื้อผ้าที่เขาไม่ใส่กันที่นั่น แต่เราไม่รู้ไง

ประเทศที่น้ำผึ้งใฝ่ฝันจะไปเที่ยวคือประเทศอะไร

แถบยุโรปค่ะ อิตาลี ฝรั่งเศส ที่น่าเจ็บใจคือประเทศที่เราไปก็อยู่ติดๆ กัน แต่เราไม่สามารถข้ามไปเที่ยวได้ ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตรเอง เห็นหลังคายุโรปแต่ข้ามไปไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรประเทศที่เราไปก็น่าสนใจไม่น่าเบื่อ ลำบากแค่อาหารการกินอย่างเดียวเท่านั้นเอง

แล้วอนาคตอันใกล้นี้วางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน

น่าจะเป็นญี่ปุ่นนะคะ เพราะเป็นประเทศแรกๆ ที่อยากไปที่สุด แต่มาคิดว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศเกาหลีและฮ่องกง ก็เลยพาน้องสาวไปเที่ยวฮ่องกงก่อน คิดว่าต่อไปจะเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว อยากเจอหิมะ อยากเล่นสกี อยากไปหน้าหนาวที่ญี่ปุ่นค่ะ อยากไปทริปตกปลาทะเลที่เขาไปอยู่ตรงที่มีรหิมะตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะเป็นคนชอบผจญภัยเข้าป่า อยากไปเที่ยวป่าอเมซอน น้ำผึ้งเป็นคนแนวนั้น

มาราเกซ ภาษาแห่งอาราเบียน

องค์ประกอบหลักๆ ของการเนรมิตสถาปัตยกรรมชวนฝัน ‘โมรอคโค’ และวิธีลดทอนรายละเอียดเพราะข้อจำกัดฝีมือช่าง

เอกลักษณ์ทางศิลปะและการออกแบบของแต่ละประเทศเต็มไปด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวที่หลอมรวมขึ้นจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คน ศิลปะและการออกแบบของแต่ละประเทศจึงสร้างความรู้สึกและความประทับใจที่แตกต่างกัน การนำเสน่ห์แห่งการออกแบบของแต่ละประเทศมาใช้ไม่ใช่เพียงการถอดแบบรูปทรงและสีเท่านั้น ศิลปะการออกแบบจากดินแดนชวนฝันอย่าง โมรอคโค ก็สามารถเป็นหนึ่งเดียวกับเสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอย่าง หัวหิน ได้ด้วยการผสมผสานอย่างกลมกลืน 

{#มาราเกซ02.jpg}
{#มาราเกซ03.jpg}

“ถามถึงหัวหินมองแบบทั่วๆ ไป ผมเรียกว่าเป็นสถานพักผ่อนที่มีที่มาที่ไปจากหมู่บ้านประมงในสมัยก่อน แต่ถ้ามองระดับสูงขึ้นไปอีกคือมองในเชิงที่เป็นที่พักผ่อนของราชนิกูลชั้นสูง ซึ่งสะท้อนมาถึงอาคารที่มีรูปแบบที่เป็นโคโลเนียลหน่อย หรือว่าเรือนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นมันมีคาแรกเตอร์บางอย่างซึ่งสามารถจะบอกได้ว่านี่คือความเป็นหัวหิน แต่อีกอันหนึ่งคือความรู้สึกที่รู้สึกว่าไปแล้วมันสบายๆ ผ่อนคลาย เป็นความรู้สึกแบบนามธรรมหน่อย ไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนมาก” คุณ พงษ์เทพ สกุลคู จาก August Design Consultant Co.,Ltd. สถาปนิกตกแต่งภายใน มาราเกซ หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา (Marrakesh Hua-Hin Resort & Spa) รีสอร์ทสไตล์ ‘นีโอ โมร็อคแคน’ (Neo Moroccan) ริมชายหาดหัวหิน พูดถึงหัวหินในความรู้สึก



           ด้านสถาปนิกจาก Palmer & Turner (Thailand) Ltd. (พาล์เมอร์ แอนด์ เทอร์เนอร์ฯ) บอกว่า
           “พูดถึงหัวหินจะนึกถึงเมืองตากอากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือได้ว่าเป็นเมืองตากอากาศที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเป็นสถานที่พักผ่อนติดทะเลที่ติดอันดับความนิยมของประเทศ บรรยากาศของหัวหินจะแตกต่างไปจากเมืองตากอากาศอื่นๆ เช่น พัทยา หรือภูเก็ต เรามองว่ามันมีเสน่ห์ที่แตกต่างออกไป ให้ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความเป็นบ้านและเมืองที่มีวัฒนธรรม จะเลือกนอนพักสงบๆ ริมหาดก็ได้ หรือจะหาที่กินที่ซื้อของก็มีครบ

{#มาราเกซ04.jpg}
{#มาราเกซ05.jpg}

สถาปัตยกรรมของหัวหินก็ค่อนข้างโดดเด่น เนื่องจากสมัยก่อนเป็นที่ตากอากาศของชนชั้นสูงหรือเจ้านายต่างๆ ซึ่งแต่ละคนก็สร้างบ้านพักตากอากาศของตัวเอง อาคารก็ออกแนวครึ่งปูนครึ่งไม้ มีใช้เครื่องไม้ประดับตามแบบที่นิยมของเจ้านายสมัยนั้น จนมาถึงปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนไปเป็นโรงแรมที่พักหรือร้านอาหารบ้างแต่เขาไม่ได้ทุบทิ้งแล้วทำใหม่ เขาเอาของเดิมมาปรับปรุงยังคงเก็บลักษณะโดยรวมของอาคารไว้ ซึ่งจุดนี้ทำให้เกิดการผสมผสานกันระหว่างของเก่ากับของใหม่ ทำให้เมืองมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง มี Culture ทางงานสถาปัตยกรรมที่ชัดเจน”


           ส่วนเอกลักษณ์และเสน่ห์ในการออกแบบของโมรอคโค คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “ถ้าเราพูดถึง Moroccan Style ใน Morocco จะค่อนข้างมีคาแรกเตอร์ที่เด่นๆ อยู่สองสามอย่าง อย่างแรกเป็นงานแบบที่เรียกว่าเป็นงานอาราบิค สไตล์ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีพื้นฐานมาจากอาหรับ สองคือ ความเป็นเมดิเตอร์เรเนียน ในแถบที่ตั้งซึ่งอยู่ทางทวีปแอฟริกา และมีคาแรกเตอร์ซึ่งมาจากของท้องถิ่น เช่น กระเบื้องสี ลวดลาย โครงสี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีออกทรายๆ  สีชมพูอมส้ม
           ..สถาปัตยกรรมของโมรอคโคจริงๆ แล้วมันมีสเน่ห์ ถ้าเป็น Arabian Architecture จริงๆ มันให้ความรู้สึกอลังการ มีรายละเอียดที่เฉพาะตัวมากๆ อีกส่วนหนึ่งที่ผมชอบคือ บรรยากาศของห้องในอาคารแบบนี้มันไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมทื่อๆ หรือไม่ได้เป็นอะไรที่ปกติ จะมีรายละเอียดบางอย่างซึ่งมันคอนโทรลอยู่ รายละเอียดพวกนี้ทำให้งานสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคมีเสน่ห์ บวกกับบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน มีสวนเมืองร้อน มีน้ำ มีอะไรเข้ามา ให้บรรยากาศของความรู้สึกผ่อนคลาย.. อีกอย่างคือบรรยากาศของแสงที่ผ่านช่อง ผ่านซุ้ม ผ่านโคมไฟ เวลาแสงผ่านออกมาแล้วเกิดเงาบนผนัง พวกนี้คือสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ Moroccan ซึ่งเราพยายามจะหยิบมาใช้”
           ในเชิงสถาปัตยกรรม สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ บอกว่า
           “งานสถาปัตยกรรมของโมรอคโค ก็มี Culture ที่ชัดเจนในตัวของมันเองเช่นกัน มีองค์ประกอบทางงานสถาปัตยกรรมที่เอามาเล่นได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้ง การเล่นระดับที่ผนังทึบ ลายฉลุ หรือการเล่นลวดลายเส้นสายของกระเบื้องประดับ รวมถึงสีสันที่สดใสมีชีวิตชีวา”

