ชนเผ่าทัวเร็กแห่งทะเลทรายซาฮาร่า

ในสถานที่ที่อาจจะดูว่างป่าวเพราะความกว้างใหญ่ที่กินพื้นที่ไปหลายประเทศ ใครจะไปรู้ว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมากมายและยังเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุอีกหลายชนิดอีกด้วย เช่น ก๊าซ น้ำมัน ฟอสเฟส และสิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือ แสงจากพระอาทิตย์ ที่จะสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย แต่ด้วยงบประมาณที่ใช้ในการทำพลังงานจากพระอาทิตย์ต้องใช้ทุนสูงจึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเพราะ ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะกับนำมาใช้ในทะเลทรายซาฮาร่าแห่งนี้

ถึงแม้ทะเลทรายซาฮาร่าจะดูกว้างและว่างป่าวด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด คุณรู้หรือไม่ว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยวัฒนธรรม และ อารยธรรม  ประวัติศาสตร์ การค้าขาย การต่อสู้ และการดำรงชีวิตการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายตังแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ว่ากันในเรื่องของการค้าขายใครจะไปเชื่อว่าทะเลทรายซาฮาร่าจะมาทำการค้าขายมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการค้าขาย เช่น ทองคำ เกลือ และทาส ซึ่งในการขนส่งจะใช้อูฐเป็นพาหนะในการใช้ขนส่งสินค้า เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะพิเศษของอูฐที่เป็นสัตว์ที่มีฝีเท้าเบาทำให้เดินบนพื้นทรายได้ง่ายและด้วยเปลือกเท้าที่เรียบจึงทำให้ทรายไม่เกาะติดเท้าแถมยังช่วยกันความร้อนจากทรายที่ถูกแดดจัดได้เป็นอย่างดีเสมือนกับการใส่รองเท้าบูทหนาๆ เลยก็ว่าได้

สำหรับชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในบริเวณของทะเลทรายซาฮาร่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชนเผ่าทัวเร็ก ที่มีลักษณะของสีผิวที่ดำคล้ำ ในส่วนของผู้ชายจะห่มคลุมผ้าทั้งร่างกายโดยจะมีผ้าคลุมศรีษะและใบหน้าแทบจะปิดทั้งหมดของใบหน้าเหลือแต่ในส่วนของตาไว้ ซึ่งบางคนก็เหลือจมูกไว้ด้วยเช่นกัน การที่ต้องแต่งการเช่นนี้ก็เพื่อจะเป็นการป้องกันลมทะเลทราย หรือบางความเชื่อก็เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจได้ในยามไร้แสงพระอาทิตย์ ในส่วนของการแต่งการของผู้หญิงชนเผ่าทัวเร็ก จะแต่งการคล้ายคลึงกันกับผู้ชายแต่จะปิดไว้แค่เพียงในส่วนของปากเท่านั้น ในส่วนสีของผ้าที่ชนเผ่าทัวเร็กใช้กันจะเป็นสี ฟ้าน้ำเงิน เป็นที่ได้จากธรรมชาตินั้นเอง

ในปัจจุบันมีชนเผ่าทัวเร็กในทะเลทรายซาฮาร่าประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งจะแบ่งออกไปเป็น 7 กลุ่ม ย่อยๆ กระจายอยู่ไปทั่วท้องทะเลทราย บ้างก็ใช้ชีวิตแบบร่อนเร่ บางก็เลี้ยงสัตว์ ซึ่งพวกเขาจะใช้ภาษาในการสื่อสารคือภาษาทามาฮัด เป็นภาษาของชนเผ่าเบอร์เบอร์

10 เรื่องน่าสนใจ ในประเทศโมร็อกโก

โมร็อกโก เป็นประเทศที่มีความสวยงามในแบบฉบับของอาหรับ อยู่ในทวีปแอฟริกาเหนือติดกับยุโรป เป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 เป็นประเทศอาหรับที่ผสมผสานความงดงามแบบยุโรปจากการยึดครองภายใต้ฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม หากจะมาเยือนโมร็อกโกต้องไม่พลาด 10 เรื่องน่าสนใจของที่นี่

เรื่องน่าสนใจในโมร็อกโก

1. มีทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือซาฮารา พื้นที่ราว 9.4 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมดินแดน 13 ประเทศทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เป็นผืนทรายกว้างใหญ่ มีเนินทรายสูงต่ำสลับกันแต่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้และเคลื่อนตัวได้หากถูกลมพายุพัด มีอุณหภูมิกลางวันร้อนถึง 50 องศา แต่กลางคืนกลับหนาวถึงจุดเยือกแข็ง
2. สุเหร่าขนาดยักษ์ สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 วาระเฉลิมพระชนม์ครบ 60 พรรษา ของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 สร้างเสร็จในปี 1993 มีความใหญ่รองจากเมกกะ สุคนภายในได้มากถึง 25,000 คน ภายใน 80,000 คน มีหอคอยสูง 210 เมตร สร้างแบบโมร็อกโกที่มีศิลปะตกแต่งภายในแบบวิจิตรตระการตา ผสมผสานกับเทคโนโลยีสร้างอาคารสมัยใหม่
3. ป้อมปราการโบราณ Kasbah Ait Ben Haddou หนึ่งในมรดกโลกที่คงความมหัศจรรย์บนเนินเขา ลักษณะเป็นบ้านดินทรายสีส้ม ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางทะเลทรายซาฮาร่ากับเมือง Marrakech เมืองนี้ปรากฏบนภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Mummy, Tranformers
4. เทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ High Atlas Mountain มีความยาวข้ามประเทศ ความพิเศษของเทือกเขานี้คือกั้นภูมิประเทศที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ฝั่งซ้ายของเทือกมีป่าไม้ลำนำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่ฝั่งขวากลับแห้งแล้งเป็นทะเลทรายซาฮาร่า
5. พระราชวังบาเฮีย (Bahia palace) เป็นพระราชวังของมหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชการแทนยุวกษัตริย์ สร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 ในอดีตจัดว่าเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ ภายในตกแต่งศิลปะแนวโมเสก
6. มัสยิดเก่าแก่ของโลก มัสยิดคูโทเบีย (Koutobia Mosque) มัสยิดเก่าแก่ที่สุดมีหอคอยสูง ขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์มุสลิมที่สมบูรณ์ที่สุดในแอฟริกาเหนือ เป็นต้นแบบมัสยิดของโมร็อกโกทั้งประเทศด้วย
7. หอคอย El-Hamra หอคอยที่สร้างขึ้นสมัยศตวรรษที่ 15 โดยชาวโปรตุเกส ถือว่าเป็นโบราณสถานที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
8. กำแพงเมืองสุดยิ่งใหญ่ Ramparts กำแพงที่สร้างขึ้นในเมือง Ashilah ศตวรรษที่ 15 สมัยตกอยู่ภายใต้การควบคุมของโปรตุเกส เป็นกำแพงที่ล้อมรอบเมือง มีอุโมงค์ภายใน ส่วนทางใต้ของกำแพงยื่นออกไปทางทะเลให้นักท่องเที่ยวเดินชมพระอาทิตย์ตก
9. คริสตจักรของ San Bartolome คริสตจักรที่มีความเก่าแก่สร้างขึ้นโดยชาวสเปน รูปทรงอาคารสไตล์โคโลเนียล เป็นหนึ่งในคริสตจักรท่ามกลางประเทศอิสลามที่อนุญาตให้ใช้ระฆังในพิธีมิสซาวันอาทิตย์
10. ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกที่เนินทรายที่สูงที่สุด ไฮไลท์เด็ดของนักท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ เพราะอูฐเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ หากว่าไม่ได้นั่งอูฐถือว่ามาไม่ถึง

เยี่ยมเมืองหลวงเก่า เมืองเมคเนส

ระหว่างท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ในประเทศโมร็อคโค เราอาจจะมองข้ามเมืองเล็กๆ ไปอย่างน่าเสียดาย เมืองเมคเนส ที่เราจะนำเสนอในวันนี้ก็เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่แล้วเมืองนี้นักท่องเที่ยวมักจะมองว่าเป็นเพียงแค่ทางผ่านเท่านั้นเอง แต่เมืองนี้ก็มีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่เยอะเหมือนกัน ที่สำคัญเมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าด้วยนะ

เมืองหลวงอายุสั้น เมืองเมคเนส

เมืองเมคเนส เรานิยมได้เลยว่าเป็นเมืองหลวงอายุสั้นจากหน้าประวัติศาสตร์ เมืองเมคเนสแห่งนี้เป็นเมืองหลวงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่ว่าเมืองหลวงแห่งนี้กลับมีอายุสั้นมากเพียงแค่ 50 ปีเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามระยะเวลา 50 ปีตรงนั้นก็มีการสร้างสถาปัตยกรรมต่างให้เราไปเยี่ยมชมได้เหมือนกัน

กำแพงเมือง และประตูเมือง

สำหรับเมือง เมคเนส นั้นไฮไลท์สำคัญของเมืองต้องเป็นกำแพงเมือง และประตูเมืองอย่างแน่นอน เมืองนี้สร้างกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองยาวถึง 40 กิโลเมตรด้วยกัน มีประตูเมืองมากถึง 7 ประตู แต่ละประตูนับว่าเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามทุกประตู แต่ถามว่าประตูไหนต้องไปให้ได้ เรายกให้ประตูบับมันซู ประตูนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้เลย ประตูถูกตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โมร็อคโค กระเบื้องสีเขียว ตัดกับลวดลายไม้ นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองจริง ส่วนประตูอื่นก็ตกแต่งคล้ายกันแต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า (มีแค่ตรงประตูเท่านั้นไม่ได้ประดับเป็นซุ้มประตูเหมือนกับประตูใหญ่) น่าเสียดายว่า ประตูบับมันชู มันถูกตกแต่งแค่ประตูกับด้านข้างเท่านั้น ไม่ได้ตกแต่งไปถึงกำแพงเมืองด้วย แต่ก็ต้องเข้าใจนะว่าคนที่ปกครองเมืองตอนนั้นชื่นชอบสงครามมาก แต่งได้แค่นี้ก็ถือว่าโอเคแล้วแหละ น่าเสียดายอีกอย่างหนึ่งคือเค้าไม่ค่อยบูรณะเท่าไร ประตูสัญลักษณ์ของเมืองขนาดนี้แต่มีความเก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ยิ่งประตูอื่นยิ่งเก่ากว่า ถ้าช่วยกันรักษาไว้คงดีกว่านี้