{#มาราเกซ06.jpg}

การผสมผสานเสน่ห์ของหัวหินและโมรอคโคเข้าด้วยกัน คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “เรานำคาแรกเตอร์หลักๆ มาใช้.. ไม่ได้เป็น Real Moroccan เป็น Moroccan ที่เรียกว่า Contemporary Moroccan  เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่เราจะทำโครงการของมาราเกซ เราคิดว่าอยากให้มีกลิ่นอายของ Moroccan ผสมอยู่ในงาน แต่บรรยากาศรวมๆ อยากให้มันสบายๆ จับสองอันนี้มาผสมกัน โดยที่มี Touch ของ Moroccan นี้อยู่ทั่วๆไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งไม่เท่ากัน แต่ภาพรวมก็เป็นความร่วมสมัยของการออกแบบ ไม่ได้เป็น Real Moroccan”
           “มันคือโมรอคโคในรูปแบบใหม่ คือเราไม่ได้เอาสไตล์ของโมรอคโคมาใช้ทั้งหมด เราดึงเอาจุดเด่นๆ มา เช่นพวกซุ้มประตู ลวดลายของกระเบื้อง การใช้สีสัน ลายฉลุ แล้วนำมาปรับใช้ในบางจุดเพื่อสร้างจุดเด่น แต่ส่วนใหญ่แล้ว Background ก็จะดูเรียบง่ายแต่ก็ยังมีกลิ่นอายของโมรอคโคอยู่.. ” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ กล่าวเสริม
           คุณพงษ์เทพ ยกตัวอย่างการออกแบบห้องพักของมาราเกซ ให้ฟังว่า
           “ห้องพักเราไม่ได้ใช้แบบ Real Moroccan จริงๆ เราแค่หยิบมา เช่น รูปทรงโค้ง และบรรยากาศโดยเฉพาะห้องส่วนที่เปิดประตูเข้าไปเราอยากให้มันดูลึกลับ มืดๆ นิดหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจากโรงแรมทั่วๆ ไป ปกติโรงแรมทั่วไป ที่นี่เราตั้งใจที่จะให้มันดูขรึม ขลัง และดูมีบรรยากาศที่ลึกลับนิดหนึ่ง เราเลยคุมให้สีมันมืดๆ ด้วยการใช้กระเบื้องโมเสกมากรุ แต่โมเสกที่ว่าไม่ได้เป็นโมเสกที่มาจากโมรอคโคเป็นโมเสกสมัยใหม่ เราดึงโครงสีของโมรอคโคมาใช้เท่านั้นเอง แล้วเอาโคมที่เป็น Real Morocco มาผสม.. แต่พอผ่านจากพื้นที่ที่เป็นห้องน้ำเข้ามาถึงห้องนอน ผมอยากให้มัน Contrast ซึ่งมันได้ความรู้สึกแบบสบายๆ กันเอง อยากให้มันสว่างก็กลายเป็น Contemporary กลายเป็นห้องขาวๆ สบายๆ ซึ่งจะไม่เหมือนโรงแรมที่เป็นสไตล์โมรอคโคจริงๆ “
           สถาปัตยกรรมของมาราเกซอยู่ในโทนสี ชมพูอมส้ม สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ ให้เหตุผลว่า
           “เนื่องจากแนวคิดของโครงการมาจากเมืองมาราเกซ ซึ่งถ้าพูดถึงเมืองนี้ใครๆ ก็จะนึกถึง Pink City หรือเมืองสีชมพู เพราะทั้งเมืองอาคารจะออกเป็นสีชมพูส้มๆ ไปทั้งเมือง เราเลยเอาจุดนี้มาใช้โดยสีหลักที่ใช้สำหรับอาคารคือ สีชมพูอมส้ม แล้วมีการตัดด้วยลวดลายและสีอื่นๆ เป็นบางส่วน” 

ส่วนของห้องพักของมาราเกซมี 2 โทนสีที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบ คือ ‘สีส้ม’ และ ‘สีน้ำเงิน’ คุณพงษ์เทพ อธิบายว่า
           “ถ้าพูดในเชิงนามธรรมคือเป็นกลางวันกับกลางคืน ในโลกอาหรับมีความเชื่อเรื่องกลางวันกลางคืน เราก็หยิบน้ำเงินเป็นตัวแทนของภาคกลางคืน สีโทนส้มเป็นโทนกลางวัน มีภาคกลางวันกลางคืนในเชิงอาหรับ ในเชิง Moroccan เองสีพวกนี้เป็นสีที่เราเห็นได้ทั่วไปในประเทศโมรอคโคซึ่งมันมาจากสีดิน สีน้ำเงินก็เป็นสีของกระเบื้อง เป็นสีที่คาแรกเตอร์ชัดเจนที่สุดเราเลยหยิบเอามาใช้”
           ลวดลายที่นำมาใช้ในโครงการนี้เป็นลวดลายที่ถูกตัดทอนลงเพื่อความเหมาะสมในการใช้งาน
           “เราตัดทอนลงไปทำให้มันทำงานง่ายขึ้น เพราะถ้าเราทำแบบโมรอคโคจริงๆ ช่างเราทำไม่ได้ เราแทบจะต้องยกเอาทั้งแผงมาเลย แต่ความที่เราทำในประเทศเราและไม่ได้ต้องการทำแบบนั้นอยู่แล้วเราก็เลยแค่เอากลิ่นอายนิดเดียวมาทำให้มันง่ายขึ้น”
           เสน่ห์ของโมรอคโคที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบยังรวมถึง ‘บรรยากาศ’ ด้วย
           “ซุ้มทางเข้าล็อบบี้ของโครงการจะเป็นซุ้มขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจะเข้าไปในสถานที่สำคัญสมัยโบราณ ซึ่งลักษณะของซุ้มแบบนี้เราจะมีการใช้ในส่วนของ Public area ของโครงการ เพียงแต่มีการย่อขนาดลงให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ บอก
           คุณพงษ์เทพ อธิบายว่า “สถาปัตยกรรมในประเทศแถบนั้นส่วนใหญ่ความที่มันเป็นเขตร้อน เมดิเตอร์เรเนียน ก็จะมีเสียงน้ำ มีน้ำพุ เรียกว่าเป็นคาแรกเตอร์หลักของงาน เราก็หยิบเอาบรรยากาศอันนั้นจำลองเข้ามาในพื้นที่ที่เรามีอยู่เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ โดยที่ตัดทอนบรรยากาศตัดทอนรายละเอียดลงมาเพื่อให้มันเหมาะสมแล้วยกมาลงในพื้นที่นั้น ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงน้ำพุ ผ่านเข้าไปตรง Main Bar ที่เป็น Check in Reception ต้องยอมรับว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่นิดหนึ่ง มันไม่ได้มีล็อบบี้ใหญ่โตอะไรแต่ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกออกไปดี คือค่อนข้างเป็นกันเอง ดูสบายๆ ไม่เหมือนล็อบบี้โรงแรมอื่นที่ใหญ่โตมโหฬาร เราก็พยายามทดแทนด้วยฝ้าที่มันสูงหน่อย
           ..ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศในเชิงนามธรรมมากกว่าที่จะเป็นเชิงการตกแต่ง คงเป็นความรู้สึกสบายๆ โครงสีบางส่วนที่สะอาดๆ หน่อย รูปแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ผสมผสาน ไม่ได้เป็นท้องถิ่นมากแล้วก็ไม่โมเดิร์นเกินไป”
           พื้นที่ซึ่งมีการออกแบบที่แตกต่างออกไปคือ สปา
           “สปาเราอยากให้มันร่วมสมัยขึ้น ให้ดูเป็น Modern Spa หน่อย ไม่ได้เป็น Moroccan จ๋ามาก มีสัมผัสนิดๆ เท่านั้นเอง แต่เราก็ยังต้องการคอนโทรลบรรยากาศให้มันดูลึกลับหน่อย จะเห็นว่าเป็นซอกทางเดินคือเข้าไปแล้วไม่ได้เห็นหมดเลยทีเดียวสว่างไสว จะค่อยๆ ค้นหาไป และบรรยากาศของแสงสว่างเราก็อยากให้มันไม่สว่างเกินไป ลึกลับนิดๆ ซึ่งจริงๆ ที่โมรอคโคก็เป็นอย่างนั้น.. เราอยากให้มี Gimmick ให้คนเข้ามาแล้วจำได้ว่าเป็นสปาที่นี่ไม่มีทางเป็นสปาที่อื่นไปได้ ก็มีลูกเล่นนิดๆ หน่อยๆ มีช่องใส่ไฟ เพื่อให้เป็น  Unique Point ของ Space นั้นๆ ” 
 การออกแบบพื้นที่ใช้สอยเป็นไปเพื่อตอบสนองการพักผ่อนอย่างเต็มที่
           “..พื้นฐานจะเหมือนๆ กัน ต่างกันตรงโครงสีและวิธีการวางเตียงเท่านั้นเอง จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่โรงแรมระดับดีควรจะมี คือมีอ่างอาบน้ำที่ Over Size มี Separated Shower มีส่วนพักผ่อนทั้งด้านในด้านนอก มีตู้เสื้อผ้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับโรงแรมโดยทั่วไป อ่างล้างหน้าก็มีขนาดใหญ่พอสมควร สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่าโรงแรมปกติ เราให้แม้กระทั่ง Dressing Area ด้วยซ้ำไป.. ห้องมุมจะได้ระเบียงเพิ่มขึ้นมา มี Bay Window ซึ่งชมทิวทัศน์ได้สองด้านเป็นจุดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากห้องธรรมดา.. ห้องด้านหน้าหันหน้าออกทะเล มีห้อง Duplex อยู่ชั้นบนมี Private Terrace ข้างบน..” คุณพงษ์เทพ บอก
            “ในส่วนของห้องพัก ระเบียงจะค่อนข้างกว้าง สามารถนั่งเล่นนอนเล่นได้อย่างสบาย เราออกแบบให้ประตูเลื่อนที่ออกสู่ระเบียง มีขนาดใหญ่ เปิดมุมมองออกสู่ภายนอกได้โล่งขึ้น” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ กล่าว
           การทำงานร่วมกันระหว่าง สถาปนิก สถาปนิกตกแต่งภายใน และภูมิสถาปัตย์ คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “เราพยายามจะให้แรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ตอนแรกอาคารก็ออกมาคล้ายๆ คอนโดมิเนียม (มาราเกซ หัวหิน เรสซิเดนท์ : Marrakesh Hua Hin Residences) แล้วก็ค่อยๆ เกลา.. ภาษาของสถาปัตยกรรม ภาษาของอาคารก็เหมือนกัน ก็พยายามตัดทอนและพยายามเก็บคาแรกเตอร์บางอย่างมาใช้ เราต้องพยายามสื่อสารกัน.. เพื่อที่จะให้มันได้อย่างที่เราอยากจะได้ ทำงานร่วมกันจริงๆ ก็ต้องทำงานใกล้ชิดกันตั้งแต่ต้น”
           “เรื่องของงานภูมิสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบริษัท Green Architects Co.,Ltd ต้องยอมรับเลยว่าช่วยส่งเสริมตัวอาคารและบรรยากาศโดยรวมของโครงการให้ดูโดดเด่นและน่าประทับใจได้มากจริงๆ ” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ บอก
           การจะนำรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบของประเทศหนึ่งมาใช้ในอีกประเทศหนึ่งได้อย่างเหมาะสมและกลมกลืน คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “มันเป็นเทคนิคเฉพาะตัว.. แล้วแต่การตีความของแต่ละคน บางคนอาจจะชอบในเชิงของตกแต่งก็เอาของตกแต่งมาใส่เลย บางคนชอบอาคารชอบสถาปัตยกรรมก็พยายามจะทำอย่างนั้น แต่ความที่เราทำงานเรื่องนี้โดยตรงเรารู้ว่าข้อจำกัดของเราคืออะไร ไปได้แค่ไหน งานช่างไปได้แค่ไหน ทำอะไรได้แค่ไหน เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะวิเคราะห์ก่อนล่วงหน้าว่า เราจะหยิบมาใช้แค่ไหนพอ เรารู้ขีดความสามารถของช่าง ของงบประมาณของอะไรก็แล้วแต่ เราเลือกที่จะไปทิศทางแบบนี้ ซึ่งมันจะไนในช่องที่ไม่เหมือนใคร เป็นทิศทางเฉพาะตัวซึ่งผมว่ามันก็เป็นทางเลือก คือมีคนชอบสไตล์นี้เยอะนะในบ้านเรา แต่ชอบแบบจริงจังไหม หรือว่าเอาแค่กลิ่นอาย บางคนอาจจะชอบบรรยากาศจริงๆ เลย แต่พอไปเห็นบางที่แล้วก็ผิดหวังเพราะว่ามันไม่ใช่อะไรแบบนี้ แต่บางคนก็ชอบสไตล์แต่พอไปอยู่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยสบาย เพราะฉะนั้นผมพยายามจะประมวลเรื่องพวกนี้แล้วเอามาผสมผสานทำมันออกมาในภาษาใหม่ นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะทำ”
           ด้วยความสามารถของบรรดานักออกแบบ ความงดงามจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป แต่สามารถส่งต่

มารู้จักโมร็อกโกให้มากขึ้นกันเถอะ

ประวัติความเป็นมาของโมร็อกโกถูกผูกไว้กับของคนเบอร์เบอร์ที่ขับไล่พวกนักล่าอาณานิคมโรมันโบราณและต่อมารอดชีวิตจากราชวงศ์อิสลามหลายแห่ง ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมากลุ่มหลายกลุ่มได้ทิ้งร่องรอยไว้ในประเทศซึ่งเป็นผลมาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย วัฒนธรรมของโมร็อกโกมีความหลากหลายเท่ากับภูมิประเทศ อย่างไรก็ตามแม้จะมีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่หลากหลาย แต่ประเทศก็ยังสามารถรักษาเอกภาพไว้ได้ นอกเหนือจากเบอร์เบอร์แล้ววัฒนธรรมของโมร็อกโกยังได้รับอิทธิพลมาจากชาวอาหรับฟินิเซียนชาวอัฟริกาใต้ซาฮาราและชาวโรมันในกลุ่มอื่น ๆ วัฒนธรรมอาจแตกต่างจากภูมิภาคหนึ่งไปอีกภูมิภาคหนึ่งและเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารศิลปะเสื้อผ้าดนตรีและเสื้อผ้า

ภาพรวมของวัฒนธรรมโมร็อกโก

วัฒนธรรมของโมร็อกโกคือการผสมผสานของประเพณีชาติพันธุ์และศาสนาสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลเบอร์เบอร์, แอฟริกา, อาหรับและชาวยิว ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับในขณะที่อย่างน้อย 30% ของประชากรเป็นลำโพงของ Amazigh อิทธิพลของเบอร์เบอร์นั้นโดดเด่นที่สุดในกิจกรรมและวิถีชีวิตที่หลากหลายของชาวโมร็อกโก แม้ว่าอาหารจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค แต่เครื่องเทศที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นอาหารของชาวเบอร์เบอร์ การใช้ผักและผลไม้สดส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความใกล้ชิดของประเทศไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพลงโมร็อคโคมีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยเครื่องดนตรีดั้งเดิมหลายแห่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นของชาวอาหรับและอามาซิห์ มันเป็นบ้านของดนตรีคลาสสิกอันดาลูเชียซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาทั่วแอฟริกาเหนือ