สถาปัตยกรรมรอบเมือง

เมืองเมคเนส ก็เป็นอีกเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลากหลายไม่เหมือนเมืองอื่นของประเทศโมร็อคโค อย่างเช่นเมืองนี้สถาปัตยกรรมจะเป็นแบบมัวร์-สเปนิชได้ เราจะได้เห็นประตูไม้ที่แกะสลักบวกกับกลิ่นอายของยุโรป ดั่งเช่นประตูเมืองแต่มีอีกหลายรูปแบบ ต้องลองไปดูกันด้วยตัวเอง

ลานกว้าง ข้างกำแพง

การไปท่องเที่ยวในเมืองเมคเนส ระหว่างเราถ่ายรูปและชื่นชมกำแพง กับประตูเมืองอยู่นั้น หันมามองข้างกำแพงจะเป็นลานกว้าง บริเวณนี้ตอนเย็นหน่อยจะมีการจัดโซนให้ผู้คนออกมาขายของบ้าง (ขายของพื้นเมือง) หรือไม่ก็จัดแสดงปาหี่ข้างทาง (แน่นอนว่าถ้าจะดูอาจจะต้องเสียเงินค่าเข้าชมด้วย) ก่อนจะกลับออกจากเมืองอย่าลืมไปหาวิวมุมสูงเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันด้วย

เมืองซิดี้ อิฟนิ เยี่ยมชมเสน่ห์ดินแดนชาวประมง ริมฝั่งทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก

เมืองซิดี้ อิฟนิ (Sidi Ifni) ตั้งอยู่ในภูมิภาค Souss ของชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทางใต้ของโมร็อกโก ซิดี้ อิฟนิ ทำหน้าที่เป็นเมืองท่าเรือของสเปนตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งได้รับการยกให้เป็นโมร็อกโกในปี 1969 ตั้งแต่ปี 1930 จนถึงปลายทศวรรษที่ 1960 เมืองนี้มีประชากรชาวสเปนเป็นจำนวนมาก ในวันนี้ผู้เยี่ยมชมซิดี้ อิฟนิ สามารถเห็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นโดยชาวสเปน ป้ายบอกทางภาษาสเปน และสถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตเด

โคยุโรปที่อยู่ติดกับบ้านสไตล์โมร็อกโกดั้งเดิม

เช่นเดียวกับชายฝั่งทางใต้ของโมร็อกโกส่วนใหญ่ เมืองซิดี้ อิฟนิมีสภาพอากาศที่อบอุ่นตลอดทั้งปี เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการว่ายน้ำ เล่นกระดานโต้คลื่น หรือเล่นว่าวคือในช่วงฤดูร้อนเมื่อน้ำอุ่น รวมถึงกระแสลมที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้น ชายฝั่งหินทำให้ซิดี้ อิฟนิ และชายหาดโดยรอบเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักเล่นกระดานโต้คลื่น ถ้าเป็นผู้เริ่มต้นจะดีกว่าถ้าไปเล่นในทะเลสาบที่เงียบสงบของ Dakhla อยู่ห่างไปทางใต้ในทะเลทรายซาฮาราตะวันตก

การเดินทางและกิจกรรมที่น่าสนใจในเมืองซิดี้ อิฟนิ

หากคุณกำลังบินไปโมร็อกโกสนามบินที่ใกล้ที่สุดไปยังซิดี้ อิฟนิ อยู่ห่างออกไป 112 ไมล์ในอากาดีร์ จากสถานีรถประจำทาง Inezgane ถัดจากอากาดีร์ จะมีรถประจำทางในท้องถิ่นใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5 ชั่วโมงสู่ Sidi Ifni มีบริการรถบัสจากมาร์ราเกช (เดินทางประมาณ 8.5 ชั่วโมง) รับส่งจากเมืองต่าง ของ Tiznit และ Goulmime หรือจะเลือกเดินทางด้วยแท็กซี่แกรนด์ (แท็กซี่แบ่งปันโมร็อกโก) หนึ่งในเสน่ห์ของเมืองซิดี้ อิฟนิ คือบรรยากาศที่ผ่อนคลาย คุณจะไม่พบดิสโก้รถทัวร์หรือโรงแรมริมชายหาดขนาดใหญ่ที่จะมาขวางทัศนียภาพอันงดงามของธรรมชาติโดยรอบ ซึ่งจะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวอยู่กันชุกชุมเหมือนกับแหล่งท่อง

เที่ยวแห่งอื่น

นอกเหนือจากการว่ายน้ำและโต้คลื่นในช่วงฤดูร้อน กิจกรรมอื่นๆ ใน เมืองซิดี้ อิฟนิ ก็ยังดูเป็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันอีกด้วยโดยเฉพาะการเดินสำรวจรอบโบสถ์สเปนเก่าแก่ หรือเพลิดเพลินไปกับวิวทะเลจากประภาคารในเมือง ออกไปเดินดูตลาดปลาในท้องถิ่น ที่จะจับมีปลาสดใหม่มาขายตลอดทุกวัน เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโมร็อกโก ผู้หญิงในซิดี้ อิฟนิ จะสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสมากมายที่เรียกว่า Malhafas หากคุณเป็นผู้หญิงอาจลองสละเวลาในช่วงบ่าย เพื่อแวะไปดูร้านขายผ้าและอนุญาตให้เจ้าของร้านแนะนำในเรื่องการแต่งตัว แม้ว่าคุณจะไม่ได้วางแผนที่จะสวมใส่ Malhafas เมื่อกลับถึงบ้านผ้าชิ้นนั้นก็เอามาทำเป็นผ้าม่าน ม่านแขวนผนัง หรือผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์

CHEFCHAOUEN สถานที่ที่รายล้อมด้วยสีฟ้าน้ำเงิน

การท่องเที่ยวในแต่ละเมืองต่างก็มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป บางเมืองวัฒนธรรมของเค้าอาจจะไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้มาก่อน แต่พอเริ่มส่งเสริมเป็นการท่องเที่ยวเท่านั้นแหละ จะทำให้เราสนใจอยากไปให้ได้สักครั้งหนึ่งเลย เมืองที่จะพาไปรู้จักในวันนี้เป็นเมืองที่มีความแปลกเรื่องของสีเพราะอะไรไปดู

Visiting the city

เที่ยวเมือง chefchaouen สถานที่ที่รายล้อมด้วยสีฟ้าน้ำเงิน

เมืองที่ว่านี้ชื่อว่า chefchaouen อ่านว่าเชฟชาอูน เป็นเมืองหนึ่งในประเทศโมร็อคโค แต่คนพื้นเมืองจะเรียกเมืองนี้ว่า เอลไลยุน (ตามภาษาท้องถิ่น) พิกัดของเมืองตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ อยู่ใกล้กับเมืองเตโตอวน และเมืองแทนเจียร์ โดยจุดเด่นของเมืองนี้อย่างแรกเลยก็คือสีฟ้า เราจะมองเห็นบ้านเกือบทุกหลังจะทาสีด้วยสีฟ้าเป็นหลัก อาจจะมีสลับสีขาว สีน้ำตาลมาแทรกบ้างเล็กน้อย แต่ทุกอย่างจะเป็นสีฟ้าหมด เรียกว่ามองไปทางไหนก็จะเห็นสีฟ้าเต็มเมืองตั้งแต่ประตู ผนัง หน้าต่าง และอีกมากมาย

ทำไมถึงต้องเป็นสีฟ้า

การที่เมือง เชฟชาอูน นั้นต้องทาทุกอย่างเป็นสีฟ้า ไม่ได้เป็นเพราะเรื่องของความสวยงาม ความชอบเท่านั้น สีฟ้านี้เกิดจากความเชื่อของพวกเค้าด้วย แนวคิดมีอยู่ว่าพวกเค้าบอกว่าการทาบ้านสีฟ้า จะเป็นเหมือนการได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อของพวกเค้า สีฟ้ายังเป็นสัญลักษณ์ที่พวกเค้าจะระลึกถึงสวรรค์บนฟากฟ้า เมื่อพวกเค้าตายลงไปบ้านสีฟ้าเหล่านี้ก็จะนำทางพวกเค้าไปสู่สรวงสวรรค์ตามความเชื่อนั่นเอง

ความสวยงามของเมือง

เมืองนี้นอกจากสีฟ้าแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีมาก ตัวเมืองจะตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง สีเขียวของภูเขาตัดกับสีฟ้าของเมืองเป็นอะไรที่ดูขัดแย้งกันแต่ก็ทำให้สวยงามมากได้ด้วยเหมือนกัน พอมีภูเขาอยู่ด้านหลัง ทำให้มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติจากภูเขาไหลมาจนถึงตัวเมือง เพื่อเป็นสายน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงในชุมชนด้วยเหมือนกัน

งานหัตถกรรม

ไม่เพียงแค่ความสวยงามสีฟ้าเท่านั้น บ้านเมืองของเค้ายังมีความโดดเด่นเรื่องงานศิลปหัตถกรรมงานฝีมือพื้นบ้านด้วย เราจะได้งานพวกผ้าเสื้อขนสัตว์ เสื้อผ้าพื้นเมือง วางขายตามกำแหงบ้านตลอดเส้นทาง เราขอแนะนำให้ซื้อติดมือกลับมาบ้านสักชิ้นสองชิ้นรับรองว่าเด็ด หรือ ใครเหลือน้ำหนักกระเป๋ามากหน่อย เครื่องทองเหลืองอย่างพวกจานชามช้อนส้อม ก็แปลกตาดี ส่วนชีสนมแพะโฮมเมดก็อร่อยดีกลิ่นหอมหวลไปอีกแบบหนึ่ง แต่หากไม่เคยกินมาก่อนอาจแปลกลิ้นนิดหน่อย

คาซาบลังก้า ศูนย์กลางของโมร็อคโคที่มีแต่ของดีๆ

แม้ว่าจะมีหลายเมืองในประเทศโมร็อคโคมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป แต่ว่าเมืองศูนย์กลางของประเทศ เป็นแหล่งรวมความเจริญและทำให้คนรู้จัก มีชื่อเสียงมาก นั่นคือเมือง คาซาบลังก้า แน่นอน เมืองนี้มีอะไรพิเศษจึงทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

คาซาบลังก้า ศูนย์กลางเศรษฐกิจ

คาซาบลังก้า เป็นเมืองทางตะวันตกของประเทศโมร็อคโค เมืองนี้จัดว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญของประเทศในยุคปัจจุบัน เมืองนี้โด่งดังขึ้นมาจากการที่มีหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง คาซาบลังก้า ออกฉายไปทั่วโลก ทำให้คนรู้จักเมืองนี้จนทำให้เมืองนี้เจริญขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

ชายหาด ไอน์ เดียบ

แหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกของประเทศโมร็อคโค เราขอเอาใจคนชอบทะเลสักหน่อย นั่นคือ ชายหาด ไอน์เดียบ ชายหาดริมทะเลมหาสมุทรแอตแลนติค เราจะได้สัมผัสบรรยาการของมหาสมุทรแอตแลนติค เห็นผู้คนมากมายที่มานอนเล่นชายหาด อีกทั้งเราได้สัมผัสร้านอาหาร ภัตตาคารหรูหราระดับหลายดาว หรือจะทำกิจกรรมอื่นก็ได้

สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองนี้ เรายกให้กับ สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 สุเหร่าแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่บวกกับเทคโนโลยีทันสมัย (สุเหร่ามีเครื่องทำความร้อนเพื่อทำให้พื้นอุ่นเหมาะกับการละหมาด หลังคาสามารถเลื่อนเปิดปิดได้) มีขนาดใหญ่มาก (ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากเมืองเมกกะเท่านั้น) สามารถจุคนได้ถึง 25,000 คน ศิลปะการตกแต่งเป็นแบบสไตล์โมร็อคโค ทั้งด้านนอกและด้านใน ยิ่งหอคอยสูงกว่า 210 เปรียบเสมือนสัญญลักษณ์ของสุเหร่าแห่งนี้เลย

ย่าน Quartier des Habbous

ย่านนี้จะว่าน่าท่องเที่ยวก็ไม่เชิงเท่าไร ย่านนี้จะเป็นชุมชนออกห่างมาจากเมืองสักหน่อย เป็นย่านชุมชนเกือบๆ จะแออัดแล้ว ย่านนี้สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่ สิ่งก่อสร้างจะมีอารมณ์ร่วมกันระหว่าง โมร็อคโค และ ฝรั่งเศส ด้านในก็จะเป็นชุมชนมีร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟให้ไปลองชิมกัน แต่ว่าไปแล้วก็เดินดูซ้ายดูขวาด้วย แนะนำว่าไปดู Cathedrale du Sacre Coeur โบสถ์กลิ่นอายโมร็อคโคสีขาวหลังใหญ่ เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า มีมุมถ่ายรูปชิคๆ ด้วย

ของติดไม้ติดมือ

เมืองคาซาบลังก้าเป็นเมืองติดทะเล ของติดไม้ติดมืออาจจะไม่คุ้นตาบ้านเราสักหน่อย เราแนะนำว่าของน่าสนใจต้องเป็นพวกแจกัน คนโทน้ำ รูปทรงประหลาด ลวดลายก็ไม่คุ้นตาสักเท่าไร แต่รับรองว่าสวยและไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน มีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก สามารถเลือกซื้อกันได้เลย อีกมุมหนึ่งเป็นพวกหินเกลี้ยง หินแกะสลักรูปสัตว์ อันนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน ขอให้สนุกกับเมืองคาซาบลังก้า

โมร๊อกโก 10 วัน: ขับรถเที่ยวเหนือจรดใต้

ทริปนี้ใช้เวลา 10 วัน ออกเดินทางจากกรุงมาราเกช (Marrakesh) ขับรถข้ามเทือกเขา Atlas Mountains ผ่านช่องแคบ Tizi n’Tichka หยุดชมเมืองโบราณ ทิวทัศน์หุบเขา สัมผัสทะเลทรายซาฮาร่า และอารยธรรมอันเก่าแก่ของชุมชนชาวเบอร์เบ้อ ปิดท้ายด้วยการเที่ยวชมเมืองเฟส (Fes) เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) และเมืองแท็งเจียร์ (Tangier)

การเดินทาง: ทริปนี้จะเน้นการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก เพื่อนๆสามารถเช่ารถขับเอง หรือจ้างคนขับรถส่วนตัวได้ เส้นทางและท้องถนนของทริปนี้ค่อนข้างดี เป็นถนนลาดยางตลอดสาย แต่จะคดเคียวพอสมควร ส่วนที่เขียนไว้ว่าใช้ 10 วันนั้น คืออย่างน้อยต้องมีเวลา 10 วัน แต่ที่ถ้าอยากเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ สามารถยืดเวลาเป็น 2 อาทิตย์ได้อย่างสบายๆ

ไฮไลท์ของทริปนี้

  • หลงเสน่ห์ความสงบของ Chefchaouen เมืองสีฟ้าแห่งโมร๊อกโก
  • เดินสำรวจ Volubilis ซากเมืองโรมัน
  • ขี่อูฐ นอนเต็นท์ในทะเลทรายซาฮาร่า
  • เดินหลงใน Fes เมืองเขาวงกตแห่งโมร๊อกโก
  • นั่งจิบชา สัมผัสความวุ่นวาย ณ จัตุรัส Jemaa el-Fna ในกรุง Marrakesh

ตารางการเดินทาง

วันไฮไลท์ค้างคืน
1MarrakeshMarrakesh
2EssaouiraEssaouira
3กลับมาเที่ยว MarakeshMarrakesh
4Tizi n’Tichka, Aït Benhaddou และ OuarzazateBoumalne Dades
5Todra Gorge และ Sahara DesertMerzouga
6Middle Atlas: Ziz Valley & MideltFes
7FesFes
8Volubilis และ MeknesChefchaouen
9Chefchaouen และ TangierTangier
10เที่ยว Tangier จนถึงเวลาขึ้นเครื่อง

วันที่ 1: กรุงมาราเกช (Marrakesh)

วันนี้บุกเที่ยวในเขตเมืองเก่า หรือ “มาดิน่า” กันก่อนเลย เริ่มต้นจากจตุรัส Jemaa el-Fna ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองเยื้องจาก Koutoubia Mosque ไม่ไกลมากนัก บริเวณรอบๆ ก็จะมีซุกส์ (souks) หรือตลาดแบบดั้งเดิม ที่ขายสารพัดสินค้าจากเครื่องเทศไปถึงงานฝีมือ ที่พลาดไม่ได้ก็มี Souk el Attrin (ตลาดเครื่องเทศ), Souk Haddadine (งานฝีมือสลักโลหะ), Souk Smata (รองเท้าแตะผ้าสไตล์พื้นเมือง) และ Souk des Teinturiers (งานย้อมสีต่างๆ)

สำหรับคนที่สนใจงานสถาปัตยกรรม แนะนำให้เข้าไปดู Bahia PalaceSaadian Tombs และ El Badi Palace สถานที่ 3 แห่งนี้ตั้งอยู่ด้านใต้ของจตุรัส Jemaa el-Fna และอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก และยังมี Marakesh Museum หรือ Museum of Moroccan Arts สำหรับคนที่สนใจงานศิลปะชาวพื้นเมืองโมร๊อกโก

วันที่ 2: เอสเซาอิร่า (Essaouira)

สายๆ ออกเดินทางไปยังเมืองเอสเซาอิร่า (Essaouira) ซึ่งเป็นเมืองชาวประมงฝั่งแอตแลนติคอันเทรนดี้ของโมร๊อกโก เดินทางด้วยรถยนจากกรุงมาราเกชใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. ระหว่างทางจะผ่านสวนต้นอาร์แกน ซึ่งอาจจะเห็นฝูงแพะยืนอยู่ตามกิ่งต้นอาร์แกนกินพืชผลกันอยู่ เราสามารถหยุดชมการกลั่นน้ำมันอาร์แกนอย่างแท้จริงได้ด้วย 

เมื่อถึงเมืองเอสเซาอิร่า สามารถเดินเที่ยว Skala du Port เป็นจุดจอดเรือชาวประมง และ Skala de la Kasbah ซึ่งเป็นป้อมและกำแพงเมืองที่ชาวโปรตุเกสสร้างไว้ในศตวรรษที่ 16 เดินบนกำแพงไปจนถึง Place Moulay Hassan (จตุรัสศุนย์กลางของเมือง) ต่อจากนั้นเดินสำรวจเมดิน่า ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปในอดีต ในนั้นจะเป็นถนนคนเดินที่มีบ้านสีฟ้าและขาว เด็กๆวิ่งเล่นกันตามท้องถนน มีแผงลอยข้างทางขายของที่ระลึกทุกชนิด ตกเย็นก็มานั่งทานอาหารทะเลดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลกันได้

วันที่ 3: กรุงมาราเกช (อีกรอบ)

ตื่นเช้ามา เดินเล่นสูดอากาศอันสดชื่นริมทะเลรอบสุดท้ายก่อนขึ้นรถกลับกรุงมาราเกช

พอถึงมาราเกช ถ้าไม่คิดถึงมาดิน่ากัน ก็ออกมาเที่ยวนอกรั้วเมดิน่ากันบ้าง จ่ายตั๋วเข้าเดินชมสวน Majorelle Gardens ชื่นชมพันธ์ไม้อันสวยงามและใหญ่โตของกรุงมาราเกช หลังจากนั้นก็สามารถเดินเที่ยวย่าน Gueliz สุดเก๋ที่อยู่ไม่ห่างจาก Majorelle Gardens นัก ย่านนี้มีร้านขายของตกแต่งบ้านและเสื้อผ้าเก๋ไก๋ ร้านอาหารกินเล่น คาเฟ่เล็กๆ น่านังจิบชากาแฟเปิดติดกันเป็นแถว

วันที่ 4: Dades Valley, Quarzazate และ Aït Benhaddou

โบกมือลากรุงมาราเกชที่แสนวุ่นวาย ออกเดินทางกันแต่เช้า มุ่งหน้าสู่เทือกเขา Atlas Mountains ขับไต่ขึ้นเขาผ่านช่องแคบ Tizi n’Tichka ระหว่างทางมีร้านกาแฟและร้านขายของเล็กๆ ที่สามารถจอดลงถ่ายรูปวิวเทืองเขา และยอดเขา Mount Toubkal (สูงที่สุดในแอฟริกาเหนือ) ได้อย่างสวยงาม