ภาษาและศาสนา

คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในโมร็อกโกเป็นชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับ ภาษาราชการคือภาษาเบอร์เบอร์และภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่พูดกันอย่างกว้างขวางยกเว้นในภาคเหนือที่มีภาษาสเปนเป็นหลัก ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดส่วนใหญ่ในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเช่นมาร์ราเกชและเมืองอื่น ๆ ในภาคเหนือ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหลักในประเทศและเป็นรากฐานสำหรับครอบครัวส่วนใหญ่ ผู้คนยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในครอบครัวและเด็ก ๆ ได้รับการสอนให้ดูแลพ่อแม่เมื่อพวกเขาโตขึ้น ดังนั้นมีบ้านน้อยมากสำหรับผู้สูงอายุในโมร็อกโก ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มมุสลิมสุหนี่ ศาสนาคริสต์เป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองในโมร็อกโก อย่างไรก็ตามคริสเตียนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ศาสนาอื่น ๆ รวมถึงศาสนายูดายและอัลบาผมเชื่อ ประมาณ 7% ของประชากรไม่มีศาสนา

เครื่องแต่งกายโมร็อกโกแบบดั้งเดิม

ชุดโมร็อกโกแบบดั้งเดิมสำหรับทั้งชายและหญิงคือ djellaba ซึ่งเป็นผ้าที่คลุมด้วยผ้ายาวและหลวมแขนยาว เครื่องดูดควันมี qob ที่ปกป้องผู้สวมใส่จากแสงแดดหรือเย็นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในช่วงโอกาสพิเศษผู้ชายสวมใส่เสื้อเบอร์เนสหรือหมวกสีแดงซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่าเฟซในขณะที่ผู้หญิงสวม kaftans ความแตกต่างระหว่าง kaftan และ djellaba คือ hood ที่ kaftan ไม่มี djellaba ผู้หญิงมีสีสันสดใสและตกแต่งด้วยเครื่องประดับ kaftans ผู้ชาย djellaba ส่วนใหญ่เป็นธรรมดาและมีสีที่เป็นกลาง Kaftan มีความหมายเหมือนกันกับความสง่างามและสไตล์และสามารถสร้างขึ้นจากหลายชั้นที่เรียกว่า takshita มันสามารถแต่งตัวหรือแต่งตัวเป็นชุดลำลอง Kaftan มีต้นกำเนิดมาจากจักรวรรดิออตโตมันในศตวรรษที่ 14 เยาวชนในโมร็อกโกค่อยๆละทิ้งเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของพวกเขาสำหรับชุดตะวันตก

งานแต่งงานของโมร็อกโก

การแต่งงานแบบโมร็อกโกเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดในประเทศ ก่อนวันแต่งงานเจ้าบ่าวคาดว่าจะมอบของขวัญให้เจ้าสาวของเขารวมถึงน้ำตาลและเฮนน่า สองวันถึงวันสำคัญเจ้าสาวจะต้องเข้าร่วมกับฮามามดั้งเดิม (ซาวน่า) กับญาติของเธอเพื่อชำระล้าง ที่ซาวน่าเจ้าสาวและครอบครัวส่วนใหญ่ร้องเพลงแบบดั้งเดิม เหตุการณ์ถัดไปที่ตามมาคือการใช้เฮนน่าซึ่งมืออาชีพวาดสัญลักษณ์และลวดลายที่เกี่ยวข้องกับมือและเท้าของเจ้าสาว พิธีแต่งงานใช้เวลาอย่างน้อย 4 ถึง 8 ชั่วโมง ในระหว่างงานแต่งงาน Negafa (ช่างแต่งหน้า) ได้รับมอบหมายให้ดูแลให้เจ้าสาวคงความสง่างามตลอดทั้งวัน ทั้งคู่มักจะนั่งบนเก้าอี้ไม้ประดับแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Amariya การจัดงานแต่งงานถือเป็นงานชุมชนซึ่งมักมีลักษณะเป็นอาหารเครื่องดื่มและการเต้นรำที่อาจเข้ากันได้ดีในตอนกลางคืน

อาหารโมรอคโค

อาหารโมร็อกโกมักจะปรุงอย่างดีและมีรายละเอียดอย่างมาก การรู้วิธีปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของอาหาร อาหารโมร็อกโกส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากการมีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมและประเทศอื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไป อาหารมักจะมีการผสมระหว่างอาหารอาหรับเมดิเตอร์เรเนียนและดาลูเซียโดยได้รับอิทธิพลจากยุโรป ส่วนประกอบของอาหารประกอบด้วยผักและผลไม้เมดิเตอร์เรเนียนและเนื้อสัตว์ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับอาหาร เครื่องเทศที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ยี่หร่าออริกาโนยี่หร่าและมิ้นต์ เครื่องเทศ Ras El Hanout สร้างขึ้นจากการรวมเครื่องเทศ 27 ชนิดเข้าด้วยกัน จานโมร็อกโกหลักคือเส้นก๋วยเตี๋ยวซึ่งประกอบด้วยเซรั่มข้าวสาลีบด durum เนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นเนื้อแดงที่บริโภคกันทั่วไป อาหารทั่วไปอื่น ๆ ได้แก่ Pastilla, Harira และ Tanjia ชาเขียวที่มีสะระแหน่เป็นเครื่องดื่มที่นิยมมากที่สุดในโมร็อกโก การทำชามินต์เป็นศิลปะและดื่มกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ถือเป็นประเพณีประจำวัน ชาถูกใส่ในกาน้ำชาพิเศษที่ช่วยให้สามารถเทลงในแก้วเล็ก ๆ จากความสูง

ศิลปะโมร็อกโก

ศิลปะโมร็อกโกได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมและชาติอื่น ๆ อย่างไรก็ตามชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับได้รับการยกย่องให้สร้างฉากศิลปะที่น่าทึ่งในประเทศ สถาปัตยกรรมของพวกเขารวมถึงปราสาท Kasbahs สีแดงที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่อยู่ของชนชั้นปกครอง งานฝีมือมีประตูแกะสลักด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และพรมสีสันสดใส ศิลปะโมรอคโคสมัยใหม่ยังได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเบอร์เบอร์แบบดั้งเดิมและอิทธิพลของอิสลาม หนึ่งในกระเบื้องโมเสคอิสลามที่น่าสนใจคือ Kellij ซึ่งเริ่มเฟื่องฟูในศตวรรษที่ 14 บ้านส่วนใหญ่ตกแต่งด้วย Kellij เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งและชนชั้น

ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco)

หากพูดถึงโมร็อกโกทุกคนคงนึกถึงทะเลทราย อูฐ แต่จริงๆแล้วโมร็อกโกยังมีอีกหลายๆอย่างที่ผู้ที่เดินทางไปเที่ยวควรจะรู้เพิ่มเติม วันนี้เราจึงนำข้อมูลของโมร็อกโกมาบอกทุกคนค่ะ

ข้อมูลทั่วไป กรุงราบาต

ชื่อทางการ
ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco)

เมืองหลวง
กรุงราบาต

ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก
ทิศใต้ ติดมอริเตเนีย
ทิศตะวันออก ติดแอลจีเรีย

อากาศ
ภาคเหนือ บริเวณที่ติดกับทะเล อากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ภาคเหนือส่วนที่ต่ำลงมา ภาคกลางและภาคตะวันตก อากาศอบอุ่น
บริเวณลึกเข้าในแผ่นดิน อากาศร้อนและแห้งแล้ง

ประชากร
27.77 ล้านคน

ศาสนา
ร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม ที่เหลือนับถือคริสต์นิกายคาทอลิค ศาสนายิว

ภาษา
อารบิกเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือ ฝรั่งเศส

สกุลเงิน
ดีร์ฮาม (Dirham)
1 ดีร์ฮาม ประมาณ 4 บาท (2543)
1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 10 ดีร์ฮาม (2543)

การปกครอง
ประชาธิปไตยโดยม ีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เวลา
ช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง
วันและเวลาการทำงาน วันจันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 12.00 น. และ 14.30 – 18.30 น.
ในช่วงเทศกาลถือศีลอดจะเลิกงานในช่วงบ่าย (ประมาณ 15.00 น.) แ ละไม่หยุดพักกลางวัน

การเดินทางเข้าโมร็อกโก
บุคคลสัญชาติไทยที่จะเดินทางเข้าโมร็อกโก ต้องได้รับการตรวจลงตราจากสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก

ข้อพึงระวัง
ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและมิดชิด
อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มีสูง
ไม่ควรเดินทางไปบริเวณใกล้พรมแดนแอลจีเรีย (Algeria) และซาฮาราตะวันตก (Western Sahara)
มีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด
ไม่ควรถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการถ่ายรูปบุคคล

ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนไปโมร็อคโค

ก่อนเพื่อนๆจะไปเที่ยวโมร็อคโค เพื่อนๆควรจะรู้เรื่องพื้นฐานอะไรกันก่อนไปบ้างน้า วันนี้เรามีคำตอบค่า

เมืองน่าเที่ยวแห่งโมร็อคโค
  • โมร็อคโค อยู่ในทวีปแอฟริกาเหนือ อยู่ติดกับประเทศสเปนเพียงแค่ทะเลกั้น
  • คนไทยต้องทำวีซ่า มีสถานทูตในไทยสามารถจ้างคนไปยื่นได้ไม่ต้องไปด้วยตัวเอง
  • ใช้สกุลเงินของตัวเอง Dirham ให้แลกเงิน Euro หรือ USD ไปค่อยไปแลกที่โน้น
  • อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ฤดูกาลของเดือนใกล้เคียงยุโรป ( ก็มันติดกัน… )
  • เวลาห่างจากไทย 7 ชั่วโมง ( GMT+0 )
  • เป็นประเทศมุสลิม ดังนั้นการแต่งกายควรสุภาพแต่ไม่ถึงขนาดต้องคลุมผ้า
  • AIS Data Roaming ผมใช้งานได้ดีตลอดทริป มีสัญญาณหายเฉพาะตอนเข้าไปทะเลทรายลึกๆ
  • อาหารค่อนข้างเป็นไปทางแขก แนะนำให้เตรียมอาหารไทยไปให้พร้อม

มาราเกช (Marrakech) มนต์สเน่ห์แห่งโมร็อกโก

มาราเกช (Marrakech) อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศโมร็อกโก อยู่ตรงเชิงเขาแอตลาส

เมื่อก่อนเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก

อาคารบ้านเรือนของที่นี่ก็เป็นสีส้มออกชมพู พาสเทลสุดๆ คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City

ปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่คับคั่งที่สุดในทวีปแอฟริกา คือเป็นทั้งเมืองศูนย์กลางการค้า และจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

และเมืองนี้ยังได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama อีกด้วย ก็คือมีความสวยงามเหมือนเมืองในละครนั่นเอง

เรียกได้ว่ามาราเกช โมรอคโค เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว! ต้องหาโอกาสมาเที่ยวสักครั้ง!

40สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปโมรอคโค

เราได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวโมร๊อคโคเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 ที่ผ่านมา เป็นการเที่ยวรอบประเทศเส้นทางหนึ่ง พวกเรา 5 คน รุ่นเดียวกัน เพื่อนกัน เพื่อนของเพื่อน ใช้บริการทัวร์ท้องถิ่นตลอด 14 วัน โดยคนขับรถกับไกด์เป็นคนเดียวกัน พักที่ละ 2 วัน ยกเว้นทะเลทราย และพักใน Medina หรือชุมชนโบราณทุกที่ที่พัก 2 วัน

การเดินทางเริ่มจาก Casablanca visit mosque of Hassan II at the sun set time, to Rabat, the Capital of Morocco, to Chefchaouen, the “Blue” city in northwest of Morocco, to Fes, the double city, to Erfoud with dessert camping at Erg Chebbi Dunes, then take the long journey to Taroudant which is popular of Argan Oil. Then drive to Essaouisa, the Atlantic Coast, to Marrakech which you can see goat on the Argan Tree along the way and back to Casablanca again.

เราจะไม่บรรยายสถานที่เที่ยวต่างๆ เพราะน่าจะมีคนเขียนและถ่ายรูปไว้มากมายแล้ว แต่เราจะบอกเล่าถึงเรื่องอื่นๆแทน ที่อาจเป็นข้อมูลเล็กๆน้อยๆแทน
1. เวลาที่โมร๊อคโคช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง
2. เงินที่โน่นเรียกว่า เงินดีแรม Dehram อัตราแลกเปลี่ยน ณวันที่ไป 1 ดีแรมประมาณ 3.80 บาท สามารถแลกได้โดยใช้เงินยูโรหรือดอลล่าร์ที่สนามบิน หรือธนาคารทั่วไป ปรากฏว่า เมื่อรูดการ์ด กลับได้อัตราที่ดีกว่า เมื่อเรียกเก็บคือ จ่ายที่ 3.70 บาทต่อดีแรม
3. หน้าตาคนที่นั่นจะมี 3 แบบ เป็นแบบหน้าแบบแขกๆ Arab หน้าแบบแขกขาวที่หล่อๆหรือ Berber และแบบนิโกรที่มาจากซูดาน โดยสมัยก่อนเขาเอาเข้ามาเป็นทาส ทุกวันนี้ก็ยังเป็นประชากรชั้นสุดท้ายอยู่ดี
4. ชุดประจำชาติจะเป็นเสื้อคลุมยาวๆ บางทีก็มีฮู๊ด บางทีก็ไม่มี รองเท้าปลายแหลม
5. อาหารประจำโต๊ะคือ ขนมปังแบนๆ ก้อนใหญ่หั่นสี่ และมะกอกดอง ไม่ว่าจะเป็นร้านบ้านๆหรือภัตตาคารหรูๆจะเห็นตลอด พวกเรายังสันนิษฐานว่า ที่ระบบขับถ่ายดี อาจเป็นเพราะมะกอกพวกนี้นี่เอง

6. มะกอกมี 3 สี เขียว แดง ดำ และต้องดอกก่อนกินเสมอ ไม่งั้นฝาดมาก ส่วนกรรมวิธีก็แล้วแต่ พบว่า ส่วนใหญ่จะดองมะกอกดำเค็มมาก ไม่รู้เพราะอะไร เขียวกับแดงจะรสดีกว่า และมักจะต้องใส่เครื่องเทศที่เรากินก็รู้ว่ากลิ่นแขกทุกที่

7. หากกินอาหารเช้า ต้องระวังว่า กระปุกสองกระปุกบนโต๊ะเป็นเกลือกับเครื่องเทศ ไม่ใช่พริกไทยนะจ๊ะ หายากเลยแหละ
8. น้ำส้มที่นี่อร่อยมาก ราคาถูก รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน ไม่เปรี้ยวมาก และไม่หวานจัด ถ้ากินตามภัตตาคารก็ราคาแบบภัตตาคาร แต่ถ้ากินตามร้านน้ำส้มคั้นในตลาด ราคาเพียง 4 ดีแรม หรือประมาณ 15 บาทต่อถ้วยขนาด 250 ซีซี พวกเราเลยจัดไปทุกที่
9. น้ำอ้อยคั้นกับเลมอนก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แนะนำ อร่อยมาก ราคา 5 ดีแรม หรือประมาณ 20 บาท พบได้ที่ Essaouira
10. ทับทิมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไป ราคาไม่แพงตกลูกละ 20 บาท รสดี เม็ดลีบ แต่มาคั้นน้ำแล้วสู้น้ำสัมไม่ได้ และไม่อร่อยเท่าน้ำทับทิมคั้นบ้านเรา แนะนำกินสด แต่ระวังมีลมในท้องนะจ๊ะ
11. อาหารขึ้นชื่อที่โน่นคือ Tajine and Tanjia โดยทาจีนจะเป็นที่นิยมมากกว่า ทาจีนเป็นจานกระเบื้องที่ใช้ตุ๋นอาหารบนเตาโดยมีฝาปิดเหมือฝาขนมครกบ้านเรา ข้างในจะเป็นเนื้ออะไรก็แล้วแต่ต้องการ ส่วนใหญ่จะมีมะกอกเป็นส่วนประกอบอาหาร ส่วนแทนเจียจะเป็นหม้อต้ม แล้วเทออกมาใส่จาน ซึ่งพอเทออกมาก็เหมือนกันหมด จะพบเห็นทาจีนตลอดทริป เรียกว่า กินครั้งแรกก็ดูดี นานๆไปชักไม่ไหว กลิ่นเครื่องเทศมันเยอะจนมึน