ขับข้ามลงเขามาซักระยะ ก็จะเจอเมือง Quarzazate ซึ่งมีชื่อเสียงมาจากที่ได้เป็นฉากให้หนังโรงดังๆ มาหลายสิบเรื่อง รวมไปถึงเรื่อง Gladiator, Black Hawk Down และ Lawrence of Arabia — ถ้าใครสนใจ ยังมีพิพิธภัณฑ์ Musée du Cinema ให้ได้เข้าไปดูวิธีและกระบวนการถ่ายทำหนังเหล่านี้กันด้วย

ถัดจาก Quarzazate ไปหน่อย จะเป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยเมืองเล็กเมืองน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองเก่าที่ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือเมือง Aït Benhaddou ซึ่งเป็นเมืองเก่าชื่อดังที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และยังได้ถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดยหน่วยงาน UNESCO อีกด้วย

ตกเย็นหยุดพักแถวเมือง Boumalne Dades ซึ่งอยู่ทางขึ้น Dadès Gorge และไม่ไกลนักจาก Todgha Gorge 

วันที่ 5: Todra Gorge & Sahara Desert

วันนี้ออกเดินทางกันเช้าหน่อย เพราะสถานที่เที่ยวแต่ละแห่งต้องใช้เวลาเยอะ จุดหมายปลายทางของวันนี้ คือ เมือง Merzouga ซึ่งเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปขึ้นอูฐออกไปเที่ยวทะเลทรายกัน 

เริ่มต้นวันด้วยการขับรถขึ้น Dadès Gorge และตรงไปยัง Todgha Gorge ซึ่งเป็นหุบเขาที่มีกำแพงหินสูงใหญ่ มีแม่น้ำ Taodgha River ไหลผ่าน และทางเดินที่เพื่อนๆ สามารถจอดรถลงเดินชมหุบเขา และชุมชนการเกษตรที่อยู่แถวนั้นได้ หลังจากนั้นก็ขับตรงไปยังเมือง Merzouga ระหว่างทางจะมีหมูบ้าน Rissani เป็นหมู่บ้านชาวยิปซี ที่มีตลาดเก่าแก่ขายของท้องถิ่นมากมาย ถ้ามีเวลาก็สามารถแวะเข้าไปเดินดูการเป็นอยู่และสินค้างานฝีมือ

เมื่อถึง Merzouga ก็ขึ้นอูฐออกเดินทางสู่ทะเลทรายไปยังแค้มป์ในทะเลทรายที่จะนอนค้างคืน ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ละแวกเนินทราย Erg Chebbi ซึ่งเป็นเนินทรายใหญ่แพ็คไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขับ ATV ไปเยี่ยมชมชุมชนต่างๆในทะเลทราย เล่นแซนด์บอร์ด หรือ ขี่อูฐปินเนินทรายขึ้นไปนั่งดูพระอาทิตย์ตก

วันที่ 6: Middle Atlas — Ziz Valley & Midelt

ออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเทือกเขา Middle Atlas ซึ่งภูมิอากาศแถบนั้นจะค่อนข้างชื้น มีป่าไม้ มีหิมะเกาะอยู่บนยอดเขา มีแอ่งนำ้เล็กใหญ่สลับกับที่ราบดินแดงและต้นไม้ที่ขึ้นอยู่กันเป็นหย่อมๆ ไปตลอดทาง วิวระหว่างทางสวยงามมากเลยทีเดียว

หลังจากรับประทานอาหารเช้า และเดินทางออกมาจาก Erg Chebbi ได้ซักระยะ ก็จะถึงช่องเขา Tizi n’Talremt ซึ่งเส้นทางจะเริ่มชัน และคดเคี้ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขับไต่เขาขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงจุดชมวิว Ziz Valley สามารจอดพักลงยืดเส้นยืดสาย และถ่ายรูปกันได้ — Ziz Valley เป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นปาล์มขึ้นอยู่กันอย่างหนาแน่น มองไปก็จะเห็นเมืองโอเอซิสเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายเป็นจุดๆ

บนเทือกเขา Middle Atlas จะมีเมือง Midelt ที่เวลาขับผ่าน จะเห็นต้นแอปเปิ้ลขึ้นกันอย่างหนาทึบเต็มสองข้างทาง ถ้าใครโชคดีก็จะเห็นฝูงลิงบาร์บารีตัวเล็กตัวน้อย ออกมานั้งตามกิ่งต้นแอปเปิ้ล คอยทักทายนักท่องเที่ยวที่หยุดถ่ายรูปตามขอบถนน — จาก Midelt เดินทางต่ออีก 3 ชม. ถึงเมือง Fes

วันที่ 7: เฟส (Fes)

11th-century stone pots filled with dye, Chouara Tannery

เฟส (Fes) เป็นเมืองจักรพรรดิที่เก่าแก่ที่สุดของโมร๊อกโก ตั้งอยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ระหว่างเทือกเขารีฟ (Rif Mountain) และเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีแม่น้ำเฟส (River Fes) ไหลผ่านกลาง เมืองเฟสประกอบได้ด้วย 3 เขตใหญ่ๆ ด้วยกัน เขตแรก Fes el Bali เป็นเขตในเมดิน่าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตนี้ เขตที่สองคือ Fes el Jdid ชึ่งเป็นเขตในเมดิน่าที่ใหม่ขึ้นมาหน่อย และเขตสุดท้าย Ville Nouvelle เป็นเขตเมืองใหม่ที่ชาวฝรั่งเศสเข้ามาสร้าง และอาศัยอยู่กันเยอะในช่วงศตวรรษที่ 20

สถานที่ที่พลาดไม่ได้คือ Chouara Tannery โรงย้อมหนังชื่อดังของเมืองเฟส และสถานศึกษาอันเก่าแก่ของเมืองเฟส Al Attarine Madrasa ซึ่งด้านในมีงานกระเบื้องที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ หลังจากนั้นเดินชมสินค้างานฝีมือตาม souks ทางด้านใต้ของเมดิน่า จนไปถึง Bab Bou Jeloud (Blue Gate) หรือประตูเมืองสีนำเงิน ที่อยู่ไม่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านของชาวโมร็อกโก Batha Museum ไปไม่มากนัก

วันที่ 8: Volubilis & Meknes

ก่อนที่จะเดินทางออกจากเฟส แวะขึ้นไปชมวิว 360 ของเมืองเฟสบนเนิน Merenid Tombs  ต่อจากนั้นเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมือง Meknes ซึ่งเป็นเมืองจักรพรรดิเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของโมร๊อกโก หยุดแวะเดินสำรวจเมดิน่า สถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาด คือ กำแพงเมือง Bab al-Mansour และสุสาน Mausoleum of Moulay Ismail

ถัดไปไม่ไกลมากนัก ก็ถึงซากเมืองโรมัน Volubilis ซึ่งถือว่าเป็นถิ่นฐานของชาวโรมันในแอฟริกาที่ไกลจากกรุงโรมมากที่สุด ถ้าเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงได้ จุดที่น่าให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ ระบบการถ่ายเทความร้อน เสาคอลัมน์ ประตูเมือง และลวดลายกระเบื้องปูพื้นที่เล่าถึงความสำคุญของแต่ละจุดของเมือง

มุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไปยังเมือง Chefchaouen ซึ่งเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ แต่ก่อนที่จะเข้าไปในตัวเมือง พอใกล้ๆ ถึง ก็จอดรถลงมาชมวิวพระอาทิตย์ตก กับเมือง Chefchaouen ที่บนเนินเขาริฟให้ชื่นใจกันหน่อยก่อน

วันที่ 9:  เชฟชาอูน (Chefchaouen)

Chefchaouen เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาริฟ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1471 เพื่อเป็นที่พักพิงของชาวมัวร์และชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศสเปน นับว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในโมร็อคโก

เริ่มต้นที่ลาน Place Uta el-Hamam ใจกลางของเมือง รอบๆ จะมีร้านค้า ร้านอาหารเยอะแยะเต็มไปหมด เหมาะกับการนั่งจิบชาดูผู้คนทำมาหากิน แวะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Kabash Museum ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าที่ถูกบูรณะให้เป็นพิพิธพันธ์ เก็บสะสมวัตถุโบราณ และงานศิลป์ท้องถิ่นของเมืองเชฟชาอูนไว้อย่างดี ถัดไปหน่อยเป็น Grand Mosque ซึ่งแม้แต่จะเข้าไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนมุสลิม ก็ยังคุ้มกับที่ได้เดินผ่านชมงานกระเบื้องหน้าประตูทางเข้าอันสวยงาม

ถ้ามีเวลา แนะให้เดินเล่นในเมดิน่า และย่าน Quartier Al-Andalus สัมผัสความสันโดษและเงียบสงบของเมืองสีฟ้าแห่งเทือกเขาริฟนี้

บ่ายๆ ออกเดินทางจาก Chefchaouen ต่อไปยัง Tangier ซึ่งใช้เวลาแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเวลามากนัก แนะให้ตรงเข้าไปเที่ยวในเมดิน่าก่อนเลย ไปเดินสัมผัสกลิ่นไอความคลาสสิก และความเก่าแก่ของเมือง

วันที่ 10: แทงเจียร์ (Tangier)

Tangier เป็นเมืองพอร์ทที่ใหญ่เมืองหนึ่งของโมร๊อกโค ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแทงเจียร์เพื่อขึ้นเรือสำราญ หรือชาวยูโรปที่นั่งเรือเฟอรรี่ข้ามฟากมาจากสเปน เพื่อมาตั้งหลักก่อนเดินทางไปเมืองอื่น ทำให้เมืองแทงเจียร์นี้ เป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากชาวต่างชาติมากที่สุดเมืองหนึ่งของโมร๊อกโค

สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงแทงเจียร์แล้ว ก็คือ เดินสำรวจในเมดิน่า เริ่มต้นที่ลานกลางเมือง Petit Socco ซึ่งเป็นลานที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่สถานที่แห่งนี้เคยที่พักพิงและแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนชื่อดังๆ จากทั่วโลก ทางด้านตะวันตกของ Petit Socco จะเป็นโบสถ์ Church of the Immaculate Conception สร้างขึ้นโดยชาวสเปนในปี 1880 อีกฟากของลานจะเป็น Grand Mosque และตึก Old American Legation ส่วนใครสนใจงานศิลปกรรม และเรื่องราวประวัติความเป็นมาของโมร๊อกโค ก็ตรงมาที่ Kasbah Museum ได้เลย