12. ไม่มีอาหารประเภทน้ำ พวกแกงจืด มีอย่างเดียวคือ Morocco Soup เป็นซุปข้น

13. Kefta เป็นอีกเมนูที่แนะนำ เป็นเนื้อสับปั้นก้อน แล้วนำมาย่าง กินกับขนมปัง มะกอกดอง พริก ก็อร่อยดี เมนูนี้ไม่ค่อยมีเครื่องเทศ ค่อยยังชั่วหน่อย
14. ราคาอาหารตามภัตตาคารเป็นมาตรฐานแบบยุโรปเลย ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
15. การรออาหารที่นี่ต้องทำใจมาก ช้ามากกกกก ทำให้การกินแต่ละครั้งกินเวลานานมาก
16. ซีซ่าร์สลัดรสชาติไม่อร่อย ไม่เหมือนบ้านเรา กินกี่ร้านก็ไม่ได้เรื่อง เลยไม่รู้ว่า บ้านเราเอามาดัดแปลงจนถูกปากหรือเปล่า
17. ชีสสดที่นี่เป็นชีสแพะ สำหรับเรามันเหม็นสาบมาก แต่ชีสตราวัวแดงที่นี่เยอะมาก ราคาถูก รสชาติเหมือนบ้านเรา
18. คนที่นี่ไม่กินเหล้า และไม่ขายในร้านอาหารท้องถิ่น แต่ในโรงแรมขายได้ และหากกินในงานปาร์ตี้ก็กินได้ แต่จะถือขวดเหล้าออกมาข้างนอก หรือเมาข้างนอกไม่ได้
19. ร้านอาหารญี่ปุ่นเคยพบร้านเดียวที่ Rabat แต่อาหารจีนแทบไม่เคยเห็นเลย หรือเที่ยวไม่ทั่วก็ไม่รู้ แต่เห็นร้านอาหารไทย 1 ร้าน
20. บ้านเมืองทั่วไปก็ใช้ได้ สายไฟลงดินหมด ถนนกว้าง ตามแยกต่างๆจะเป็นวงเวียนเตี้ยๆเพื่อให้รถชะลอ
21. ที่นี่ขับรถชิดขวานะคะ ส่วนวินัยจราจรเป็นสุดยอดของความเละเทะ ทั้งข้ามถนนตัดหน้า ทั้งเบียดกัน ทั้งกลับรถเมื่อต้องการ ทั้งจอดรถซ้อนคัน เรียกว่า ทุกอย่างเลย แต่ที่น่าประหลาดคือ เขาไม่มีการกดแตรด่ากัน มีแต่ ซาลามมาเลกุมกัน แต่ ไกด์เรารักษาความเร็วตามกำหนดมาก เห็นว่าเพราะถ้าโดนปรับจะแพงมาก
22. เรื่องทิปนี่เรื่องใหญ่ ต้องจ่ายค่าทิปทุกอย่าง เข้าห้องน้ำ จอดรถ กินอาหาร ถ่ายรูป สาวไทยก็เข้าห้องน้ำบ่อยมาก ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก เพราะไกด์จ่ายให้ และอย่าคิดว่าจะหาห้องน้ำได้ตลอดทางนะ บางครั้งต้องเข้าทางร้านอาหารที่มีแต่ผู้ชายนั่งเต็มไปหมด และห้องน้ำบางที่ก็น่ากลัวไม่แพ้จีน แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ได้นะ
23. น้ำดื่มเป็นแบบขวดเล็ก 350 ซีซี กับขวดขนาด 1500 ซีซี เลย
24. ไวน์ที่นี่รสดี ราคาถูก เห็นเพื่อนคอไวน์เขาบอกมา เบียร์คาซาบลังกาก็อร่อยจ้า
25. กษัตริย์ที่นี่มีวังทั่วประเทศ 20 กว่าแห่ง มักใช้ชื่อไม่ Mohammed ก็ Hassan องค์ปัจจุบันคือ Mohammed VI ส่วนลูกชื่อ Hassan ถ้าได้เป็นกษัตริย์จะเป็น Hassan III
26. สุเหร่ามีทุกที่ คล้ายหอคอย สังเกตง่าย บางที่เฉพาะผู้ชาย บางที่เฉพาะผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะทำละหมาดที่บ้านมากกว่า เพราะต้องทำงานบ้าน
27. โมร๊อคโคเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ดังนั้น ภาษาหรืออิทธิพลของฝรั่งเศสจะมีมากกว่าสเปน ที่อยู่ห่างไปเพียง 14 กม เมื่อข้ามช่องแคบ บางคนมักจะเที่ยวสเปนแล้วข้ามเรือมาโมร๊อคโค
28. Medina เป็นชุมชนโบราณ มีรั้วใหญ่ล้อมรอบ อยู่กันอย่างแออัด ช่องทางเดินเล็ก และวกวน ไม่มีชื่อป้ายชื่อซอย ส่วนใหญ่ มักใช้การเดินเสียส่วนใหญ่ และแน่นอน จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถเข็นต้องมา ในบริเวณที่กว้างหน่อย ก็จะมีรถแล่นสวนกัน ทั้งรถ ทั้งคน สวนกันไปมาน่าหวาดเสียวมาก
29. เราพักในเมดิน่า นั่นคือ ต้องจอดรถรอบนอก เอากระเป๋าใส่รถเข็น และเดินเข้าไป อย่างน้อยก็ประมาณ 100 เมตร อารมณ์เหมือนเดินผ่านตลาดสด มีทั้งร้านขายของ อาหาร พื้นไม่เรียบเพราะปูด้วยหิน แฉะๆบางที่ ผนังในเมดิน่าจะทำจากดินผสมหญ้า ไม่มีการฉาบเรียบ เห็นแต่ประตู ร้านค้าเล็กมาก ถ้าเป็น Guest House ส่วนใหญ่ใช้คำว่า Dar or Maison ก็จะเห็นแต่ประตู แต่เมื่อเข้าไปแล้วเป็นอีกโลกนึงเลย
30. Dar ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านที่มีช่องตรงกลางไว้ระบายอากาศ บางที่ปลูกต้นไม้ บางที่เป็นช่องว่าง และห้องพักจะอยู่รายรอบอีกที เป็นแบบทรงสูงคือ ห้องอยู่ชั้น 2-4 และมักมีดาดฟ้าไว้ชมวิวหลังคาติดๆกัน และแน่นอนว่าไม่มีลิฟท์ค่ะ เดินตลอด เลยต้องทิปคนแบกกระเป๋าหนักมาก ทิปทั้งคนลากกระเป๋าขาไปขากลับอีก

31. ศิลปะของโมร๊อคโค สวยงามละเอียดมาก ต้องใช้เวลา ฝีมือ มาก ทั้งแบบแกะสลักจากผนังปูน ทั้งการทำโมเสด และตาม Dar ต่างๆก็มักมีศิลปะแทรกอยู่ทุกที่ บอกได้เลยว่า มีเสน่ห์ น่าพักทุกที่ แตกต่างกันไป

32. อากาศที่มี ร้อนสุดถึง 56 องศาเซลเซียส แต่หนาวจนถึง 7 องศาเซลเซียสเลย ช่วงอากาศกว้างมาก ช่วงที่ไปเป็นหน้าฝนค่ะ คือประมาณ พฤศจิกายนถึงมกราคม ทริปเราโชคดีมากที่ไม่เจอฝนเลย อุณหภูมิประมาณ 25 องศา และเย็นลงตอนกลางคืน วันกลับนี่เหลือ 7 องศาเลย เห็นไกด์ว่า ช่วงที่น่าไปคือกันยายนนะคะ และช่วงหน้าร้อนคือ มิถุนายน กรกฎาคม อย่าได้แหยมไปเด็ดขาด อาจกลายเป็นหมูตากแห้งได้
33. ดอกไม้ต่างๆเหมือนบ้านเราเลย ไม่ว่าจะเป็นเฟื่องฟ้า ชบา แต่ดูสวยกว่านะ ผลไม้ก็เหมือนกัน เห็นว่ามะละกอนำพันธุ์มาจากไทย แต่ไม่เคยเห็นเขากินกันเลย และไม่มีขายด้วย ต้นส้มเป็นต้นไม้สาธารณะตามทางเดินทั่วไป
34. หาดทรายที่นี่เป็นหาดทรายของมหาสมุทรแอตแลนติด กว้างและยาวมาก ไม่มีร่ม คนขายของให้เสียทัศนียภาพ แถมด้วยถนนคนเดินตลอดแนวกว้างเป็น 10 เมตร ถัดไปค่อยเป็นถนน ถึงจะเป็นตัวอาคารเตี้ย คือมันดีมากอ่ะ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ อากาศเย็นสบาย แต่ไม่กล้าลงน้ำนะ มันหนาว และน้ำทะเลก็ไม่ได้ใสอะไร เหมือนปกติ เป็นที่โปรดปรานของชาวยุโรป จะพบเห็นได้มากที่ Agadir and Essaouira เป็นเราก็ขอพักที่นี่ อากาศดีมาก 

35. ทะเลทรายหนาวมาก แคมป์ที่พักหรูหรานะ มีชักโครก ห้องน้ำในตัว เขาจะปูเสื่อผ้าที่พื้น ช่วยให้เดินง่าย ไม่งั้นจะจมทรายเอา และทะเลทรายไม่ได้สวยทุกที่นะ

36. อาคารส่วนใหญ่โทนสีอิฐ ยกเว้นใน Chefchaouen เป็นสีขาวฟ้า เป็นความเชื่อทางศาสนาของเมืองนั้น จุดสังเกตว่า ซอยแคบนั้นเป็นทางตันหรือไม่ ให้ดูว่าพื้นทาสีฟ้าไหม ถ้าทา แสดงว่าเป็นทางตัน
37. รูปดาวที่ธงเป็นคำสั่งสอน 5 ประการขององค์ศาสดา
38. ร้านกาแฟส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้ชายนั่งและหันหน้าสู่ถนน ผู้หญิงห้ามนั่ง ยกเว้นนักท่องเที่ยว เวลาเดินผ่านจะมองตลอด แต่ก็ไม่มีอะไร ปลอดภัยค่ะ
39. การจ่ายเงินซื้อของอย่าลืมเงินทอน เพราะเวลาจ่ายเหมือนจะฉกเงิน แต่เวลาทอนจะนานมากกกก เหมือนจะรอให้เราลืม
40. ไม่แนะนำให้ซื้อของร้านค้าที่ติดว่า Tax Free เพราะการเคลมภาษีแย่มาก ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ ต้องรอร่วมชั่วโมงจนเกือบตกไฟท์ แถมต้องเดินเข้าเดินออกในส่วนที่ต้องตรวจกระเป๋า เรียกว่าเคลม Terminal 1 รับเงิน Terminal 2

แต่งบ้านสไตล์โมรอคโค สีสันจัดจ้าน

หลายๆ คนชอบบ้านที่มีสีสันจัดจ้าน สไตล์บ้านแบบโมรอคโคจึงเป็นรูปแบบที่ใช่ เพราะบ้านแบบโมรอคโคเน้นการใช้สีสันสดๆ จัดจ้าน รวมทั้งยังเน้นรายละเอียดในการตกแต่งค่อนข้างมาก นั่นเป็นเพราะโมรอคโคเป็นประเทศที่มีการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่สไตล์บ้านแบบนี้ก็มีเอกลักษณ์การตกแต่งที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บ้านสไตล์โมรอคโคน่าจะเหมาะกับหญิงสาวที่ชื่นชอบการตกแต่งแบบใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งของตกแต่งที่ใช้งานฝีมือ งานหัตถกรรมต่างๆ มาประดับเพิ่มเติม วันนี้จึงมีลักษณะการตกแต่งในสไตล์โมรอคโคมาฝากค่ะ

เอกลักษณ์สำคัญของบ้านสไตล์นี้คือซุ้มประตูโค้ง หลังคารูปโดม

ของตกแต่งมักเป็นงานผ้า งานฝีมือ

โทนสีสดๆ ทำให้บ้านสไตล์โมรอคโคมีความโดดเด่น และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

กระเบื้องโมเสค หรือการติดกระเบื้องเล็กๆ สีสันจัดจ้านทำให้บ้านแบบโมรอคโคสื่อถึงการใส่ใจในรายละเอียดของการตกแต่ง

งานก่ออิฐฉาบปูนสีแรงๆ เป็นแนวทางสำคัญของบ้านสไตล์โมรอคโค

Open Court ลานโล่งๆ กลางบ้านที่โอบล้อมตัวบ้าน หรืออาคารเพื่อป้องกันฝุ่นจากทะเลทราย

พรมและงานผ้าทอมือตกแต่งในห้องรับแขกของบ้าน

โคมไฟฉลุลาย และศิลปะการฉลุลายทองเหลือง ช่วยสะท้อนแสงสวยๆ ภายในบ้าน

ด้วยการใส่ใจในรายละเอียดของทุกจุดของบ้าน ทำให้บ้านสไตล์โมรอคโคเป็นที่ถูกอกถูกใจของสาวๆ รวมถึงเจ้าของบ้านหลายคน

เรื่องน่ารู้ก่อนเที่ยวโมรอคโค(MOROCCO)

โมรอคโคอยู่ส่วนไหนของมุมโลก

map morocco

ประเทศโมรอคโคตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา หรือจะให้เห็นภาพชัดกว่านี้ต้องไปเริ่มต้นกันที่ทางตอนใต้ของประเทศสเปนเพราะว่าประเทศโมรอคโคอยู่ใกล้กับประเทศสเปนมากสิ่งที่ขวางกั้นสองดินแดนนี้ก็มีเพียงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นเอง

อยากไปเที่ยวโมรอคโค คนไทยต้องขอวีซ่าไหม ?

สำหรับผู้ที่ถือหนังสือเดินทางของประเทศไทยหากต้องการเดินทางไปเที่ยวยังประเทศโมรอคโคต้องยื่นขอวีซ่า แต่ไม่ต้องกังวลใจว่าจะขอยากไหม ต้องดำเนินการอะไรบ้าง จะผ่านหรือไม่อย่างไร  หากออกเดินทางไปกับฟรีเบิร์ดทัวร์เราจะดำเนินการยื่นวีซ่าให้ ผู้เดินทางไม่ต้องไปยื่นวีซ่าด้วยตัวเอง และไม่ต้องโชว์ตัว ไม่เสียเวลาอีกด้วย เพียงแค่คุณเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่เจ้าหน้าที่แผนกวีซ่าของเราได้แจ้งไว้ ระหว่างนี้คุณก็ไปช้อปปิ้งเสื้อผ้ารอได้เลย ไปโมรอคโคต้องขอวีซ่าแล้วถ้าอยากไปประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่าจะไปที่ไหนดี 

ไปเที่ยวโมรอคโคต้องขอวีซ่าไหม

ระบบไฟฟ้าที่โมรอคโค

เพราะเราไม่ได้เดินทางไปโมรอคโคแค่วันเดียวดังนั้นระบบไฟฟ้าจึงนับเป็นพลังชีวิตของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เลยก็ว่าได้ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป เพราะวันใดไม่ได้ไถหน้าจอมือถือแล้วมันเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ดังนั้นนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมจะไม่พลาดทุกการติดต่อ

ประเทศโมรอคโค ใช้ระบบไฟฟ้า 220-240 V. เหมือนประเทศไทย ปลั๊กไฟจะเป็นลักษณะแบบหัวกลม 2 ขา และแบบมีหัวกลมคู่กับคลิปกราวด์ 1 ด้าน แนะนำควรเตรียมหัวแปลงปลั๊กไฟ(Universal Adapter)

ระบบไฟฟ้าที่โมรอคโค

ประเทศโมรอคโคใช้สกุลเงินอะไร?

ไปเที่ยวโมรอคโคต้องแลกเงินสกุลอะไรไป โมรอคโคใช้สกุลเงิน Dirham(MAD) เป็นสกุลเงินที่ไม่มีแลกในไทย นักท่องเที่ยวสามารถแลกเป็นสกุลเงินกลางๆไปก่อน คือ สกุลเงิน EUR หรือ USD แล้วค่อยไปแลกเงินสกุลท้องถิ่น MAD ที่โมรอคโค (1 ดีแฮลม์ ประมาณ 3.2 บาท อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ) สำหรับร้านแลกเงินในประเทศไทยมีที่ไหนบ้าง ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

ประเทศโมรอคโคใช้สกุลเงินอะไร

เที่ยวโมรอคโคช่วงไหนดี ?