ขับรถเที่ยว MOROCCO 2000+ กิโลจากผืนทรายจรดผืนน้ำ

Marrakech เมื่อพูดถึงชื่อนี้ สิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัว คงจะหนีไม่พ้น ต้นปาล์ม ตึกสีทรายแดง ต้นมะกอก และสภาพเมืองตากอากาศ อะไรเทือกนี้ ซึ่งการมาเยือนโมร็อคโคครั้งนี้ เป็นการมาตาม  bucket list ของแม่บ้าน เราเริ่มการเดินทางอันแสนยาวไกลร่วม 2 พันกว่ากิโลที่เมือง Marrakech… เมืองที่ได้ชื่อว่า Red City of Morocco หรือบางคนกล่าวไว้ว่าเป็น The Red Pearl of the South หมายถึงไข่มุกสีแดงในแดนใต้นั่นเอง…

เครื่องบินลงที่ Casablanca Mohammed V International Airport เราทำการ Pick Up รถเช่าที่จองมาล่วงหน้าที่สนามบินนี้ รถที่เราจองเป็น Jeep Cherokee ซึ่งคาดว่าน่าจะใส่กระเป๋าของเราทั้ง 4 คนจนหมด สุดท้าย แอบมีลุ้นเพราะใส่หมดก้อจริง แต่อีผ้าใบที่ไว้คลุมท้ายแอบใส่ไม่ได้ อีเจ้าหน้าที่ยัดอยู่นาน สุดท้ายก้อใส่เข้าไปจนได้ เห้อออ  นึกว่าจะไม่รอด  และแม้ว่าเราจะลงเครื่องที่ Casablanca แต่จุดมุ่งหมายแรกของเราเป็นเมือง Marrakech โดย Road trip ของเราครั้งนี้จะขับวนทวนเข็มนาฬิกา เริ่มจากใต้สุดคือเมือง Marrakech ไปตะวันออก ขึ้นเหนือ และจบทริปด้วยการล่องใต้มาจรดที่ Casablanca นั่นเอง

การเช่ารถที่โมร็อคโค เราโทรมาถามก่อนไป บางเจ้าบอกว่าถ้าเป็นใบขับขี่ไทย ต้องใช้ international driver license ด้วย บางเจ้าบอกว่าไม่ต้อง เราเลยทำไว้กันเหนียว สุดท้าย เจ้าที่เราเลือกใช้คือ Europe Car ไม่ได้ขอ international driver license ตอนที่เราเอารถออกมา

Marrakech เมืองนี้สมกับเป็นเมืองตากอากาศของขาวยุโรปจริงๆ ถนนเชื่อมระหว่าง Casablanca กับ Marrakech ก้อเรียบดีเกิ้นนนน จนเรานึกว่า ทั้งประเทศเป็นถนนแบบนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้ว…”ไม่ใช่” ฮาาา) วิวสองข้างทางก้อแบบ นี่มัน Tuscany ชัดๆ คือเป็นเนินเขาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา ดูแล้วไม่เหมือนอยู่ทวีปอัฟริกาซักนิ๊ดดด เอาเป็นว่า ลงเครื่องมาขับรถมุ่งหน้าไป Marrakech นี่ ประทับใจจอร์ชมาก เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึง โดยเราอยู่ Marrakech กัน 2 คืน จุดเที่ยวหลักๆ มีดังนี้MEDINA DE MARRAKECH

เมื่อมาเที่ยวประเทศโมร็อคโค แน่นอนว่าการเดินเที่ยวใน Medina หรือเขตเมืองเก่า เห็นจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า “เมดิน่า” คืออะไร จริงๆ แล้ว เมดิน่าคือเขตเมืองเก่าซึ่งโดยปกติแล้วจะล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง ข้างในจะเป็นเมืองซึ่งมีทั้งบ้านคน โรงเรียน มัสยิต ตลาด และอื่นๆ โดยจะเชื่อมกันด้วยตรอกซอกซอยเล็กๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็น Car-free area เพราะมันแคบมาก พบได้ในเมืองใหญ่ๆ ในทวีปอัพฟริกา ที่ไม่ใช่แค่โมร็อคโค

เขตเมืองเก่าของเมือง Marrakech แห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงอันสูงลิ่วสีทรายแดง สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ซึ่งปัจจุบัน มันยังเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองอยู่ ด้วยความยาวทั้งหมด 18 กิโล มี gate ทั้งหมด 20 ประตู คือมันเป็น A-Must จริงๆ เพราะจะทำให้คุณเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทั้งสถาปัตยกรรม และความเจริญอื่นๆ หรือถ้าใครไม่อยากเดิน เค้าจะมีรถม้าให้เช่านั่ง ชมเมืองโดยรอบเช่นกัน สำหรับเรา กิจกรรมหลักๆ ก็คือเดินถ่ายรูปตามมุมโน้นมุมนี้ ซอกหลืบไหนดูแล้วสวย เราก็ไม่พลาด กิกิBAHIA PALACE

พระราชวังบาเฮีย (กรุณาอย่าออกเสียงผิด) – พระราชวังที่ยังคงความสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยก่อน สร้างโดย Si Moussa ในช่วงปี 1866-1867 มีห้องทั้งหมด 150 ห้อง รวมถึงฮาเร็มที่เรียกว่า Court of Honour ข้างในตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสีสันฉูดฉาด กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนของเมดิน่า (เมืองเก่า) นั่นเอง ตอนแรกเราให้ google นำทางไป ปรากฏว่า มันให้เราขับรถผ่าเข้ากลางเมดิน่าเลย โอ้วววว หลงเข้าไปติดอยู่ข้างในซอยแคบมว๊ากกกก กว่าจะออกมาได้ แทบจะกวาดกระถางต้นไม้ข้างทางไปทั้งแถบ แต่คนโมร็อคโคก็ใจดีมาก ร่วมใจกันโบกรถให้เราตลอดทาง แม้ว่าภาษาที่เค้าใช้โบกจะเป็นภาษาอาราบิก ซึ่งเราก้อต้องใช้ skillในการเดาว่า “$%#@%” อันนี้ น่าจะแปลว่า “ถอยๆๆ” หรือ “*&@%$^” อันนี้ น่าจะแปลว่า “หยุด” สุดท้าย แนะนำว่าให้จอดรถข้างนอกเมดิน่าแล้วเดินเข้าไปหรือนั่งแท็กซี่ไปลงหน้าทางเข้าดีกว่า

MAJORELLE GARDEN (Jardin Majorelle)

Majorelle Garden หรือ Jardin Majorelle เป็นอีกที่เที่ยวที่เป็น A-Must ของเมืองมาราเกช สวนแห่งนี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาจากทั่วโลก โดยเฉพาะต้นกระบองเพชรนับพันต้น หลากหลายสายพันธุ์ มีสวนบัว และป่าไม่ดูร่มรื่น กับบรรดากระถางดินที่ศิลปินเจ้าของเดิม Jacques Majorelle ที่สรรหาสีมาป้ายทาทับ ตกแต่งทำให้สวนแห่งนี้ดูโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ สวนแห่งนี้เดิมเป็นบ้านของศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่เขาสร้างบ้าน และสวนเอาไว้อยู่เอง พร้อมสร้างงานศิลปะของเขาต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมเอาศิลปะของโมร็อคโคไว้ และมีมุมแสดงงานศิลปะของเจ้าของเดิมเอาไว้ด้วย เป็นที่ที่เดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อเลย มีมุมโน้น มุมนี้ให้ถ่ายเรื่อยๆ ถ้าจะจัดชุดมาถ่ายรูปก็ดูสีให้เข้าด้วย ด้านในจะมีคาเฟ่เก๋ๆ แนวคาเฟ่ในสวนให้คุณไปนั่นจิบกาแฟยามเช้าอีกด้วย

เวลาซื้อตั๋ว คุณสามารถซื้อแบบ combo ประกอบไปด้วย Majorelle Garden + Berber Mesuem + YSL museum พร้อมกันเลยในราคา 180 DH สำหรับที่จอดรถ คุณสามารถจอดรถในซอยใกล้ๆ ได้เลย สะดวกมาก แนะนำให้ไปตอนเช้าๆ เพราะคนยังไม่เยอะ ไม่ต้องแย่งมุมกันถ่ายรูป ถ้าคุณเป็นสายถ่ายรูป รับรองว่าที่นี่อยู่ได้เรื่อยๆ แน่นอนYVES SAINT LAURENT MUSEUM

ติดๆ กับ Majorelle Garden จะเป็น Yves Saint Laurent Musuem ถ้าใครอินๆ กับ Fashion ก้อคงจะเพลินไปกับ collection ต่างๆ เค้าแน่นอน เพราะด้านในมีจัดแสดง collection ดังๆ ของ YSL ธีมการจัดจะเป็นสีดำ เพราะเป็นสีโปรดของนาง มีฉายหนังสั้นพูดถึงประวัติย่อๆ ของนางว่าเคยทำงานกะ Dior มาก่อน สุดท้ายโดนไล่ออก จนมามี Brand YVES เป็นของตัวเอง นอกจากนั้นก็มีร้าน gift shop ขายพวกกระเป๋า collection แปลกๆ  หนังสือ ผ้าพันคอ เครื่องหนังนิดหน่อยSAADIENS TOMBS

ที่นี่บอกเลยว่า ไม่มีไรเลย คือมันเป็นสุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริช(Moorish) แท้ๆ ด้านในมี 3 hall ซึ่ง Hall ที่เก็บศพของซาเดียน และลูกชายสองคนนั้น เค้าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป จะมีเจาะรูช่องเล็กๆ ขนาดคนนึงเข้าไป 1 ช่อง ดังนั้นจะต้องต่อคิวเข้าไปดูทีละคน เสียเวลาสุดๆ ไม่คุ้มกะค่าเข้า 70 DH เลย แต่ถ้าใครมีเวลาว่างจัด จะแวะไปดู ก้อต้องจอดรถนอกเมดิน่า แล้วเดินเข้าไป ทางเข้าอยู่ ติดกับ Moulay El yazid Mosque อย่าเข้าผิดนะKOUTOUBIA MOSQUE

มัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ จากหอวังที่มีความสูง 226 ฟิต (70 เมตร) อันนี้ไม่มีอะไรมาก ด้านใน Mosque ให้แค่คนมุสลิมเข้าเท่านั้น เราจึงไม่ได้เข้าไป ด้านนอกเป็นลานกว้างๆ ธรรมดา คนเมือง Marrakech ก้อดูเหมือนจะเอาเป็นพี่พักผ่อนหย่อนใจกันที่นี่ สามารถไปพร้อมๆ กับ Jemaa el-Fnaa ได้เลยเพราะอยู่ติดกันJEMAA EL-FNAA

ที่นี่เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน Unesco ยังได้ประกาศให้ตลาดแห่งนี้เป็น ‘Masterpiece of World Heritage’ ในปี 2001 เพราะความที่ตลาดแห่งนี้เป็นเหมือนตลาดที่ไม่มีวันหลับ และยังคงความมีชีวิตชีวา มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมร็อคโคขนานแท้ สำหรับเพื่อนๆ ที่มีแพลนไปเยือน Marrakech เราแนะนำว่ามีสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องทำ 3 อย่างด้วยกันคือ

  1. ไปกินน้ำส้มคั้นและน้ำผลไม้อื่นๆ คั้น อร่อยมาก สดชื่น ราคาถูกด้วย 4 DH ถ้าเป็นแก้ว take away ก็ 5DH
  2. ดูพระอาทิตย์ตกช่วง twilight จุดที่แนะนำสำหรับถ่ายรูปคือร้าน Le Grand ballon du cafe glacier โดยร้านจะอยู่บนตึกด้านบน มี outdoor balcony ที่คุณสามารถเห็นตลาดได้ทั้งหมด คุณจะเห็นคนจีนมากมายไปจองจุดตั้งกล้องถ่ายรูปกันที่หัวมุมอย่างแน่นขนัด ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ที่ดี ก้อไปแต่เนิ่นๆ ทางร้านจะบังคับให้เราซื้อ drink กันคนละอย่างก่อนเข้าร้าน แต่ราคาย่อมเยา รับได้
  3. ลิ้มลองอาหารประจำชาติโมร็อคโค อันได้แก่ CouscousTajine, และที่ขาดไม่ได้คือ หัวแกะตุ๋น ร้านแนะนำเราไม่มี เราก้อเข้าร้าน random ไปเรื่อย สำหรับคนที่ชอบ shopping ของที่ขายในตลาดราคาแพง แถมไม่มีราคากลาง แนะนำว่าถ้าจะซื้อ ต่อไปก่อนเลยครึ่งราคา ก็เอาตามสะดวดกระเป๋าละกันนะจ๊ะ

นอกจากนั้นในตลาดจะมีปาหี่ให้ดูมากมาย ทั้งแขกเป่าแตรแล้วมีงูออกมาจากตะกร้า หรือแขกโชว์ลิง เล่นดนตรี ตกโค้ก และอื่นๆ ข้อควรระวังอย่างมากคือ ห้ามถ่ายรูป เพราะเมื่อเค้าได้ยินเสียงชัตเตอร์ จะมีคนรี่เข้ามาเก็บตังค์คุณทันที เชี่ยยมาก เราพลาดไปช้อตนึง ก็โดนไปเรียบร้อย 10 DHการซื้อพวกของแห้งเช่น ถั่วคั่ว หรือพวกอินทผาลัมที่ตลาดแห่งนี้ แนะนำว่าให้ชิมก่อน บางร้านเก่า กินแล้วมีกลิ่นหืน เก่า อย่างพวกถั่วลิสงคั่วเกลือ (อร่อยมากนะที่นี่ แนะนำว่าให้ซื้อชิม) ให้ซื้อกะพวกลุงๆ ที่เดินขายเป็นถุงเล็กๆ อย่าไปซื้อร้านที่วางแผงใหญ่ๆ เพราะพวกที่เดินขาย ถั่วจะมีความสดใหม่กว่าMENARA GARDEN

Botanical Garden แห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเมือง Marrakech ส่วนใหญ่เป็นสวนมะกวกมีต้นส้มแซมนิดๆ หน่อยๆ ตรงกลางเป็นบ่อเก็บน้ำขนาดกลาง ดูเผินๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่จุดเกร๋ มันอยู่ที่เทือกเขา atlas ที่เป็นฉากหลัง ตอนที่เราไป เราไปช่วงเช้าตรู่ มาคนมาเดิน วิ่งออกกำลังกายกันตอนเช้าอยู่บ้าน แต่ดูจากทางแสงแล้ว ถ้าคุณต้องการรูปสวยๆ เห็นภูเขาหิมะ atlas ที่เป็นฉากหลังชัดๆ เราว่าไปตอนเย็นพระอาทิตย์ตกจะดีกว่า BEN YOUSSEF MADRASA

ภาพจาก www.easyvoyage.co.uk

โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ที่คุณอาจจะเห็นมันคุ้นๆ เพราะคนชอบเอามันไปเป็น Background ของหลายๆ อย่าง อันนี้เราแพลนไว้ แต่พอไปถึงมันปิด renovation อยู่จ้า จากการสอบถามคือปิด renovate 2 ปี (2019-2020) จุดนี้ เราก้อแห้วไปตามระเบียบ EAT & SLEEP

Le Méridien N’Fis

เราเลือกพักที่นี่เพราะแลกห้องมาฟรี 5555 เอ้ย ไม่ใช่ๆ เพราะ Location เค้าดี มีที่จอดในโรงแรมฟรี ข้ามถนนไปตรงข้ามเป็น Mall และ carrefour สามารถซื้อเสบียง พวกน้ำ ขนม ผลไม้ ติดรถไว้ได้สบายๆ

Le Petit Thai

เป็นร้านอาหารไทยในเมือง Marrakech เจ้าของร้านคือคุณมนัส มีดีกรีเป็นถึง chef ของท่านฑูตไทยในโมร็อคโคคนก่อน ก่อนที่คุณมนัสจะตัดสินใจตั้งรกรากเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่เมือง Marrakech เลย ดังนั้นรสชาติไม่ต้องพูดถึง เราสั่งกระเพราไก่ไข่ดาวราดข้าว พร้อมกับส้มตำไปเบาๆ อร่อยแซ่บ ถูกปากเหมือนอยู่ไทย ราคาสบายกระเป๋า สบายท้องก่อนเข้าทะเลทรายไปอีกมื้อ ใครสนใจขอข้อมูลที่โมร็อคโค จัดทัวร์ หรือเช่ารถ ติดต่อคุณมนัสได้ตลอด นางยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 👍

MANDARIN ORANGES IN THE STREETS OF THE MARRAKECH MEDINA

ตามหัวมุมถนนหรือซอยต่างๆ ใน Marrakech คุณจะพบกับหาบเร่แผงลอยขายของอยู่ทั่วไป โดยผลผลิตส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกขนมปัง Home cooked ของแห้ง และที่มีอยู่เยอะเช่นกันก็คือพวกผลไม้สด ซึ่งช่วงที่เราไปจัดเป็นช่วงฤดูหนาว (December – March) เป็นหน้าส้มแมนดารินพอดี

ส้มแมนดารินเป็นส้มที่ผิวไม่หนา ทำให้มันไม่ทนต่อความหนาว จึงสามารถเติบโตได้ดีในที่ที่มีบรรยากาศแนว Tropicana นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เมือง Marrakech เหมาะสมกับการปลูกส้มแมนดารินอย่างมาก รสชาติของส้มที่นี่จะออกเปรี้ยวอมหวานหน่อยๆ กินแล้วสดชื่นมาก Road trip เราก็ตุนส้มไว้ในรถตลอดการเดินทาง นอกจากกินแล้วชุ่มชื่นคอ ยังทำให้เราได้รับวิตามินซีตลอดการเดินทาง ไม่ป่วยเลย … (มาป่วยเอาตอนขึ้นเครื่องกลับนี่แหละ แย่จริง )

ท่องแดนโมร็อกโก สนุกแบบไม่ตั้งใจ

จุดเริ่มต้นของการออกเดินทาง แต่ละคนนั้นมีที่มาต่างกัน

สำหรับ น้ำผึ้ง กานต์พิชชา พิชยศ สาววัย 24 ปี ซึ่งมีคุณแม่(ไพลิน พิชยศ)เป็นนักเดินทางตัวยง รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดตอนตั้งท้องน้ำผึ้ง คุณพ่อต้องสั่งห้ามไม่ให้เดินทาง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เธอคนนี้มี DNA ของการเดินทางอยู่ในชีวิตจิตใจ

เห็นว่าเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก

ใช่คะ หนังเรื่อง รักโง่โง่ เล่นกับพี่โตโน่เดอะสตาร์ ตอนนี้รอหนังอีกเรื่อง คุยกับผู้กำกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ไว้แล้วตอนนี้เขากำลังเขียนบทอยู่ อีกอย่างน้ำผึ้งกำลังรอให้ผมยาว ซึ่งทีแรกเป็นคนที่ผมยาวถึงกลางหลังเลย พอเล่นหนังเรื่องรักโง่โง่ ต้องตัดผม กลายเป็นคนผมสั้น เวลารับงานก็ไม่สามารถรับงานได้หลากหลายในช่วงนี้ เพราะผมสั้นมาก

น้ำผึ้งเข้าสู่วงการได้อย่างไร

เริ่มจากงานเดินแบบค่ะ ความจริงน้ำผึ้งไม่ได้เป็นคนที่หน้าตาดีเลยนะ มาได้ตรงที่ตัวสูง (หัวเราะ) ตอนม.ปลาย (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี) ไปเรียนพิเศษแถวๆ สยามสแควร์ กำลังเดินอยู่ตามถนนก็มีพี่คนหนึ่งมาชวนเข้าวงการเราก็ไม่กล้า ตอนนั้นยังไม่เคยทำงานอะไรเลย แต่ได้มาสตาร์ททำงานจริงๆ กล้ารับงานก็ตอนเรียนอยู่ปี 2 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (คณะมนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน) แล้วคะ แล้วเริ่มสตาร์ทงานเดินแบบก่อนเพราะไปรู้จักรุ่นพี่ที่เขาเป็นเจ้าของบริษัทออแกนไนซ์ เห็นว่าเราตัวสูงก็เลยจับไปแต่งตัวเดินแบบ ปี 2552 ก็ไปประกวดนางสาวไทย ติด 1 ใน 10 และได้รางวัลนางงามผิวสวยด้วยคะ

เลยทำให้เรามีโอกาสได้แสดงหนัง?

พอเราผ่านเวทีประกวดนางงามก็ทำให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นเราเป็นคนที่ไม่มั่นใจเลย พอมีตำแหน่งมีอะไรก็โอเค ก็เลยไปเข้าประกวดเวที ดิแอคติ้งควีนส์ เข้ารอบสุดท้าย เหมือนเป็นเวทีที่ปูทางให้เราได้เจอกับผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ชวนให้ไปแคสหนัง พี่ปุ๊กเขาเป็นคนที่ชอบอะไรที่เพียวมาก เพราะน้ำผึ้งไม่เคยแสดงหนัง ไม่เคยแสดงละคร และไม่เคยเรียนแอคติ้งมาก่อน เขาบอกว่าชอบตรงที่เราดูตื่นเต้น

ได้ข่าวว่าตัวจริงของน้ำผึ้งเป็นคนที่ชอบเดินทางมาก?

ใช่คะ น้ำผึ้งเป็นคนชอบเที่ยว (ยิ้มหวาน) เที่ยวมาตั้งแต่จำความได้ น่าจะตามคุณแม่ เพราะคุณแม่เล่าให้ฟังว่าชอบเที่ยวมากจนท้องน้ำผึ้งคุณพ่อก็ห้ามไม่ให้เดินทาง ภาพที่เราจำได้และติดมาตั้งแต่เด็กคือ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ คุณแม่ก็จะพาออกเดินทางไปต่างจังหวัด เหมือนวันหยุดปั๊บเราต้องเที่ยว ติดมาจนเป็นนิสัย อย่างน้อยได้ออกจากบ้านไปเดินตามห้างฯ เราก็ถือว่าเที่ยวแล้ว (หัวเราะ)

น้ำผึ้งชอบเที่ยวที่ไหน

ส่วนมากน้ำผึ้งก็จะเที่ยวในประเทศ เพิ่งจะไม่กี่ปีมานี้ที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง ส่วนมากก็ไปกับเพื่อนๆ ที่แรกเลยเป็นฮ่องกง ไปกับน้องสาว เพราะมีคุณป้ากับคุณลุงเป็นเชฟอยู่ที่นั่น ตื่นเต้นมาก กลัวด้วยกลัวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แต่ก็อายุ 19 ปีแล้วนะเราพูดภาษาอังกฤษไม่แข็ง พาน้องไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ พอไปเที่ยวแล้วตื่นเต้นกับทุกอย่างที่ไปเห็น โอเชี่ยนปาร์คก็ตื่นเต้นมาก ไปฮ่องกงมา 2 ครั้งแล้ว จากนั้นก็ไปเที่ยวเกาหลี เพราะจะทำธุรกิจเสื้อผ้ากับเพื่อนก็เลยไปหาซื้อเสื้อผ้ามาขาย แต่ก็ไปไม่รอดกับธุรกิจนี้ (หัวเราะ)

ล่าสุดเห็นว่าเพิ่งกลับจากโมร็อคโก?

ใช่คะ ความจริงประเทศนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเลย เพราะดูเป็นประเทศมีอารยธรรม น้ำผึ้งเป็นคนที่ชอบเมืองแฟชั่นมากกว่า แต่ทริปนี้พวกคุณป้าคุณอาเขาจัดกัน เขาอายุ 50-60 กันแล้วนะคะ เขาเหมือนกับอยากไปศึกษาอารยธรรม เป็นญาติๆ กัน มีเพื่อนป้า ไปทั้งหมด 18 วัน ค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณแสนหกหมื่น ถือว่าคุ้ม ตอนแรกไม่คิดว่ามันจะสนุก ตอนแรกเขามาชวนก็คิดว่าจะไม่ไป พอคิดอีกทีถ้าเราไม่ไปก็คงไม่มีโอกาสไป เพราะเป็นประเทศที่เราคงไม่คิดจะไป

ประทับใจประเทศนี้ตรงไหน

เป็นเมืองที่สวยมาก พอได้เห็นอารยธรรมของที่นั่นแล้วก็ชอบ คิดว่าคงเหมือนฝรั่งมาเห็นวัดบ้านเรา พอเราเห็นสุเหร่าของแต่ละเมืองก็ประทับใจมาก อากาศบ้านเขาเป็นหน้าหนาวพอดี ก็คือเมื่อธันวาคมที่ผ่านมานี่เอง มีโอกาสไปนั่งอูฐที่ทะเลทรายเป็นอากาศที่ร้อนมากและหนาวมาก กลางคืนอากาศติดลบ ถ้าร่างกายไม่ฟิตจริงๆ จะป่วยได้ น้ำผึ้งก็ไม่สบายตอนที่อยู่ที่โน่น กลับมาก็ไม่สบายอีก ป้าๆ ที่ไปก็ไม่สบายกันเยอะ มีทั้งฝน ร้อนหนาวในวันเดียวกัน

ตกลงชอบตรงไหนของโมร็อคโก

อย่างแรกที่ประทับใจคืออูฐ เราฝันว่าชีวิตหนึ่งอยากนั่งอูฐ พอได้นั้งแล้วประทับใจมากกว่าที่คิดไว้อีก ได้นั่งอูฐทั่งวันเลย เพระเดินทางไกล ตอนขึ้นเหมือนเราขึ้นช้างพอเดินเขาจะแข็งแรงเดินหนักกว่าช้างอีกเพราะต้องย่ำไปในทะเลทราย ป้าๆ ที่ไปกับน้ำผึ้งเขาแข็งแรงกว่าเพราะเขาเที่ยวเป็นอาชีพอยู่แล้ว อีกอันที่ประทับใจคือแพะ ที่ขึ้นไปอยู่บนต้นอารากั้นออย เป็นต้นไม้แห้งๆ ชนิดหนึ่ง ความสูงเท่าต้นฝรั่งบ้านเรา ลำต้นหนาๆ แตกกิ่งก้านออกมา แพะขึ้นไปยืนบนต้นไม้ เห็นได้ที่ประเทศนี้และตรงนี้ ต้นไม้ชนิดนี้มีทั้งหมดในโลกแค่ 200 ต้น แต่ 3 ต้นมีแพะอยู่เต็มเลย เพื่อไปกินผลของอารากั้นออย มันยืนเกร็งบนลำต้น เราตบมือเรียกมัน ยิ่งเกร็งเพราะมันกลัวตกลงมา ตลกมากๆ

อีกแห่งหนึ่งก็คือ ตลาดมาราเกรซ คล้ายๆ ตลาดมืดบ้านเรา วางของขายเกลื่อนเลย เห็นแล้วตื่นเต้นมาก ของบ้านเขาก็ไม่มีอะไรหรอก มีแต่โคมไฟ พรม จะมีของเพ้นท์เป็นลายสวยๆ น้ำผึ้งซื้อไหเล็กๆ เพ้นท์สวยๆ มาให้แม่ แล้วที่นั่นก็มีงูเห่าตัวใหญ่ๆ งูมันเหมือนเหนื่อยๆ นอนอยู่เฉยๆ น้ำผึ้งขอเข้าไปถ่ายรูป ซึ่งไกด์เตือนไว้แล้วว่าคนที่นี่เขาจะโกงนะ ตอนแรกตกลงไปว่า 50 บาท พอถ่ายเสร็จเขาจะเอา 300 บาท ถ้าไปตลาดนี้ต้องระวังนิดหนึ่ง

อาหารการกินเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าใครชอบอาหารมุสลิมก็คงสบาย เขาจะมีไก่ทาจีน ถามว่ากินได้ไหม ก็คือกินได้ แต่ที่นี่จะมีเนื้อแกะ เนื้อแพะเยอะแต่เราไม่กินเนื้อสัตว์หนักๆ ขนาดนี้ กินได้แต่ขนมปังกับไก่ทาจีน แล้วก็เอาน้ำพริกที่พกไปด้วยคลุกกินด้วยกัน ข้าวที่นั่นจะเม็ดเล็กๆ เรียกว่าข้าวคูสคูส มีทุกมื้อ อยู่ 18 วัน วันละ 3 มื้อ ต้องพึ่งมาม่าบ้าง และกลายเป็นคนชอบน้ำพริกไปเลย อยู่เมืองไทยไม่ค่อยกินน้ำพริก แต่กลับมาเลยกลายเป็นคนชอบน้ำพริกไปเลย(หัวเราะ)

ถ้ามีคนชวนไปเที่ยวโมร็อคโกอีกจะไปไหม

ไปได้นะคะ แต่ต้องมีการเตรียมพร้อมยิ่งกว่านี้ คือต้องเตรียมมาม่า น้ำพริก ซอส ทุกอย่างที่ปรุงง่ายๆ ติดตัวไป ซุปไก่ก้อนนี่ช่วยได้เหมือนกัน วันที่ไปนอนทะเลทรายจะมีคนจูงอูฐกางเต้นท์ให้เรานอนและทำอาหารให้เรากิน เราก็ไปดูเขาปรุงอาหาร พอเขาจะใส่เครื่องเทศทุกคนก็บรีบห้ามบอกว่าโนๆๆ เพราะอาหารในโรงแรมเราห้ามเขาไม่ได้เขาปรุงมาแล้ว แต่นี่เราเห็นเขาปรุงก็เลยรีบห้าม แล้วให้เขาใส่ซุปก้อนลงไปในโจ๊กข้าวคูสคูส เราก็ทำเป็นเนียนคุยกับเขาว่าจะช่วยทำอาหาร อยากอยู่แบบนั้นไม่อยากเข้าเมืองไปเจอไก่ทาจีน กับข้าวคูสคูสในเมืองเลย

มีวิธีเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนเดินทาง โดยเฉพาะกระเป๋าเสื้อผ้า?