เวลาที่ประเทศโมรอคโคห่างจากประเทศไทย 7 ชั่วโมง ประเทศโมรอคโคมี 4 ฤดู แม้โมรอคโคจะอยู่ในทวีปแอฟริกาแต่มีสภาพคล้ายกับทวีปยุโรปนั่นเพราะอยู่ใกล้กับประเทศสเปน และด้วยความหลากหลายของภูมิประเทศส่งผลถึงความหลากหลายทางด้านภูมิอากาศในแต่ละช่วงฤดูกาล เช่น บริเวณชายฝั่งที่มีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน อากาศร้อนจากบริเวณทะเลทรายซาฮาร่า เป็นต้น

เที่ยวโมรอคโคช่วงไหนดี

ฤดูกาลในโมรอคโค

ฤดูหนาว (มกราคม-มีนาคม) จะมีลักษณะของอากาศที่หนาวเย็น และชื้น 
ฤดูใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม-พฤษภาคม) ลักษณะอากาศเย็นชื่นใจเป็นมิตรกับการถ่ายภาพ
ฤดูร้อน (มิถุนายน-กันยายน) ลักษณะอากาศแห้ง และร้อน (เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในโมรอคโค)
ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-ธันวาคม) ลักษณะอากาศดี ชีวิตการอยู่โมรอคโคในช่วงนี้จะสดใส บรรยากาศคึกคัก

High Season ของโมรอคโคต้องยกให้ช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วงของปีซึ่งมีอากาศเย็นสบายสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเก็บภาพบรรยากาศของเมือง และผู้คน เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด

Low Season ของโมรอคโคยกให้ฤดูร้อนช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่น่าเที่ยวเพราะช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะให้ความสนใจไปเที่ยวตามเมืองริมทะเลแทนอย่างเมืองแทงเจียร์(Tangier) ที่ติดกับทะเลซึ่งมีอากาศดีตลอดทั้งปี แม้จะเป็นช่วง Low Season แต่ก็ Low ไม่สุดนะจะบอกให้

สินค้าน่าสนใจ ของที่ระลึกน่าช้อปในโมรอคโค

หลังจากเที่ยวดื่มด่ำกับบรรยากาศเก็บภาพความสวยงามอย่างจุใจแล้วจะให้ครบตามตำราก็ต้องช้อปปิ้งหาของฝากของที่ระลึกกลับไปฝากครอบครัว คนรัก หรือประดับตกแต่งบันทึกความทรงจำที่ได้มาเยือนสักหน่อย สำหรับของฝากจากโมรอคโคสิ่งแรกที่ต้องห้ามพลาดก็คือ เครื่องหนัง เป็นสินค้ายอดนิยมของที่นี่เขาเลย  นอกจากนั้นก็จะมีเครื่องเทศ ชุดจานชาม เครื่องแต่งกาย โคมไฟ เซรามิค รวมไปถึงพรมที่มีสีสันแต่งแต้มเข้าไปเรียกว่าเป็นผลงานศิลปะที่ละเอียดยิบเรียกได้ว่าใครเห็นแค่สีสองสีถือว่ายังไม่มาถึงโมรอคโค แอบบอกว่าเห็นภาพแล้วอยากจะรีบไปช้อปสักวันนี้พรุ่งนี้เลยทีเดียว

ของฝากจากโมรอคโค
ของฝากจากโมรอคโค

อาหารโมรอคโค

การที่โมรอคโคอยู่ใกล้กับทวีปยุโรปอาหารของเขาจึงมีกลิ่นไอของยุโรปปนๆมาไม่น้อย เมื่อยุโรปมาผสมกับแอฟริกาความเป็นเอกลักษณ์จึงเกิดขึ้น   อาหารโมรอคโคขึ้นชื่อในเรื่องของเครื่องเทศแต่จะไม่รุนแรงเหมือนอาหารอินเดีย เพราะอาหารโมรอคโคจะเน้นเรื่องของวัตถุดิบที่นำมาทำและวัตถุดิบต่างๆเหล่านี้นี่เองที่ให้รสชาติความอร่อย และมีเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสได้ลองชิมน้ำส้มคั้นสดก็อย่าลืมลองนะครับเพราะน้ำส้มคั้นสดที่โมรอคโคนั้นอร่อยมากๆ น้ำอ้อยผสมเลมอนก็เป็นน้ำที่ต้องลองอร่อยไม่แพ้กัน

อาหารโมรอคโค

การแต่งกายเมื่อเที่ยวโมรอคโค     

ประเทศโมรอคโคไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องการแต่งกายมากเหมือนประเทศมุสลิมบางประเทศ แต่เพื่อแสดงความเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวในเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสม เช่น  การแต่งกายเข้าชมสุเหร่าควรแต่งกายสุภาพ สุภาพสตรีสามารถสวมกางเกงได้แต่ต้องเป็นขายาว ไม่แนะนำให้สวมกางเกงรัดรูป หากเป็นกระโปรงให้เป็นแบบเลยเข่า เดรสยาวคลุมเข่า เสื้อปิดไหล่ สำหรับสุภาพบุรุษก็ต้องใส่กางเกงขายาว เสื้อมีแขน 

การแต่งกายเมื่อเที่ยวโมรอคโค

การใช้งานอินเตอร์เน็ตในโมรอคโค

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับบริษัททัวร์ และไม่ได้เป็นคนติดโซเชียลอะไรมากสัญญาณwifi ในโรงแรม ตามร้านอาหาร หรือตามเมืองใหญ่ก็น่าจะเพียงพอโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แต่สำหรับท่านใดที่ไม่อยากพลาดทุกการติดต่อผ่านทางโซเชียลก็คงต้องหาซื้อซิมติดไว้ เราสามารถซื้อซิมจากเมืองไทยของยี่ห้อต่างๆ หรือเปิดโรมมิ่งไป ลองสอบถามได้ที่ผู้ให้บริการแต่ละเจ้า อีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมากก็คือไปซื้อซิมท้องถิ่นของเขาเมื่อไปถึงสนามบิน

การใช้งานอินเตอร์เน็ตในโมรอคโค

ของฝากจากโมรอคโคดินแดนฟ้าจรดทราย

ของฝากจากโมรอคโคดินแดนฟ้าจรดทราย

โมรอคโค หรือโมร็อกโก (Morocco) ประเทศที่มีกลิ่นออกเครื่องเทศ สีสันทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ขนาบข้างด้วยทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติก ประเทศที่มีเมืองหลวงชื่อราบัต(Rabat) มีคาซาบลังก้า(Casablanca)เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา
มีเมืองใหญ่เป็นอันดับสามอย่างเฟส(Fes)ที่ได้รับฉายาว่าเอเธนส์แห่งแอฟริกาเมืองเก่าที่ยังคงไม่หลับไหล มีเมืองมาร์ราเกช(Marrakech)เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ
มีตึกสีฟ้าๆที่เรียกนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมชมไม่ขาดสายอย่าง ‘เชฟชาอูน’(Chefchaouen) มีทะเลทรายขนาดใหญ่ มีเทือกเขา มีชายหาด และมีของฝากที่เห็นแล้วต้องร้องว้าวววว!! ไปดูกันค่ะว่าที่โมรอคโคเขามีอะไรให้น่าช้อปกันบ้าง ดูกันเพลินๆ
เครื่องหนังเลยค่ะ ….ของฝากชื่อดัง ราคาก็ดังเช่นกัน โดยเฉพาะที่เมืองเฟส(Fes) เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศและมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเขตเมืองเก่า ซึ่งเรียกกันว่า ‘เมดินา’ (Medina) หนังของที่นี่ทำมาจากแพะ แกะ อูฐ แล้วนำมาทำเป็นของใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า ที่หุ้มเก้าอี้ เครื่องหนังเหล่านี้คือของฝากชื่อดังจากโมรอคโค