ตอนไปน้ำผึ้งแทบจะซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดเลยเพราะประเทศนี้เขาค่อนข้างปิด ต้องแต่งตัวมิดชิดห้ามนุ่งกางเกงขาสั้น ขาเดฟ ซึ่งเรามีแต่เสื้อผ้าแบบนี้ ก็เลยต้องไปชอปปิงซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดเลย และอากาศค่อนข้างหนาวก็ต้องซื้อเสื้อกันหนาวแบบหนาๆ เราเอากางเกงจินนี่ เสื้อระบายไปใส่ ปรากฎว่าเป็นเสื้อผ้าที่เขาไม่ใส่กันที่นั่น แต่เราไม่รู้ไง

ประเทศที่น้ำผึ้งใฝ่ฝันจะไปเที่ยวคือประเทศอะไร

แถบยุโรปค่ะ อิตาลี ฝรั่งเศส ที่น่าเจ็บใจคือประเทศที่เราไปก็อยู่ติดๆ กัน แต่เราไม่สามารถข้ามไปเที่ยวได้ ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตรเอง เห็นหลังคายุโรปแต่ข้ามไปไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรประเทศที่เราไปก็น่าสนใจไม่น่าเบื่อ ลำบากแค่อาหารการกินอย่างเดียวเท่านั้นเอง

แล้วอนาคตอันใกล้นี้วางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน

น่าจะเป็นญี่ปุ่นนะคะ เพราะเป็นประเทศแรกๆ ที่อยากไปที่สุด แต่มาคิดว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศเกาหลีและฮ่องกง ก็เลยพาน้องสาวไปเที่ยวฮ่องกงก่อน คิดว่าต่อไปจะเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว อยากเจอหิมะ อยากเล่นสกี อยากไปหน้าหนาวที่ญี่ปุ่นค่ะ อยากไปทริปตกปลาทะเลที่เขาไปอยู่ตรงที่มีรหิมะตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะเป็นคนชอบผจญภัยเข้าป่า อยากไปเที่ยวป่าอเมซอน น้ำผึ้งเป็นคนแนวนั้น

มารู้จักโมร็อกโกให้มากขึ้นกันเถอะ

ประวัติความเป็นมาของโมร็อกโกถูกผูกไว้กับของคนเบอร์เบอร์ที่ขับไล่พวกนักล่าอาณานิคมโรมันโบราณและต่อมารอดชีวิตจากราชวงศ์อิสลามหลายแห่ง ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมากลุ่มหลายกลุ่มได้ทิ้งร่องรอยไว้ในประเทศซึ่งเป็นผลมาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย วัฒนธรรมของโมร็อกโกมีความหลากหลายเท่ากับภูมิประเทศ อย่างไรก็ตามแม้จะมีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่หลากหลาย แต่ประเทศก็ยังสามารถรักษาเอกภาพไว้ได้ นอกเหนือจากเบอร์เบอร์แล้ววัฒนธรรมของโมร็อกโกยังได้รับอิทธิพลมาจากชาวอาหรับฟินิเซียนชาวอัฟริกาใต้ซาฮาราและชาวโรมันในกลุ่มอื่น ๆ วัฒนธรรมอาจแตกต่างจากภูมิภาคหนึ่งไปอีกภูมิภาคหนึ่งและเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารศิลปะเสื้อผ้าดนตรีและเสื้อผ้า

ภาพรวมของวัฒนธรรมโมร็อกโก

วัฒนธรรมของโมร็อกโกคือการผสมผสานของประเพณีชาติพันธุ์และศาสนาสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลเบอร์เบอร์, แอฟริกา, อาหรับและชาวยิว ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับในขณะที่อย่างน้อย 30% ของประชากรเป็นลำโพงของ Amazigh อิทธิพลของเบอร์เบอร์นั้นโดดเด่นที่สุดในกิจกรรมและวิถีชีวิตที่หลากหลายของชาวโมร็อกโก แม้ว่าอาหารจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค แต่เครื่องเทศที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นอาหารของชาวเบอร์เบอร์ การใช้ผักและผลไม้สดส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความใกล้ชิดของประเทศไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพลงโมร็อคโคมีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยเครื่องดนตรีดั้งเดิมหลายแห่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นของชาวอาหรับและอามาซิห์ มันเป็นบ้านของดนตรีคลาสสิกอันดาลูเชียซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาทั่วแอฟริกาเหนือ

ภาษาและศาสนา

คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในโมร็อกโกเป็นชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับ ภาษาราชการคือภาษาเบอร์เบอร์และภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่พูดกันอย่างกว้างขวางยกเว้นในภาคเหนือที่มีภาษาสเปนเป็นหลัก ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดส่วนใหญ่ในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเช่นมาร์ราเกชและเมืองอื่น ๆ ในภาคเหนือ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหลักในประเทศและเป็นรากฐานสำหรับครอบครัวส่วนใหญ่ ผู้คนยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในครอบครัวและเด็ก ๆ ได้รับการสอนให้ดูแลพ่อแม่เมื่อพวกเขาโตขึ้น ดังนั้นมีบ้านน้อยมากสำหรับผู้สูงอายุในโมร็อกโก ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มมุสลิมสุหนี่ ศาสนาคริสต์เป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองในโมร็อกโก อย่างไรก็ตามคริสเตียนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ศาสนาอื่น ๆ รวมถึงศาสนายูดายและอัลบาผมเชื่อ ประมาณ 7% ของประชากรไม่มีศาสนา

เครื่องแต่งกายโมร็อกโกแบบดั้งเดิม

ชุดโมร็อกโกแบบดั้งเดิมสำหรับทั้งชายและหญิงคือ djellaba ซึ่งเป็นผ้าที่คลุมด้วยผ้ายาวและหลวมแขนยาว เครื่องดูดควันมี qob ที่ปกป้องผู้สวมใส่จากแสงแดดหรือเย็นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในช่วงโอกาสพิเศษผู้ชายสวมใส่เสื้อเบอร์เนสหรือหมวกสีแดงซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่าเฟซในขณะที่ผู้หญิงสวม kaftans ความแตกต่างระหว่าง kaftan และ djellaba คือ hood ที่ kaftan ไม่มี djellaba ผู้หญิงมีสีสันสดใสและตกแต่งด้วยเครื่องประดับ kaftans ผู้ชาย djellaba ส่วนใหญ่เป็นธรรมดาและมีสีที่เป็นกลาง Kaftan มีความหมายเหมือนกันกับความสง่างามและสไตล์และสามารถสร้างขึ้นจากหลายชั้นที่เรียกว่า takshita มันสามารถแต่งตัวหรือแต่งตัวเป็นชุดลำลอง Kaftan มีต้นกำเนิดมาจากจักรวรรดิออตโตมันในศตวรรษที่ 14 เยาวชนในโมร็อกโกค่อยๆละทิ้งเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของพวกเขาสำหรับชุดตะวันตก

งานแต่งงานของโมร็อกโก

การแต่งงานแบบโมร็อกโกเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดในประเทศ ก่อนวันแต่งงานเจ้าบ่าวคาดว่าจะมอบของขวัญให้เจ้าสาวของเขารวมถึงน้ำตาลและเฮนน่า สองวันถึงวันสำคัญเจ้าสาวจะต้องเข้าร่วมกับฮามามดั้งเดิม (ซาวน่า) กับญาติของเธอเพื่อชำระล้าง ที่ซาวน่าเจ้าสาวและครอบครัวส่วนใหญ่ร้องเพลงแบบดั้งเดิม เหตุการณ์ถัดไปที่ตามมาคือการใช้เฮนน่าซึ่งมืออาชีพวาดสัญลักษณ์และลวดลายที่เกี่ยวข้องกับมือและเท้าของเจ้าสาว พิธีแต่งงานใช้เวลาอย่างน้อย 4 ถึง 8 ชั่วโมง ในระหว่างงานแต่งงาน Negafa (ช่างแต่งหน้า) ได้รับมอบหมายให้ดูแลให้เจ้าสาวคงความสง่างามตลอดทั้งวัน ทั้งคู่มักจะนั่งบนเก้าอี้ไม้ประดับแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Amariya การจัดงานแต่งงานถือเป็นงานชุมชนซึ่งมักมีลักษณะเป็นอาหารเครื่องดื่มและการเต้นรำที่อาจเข้ากันได้ดีในตอนกลางคืน

อาหารโมรอคโค

อาหารโมร็อกโกมักจะปรุงอย่างดีและมีรายละเอียดอย่างมาก การรู้วิธีปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของอาหาร อาหารโมร็อกโกส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากการมีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมและประเทศอื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไป อาหารมักจะมีการผสมระหว่างอาหารอาหรับเมดิเตอร์เรเนียนและดาลูเซียโดยได้รับอิทธิพลจากยุโรป ส่วนประกอบของอาหารประกอบด้วยผักและผลไม้เมดิเตอร์เรเนียนและเนื้อสัตว์ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับอาหาร เครื่องเทศที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ยี่หร่าออริกาโนยี่หร่าและมิ้นต์ เครื่องเทศ Ras El Hanout สร้างขึ้นจากการรวมเครื่องเทศ 27 ชนิดเข้าด้วยกัน จานโมร็อกโกหลักคือเส้นก๋วยเตี๋ยวซึ่งประกอบด้วยเซรั่มข้าวสาลีบด durum เนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นเนื้อแดงที่บริโภคกันทั่วไป อาหารทั่วไปอื่น ๆ ได้แก่ Pastilla, Harira และ Tanjia ชาเขียวที่มีสะระแหน่เป็นเครื่องดื่มที่นิยมมากที่สุดในโมร็อกโก การทำชามินต์เป็นศิลปะและดื่มกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ถือเป็นประเพณีประจำวัน ชาถูกใส่ในกาน้ำชาพิเศษที่ช่วยให้สามารถเทลงในแก้วเล็ก ๆ จากความสูง

ศิลปะโมร็อกโก

ศิลปะโมร็อกโกได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมและชาติอื่น ๆ อย่างไรก็ตามชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับได้รับการยกย่องให้สร้างฉากศิลปะที่น่าทึ่งในประเทศ สถาปัตยกรรมของพวกเขารวมถึงปราสาท Kasbahs สีแดงที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่อยู่ของชนชั้นปกครอง งานฝีมือมีประตูแกะสลักด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และพรมสีสันสดใส ศิลปะโมรอคโคสมัยใหม่ยังได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเบอร์เบอร์แบบดั้งเดิมและอิทธิพลของอิสลาม หนึ่งในกระเบื้องโมเสคอิสลามที่น่าสนใจคือ Kellij ซึ่งเริ่มเฟื่องฟูในศตวรรษที่ 14 บ้านส่วนใหญ่ตกแต่งด้วย Kellij เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งและชนชั้น