โมร๊อกโก 10 วัน: ขับรถเที่ยวเหนือจรดใต้

ทริปนี้ใช้เวลา 10 วัน ออกเดินทางจากกรุงมาราเกช (Marrakesh) ขับรถข้ามเทือกเขา Atlas Mountains ผ่านช่องแคบ Tizi n’Tichka หยุดชมเมืองโบราณ ทิวทัศน์หุบเขา สัมผัสทะเลทรายซาฮาร่า และอารยธรรมอันเก่าแก่ของชุมชนชาวเบอร์เบ้อ ปิดท้ายด้วยการเที่ยวชมเมืองเฟส (Fes) เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) และเมืองแท็งเจียร์ (Tangier)

การเดินทาง: ทริปนี้จะเน้นการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก เพื่อนๆสามารถเช่ารถขับเอง หรือจ้างคนขับรถส่วนตัวได้ เส้นทางและท้องถนนของทริปนี้ค่อนข้างดี เป็นถนนลาดยางตลอดสาย แต่จะคดเคียวพอสมควร ส่วนที่เขียนไว้ว่าใช้ 10 วันนั้น คืออย่างน้อยต้องมีเวลา 10 วัน แต่ที่ถ้าอยากเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ สามารถยืดเวลาเป็น 2 อาทิตย์ได้อย่างสบายๆ

ไฮไลท์ของทริปนี้

  • หลงเสน่ห์ความสงบของ Chefchaouen เมืองสีฟ้าแห่งโมร๊อกโก
  • เดินสำรวจ Volubilis ซากเมืองโรมัน
  • ขี่อูฐ นอนเต็นท์ในทะเลทรายซาฮาร่า
  • เดินหลงใน Fes เมืองเขาวงกตแห่งโมร๊อกโก
  • นั่งจิบชา สัมผัสความวุ่นวาย ณ จัตุรัส Jemaa el-Fna ในกรุง Marrakesh

ตารางการเดินทาง

วันไฮไลท์ค้างคืน
1MarrakeshMarrakesh
2EssaouiraEssaouira
3กลับมาเที่ยว MarakeshMarrakesh
4Tizi n’Tichka, Aït Benhaddou และ OuarzazateBoumalne Dades
5Todra Gorge และ Sahara DesertMerzouga
6Middle Atlas: Ziz Valley & MideltFes
7FesFes
8Volubilis และ MeknesChefchaouen
9Chefchaouen และ TangierTangier
10เที่ยว Tangier จนถึงเวลาขึ้นเครื่อง

วันที่ 1: กรุงมาราเกช (Marrakesh)

วันนี้บุกเที่ยวในเขตเมืองเก่า หรือ “มาดิน่า” กันก่อนเลย เริ่มต้นจากจตุรัส Jemaa el-Fna ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองเยื้องจาก Koutoubia Mosque ไม่ไกลมากนัก บริเวณรอบๆ ก็จะมีซุกส์ (souks) หรือตลาดแบบดั้งเดิม ที่ขายสารพัดสินค้าจากเครื่องเทศไปถึงงานฝีมือ ที่พลาดไม่ได้ก็มี Souk el Attrin (ตลาดเครื่องเทศ), Souk Haddadine (งานฝีมือสลักโลหะ), Souk Smata (รองเท้าแตะผ้าสไตล์พื้นเมือง) และ Souk des Teinturiers (งานย้อมสีต่างๆ)

สำหรับคนที่สนใจงานสถาปัตยกรรม แนะนำให้เข้าไปดู Bahia PalaceSaadian Tombs และ El Badi Palace สถานที่ 3 แห่งนี้ตั้งอยู่ด้านใต้ของจตุรัส Jemaa el-Fna และอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก และยังมี Marakesh Museum หรือ Museum of Moroccan Arts สำหรับคนที่สนใจงานศิลปะชาวพื้นเมืองโมร๊อกโก

วันที่ 2: เอสเซาอิร่า (Essaouira)

สายๆ ออกเดินทางไปยังเมืองเอสเซาอิร่า (Essaouira) ซึ่งเป็นเมืองชาวประมงฝั่งแอตแลนติคอันเทรนดี้ของโมร๊อกโก เดินทางด้วยรถยนจากกรุงมาราเกชใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. ระหว่างทางจะผ่านสวนต้นอาร์แกน ซึ่งอาจจะเห็นฝูงแพะยืนอยู่ตามกิ่งต้นอาร์แกนกินพืชผลกันอยู่ เราสามารถหยุดชมการกลั่นน้ำมันอาร์แกนอย่างแท้จริงได้ด้วย 

เมื่อถึงเมืองเอสเซาอิร่า สามารถเดินเที่ยว Skala du Port เป็นจุดจอดเรือชาวประมง และ Skala de la Kasbah ซึ่งเป็นป้อมและกำแพงเมืองที่ชาวโปรตุเกสสร้างไว้ในศตวรรษที่ 16 เดินบนกำแพงไปจนถึง Place Moulay Hassan (จตุรัสศุนย์กลางของเมือง) ต่อจากนั้นเดินสำรวจเมดิน่า ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปในอดีต ในนั้นจะเป็นถนนคนเดินที่มีบ้านสีฟ้าและขาว เด็กๆวิ่งเล่นกันตามท้องถนน มีแผงลอยข้างทางขายของที่ระลึกทุกชนิด ตกเย็นก็มานั่งทานอาหารทะเลดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลกันได้

วันที่ 3: กรุงมาราเกช (อีกรอบ)

ตื่นเช้ามา เดินเล่นสูดอากาศอันสดชื่นริมทะเลรอบสุดท้ายก่อนขึ้นรถกลับกรุงมาราเกช

พอถึงมาราเกช ถ้าไม่คิดถึงมาดิน่ากัน ก็ออกมาเที่ยวนอกรั้วเมดิน่ากันบ้าง จ่ายตั๋วเข้าเดินชมสวน Majorelle Gardens ชื่นชมพันธ์ไม้อันสวยงามและใหญ่โตของกรุงมาราเกช หลังจากนั้นก็สามารถเดินเที่ยวย่าน Gueliz สุดเก๋ที่อยู่ไม่ห่างจาก Majorelle Gardens นัก ย่านนี้มีร้านขายของตกแต่งบ้านและเสื้อผ้าเก๋ไก๋ ร้านอาหารกินเล่น คาเฟ่เล็กๆ น่านังจิบชากาแฟเปิดติดกันเป็นแถว

วันที่ 4: Dades Valley, Quarzazate และ Aït Benhaddou

โบกมือลากรุงมาราเกชที่แสนวุ่นวาย ออกเดินทางกันแต่เช้า มุ่งหน้าสู่เทือกเขา Atlas Mountains ขับไต่ขึ้นเขาผ่านช่องแคบ Tizi n’Tichka ระหว่างทางมีร้านกาแฟและร้านขายของเล็กๆ ที่สามารถจอดลงถ่ายรูปวิวเทืองเขา และยอดเขา Mount Toubkal (สูงที่สุดในแอฟริกาเหนือ) ได้อย่างสวยงาม

ขับข้ามลงเขามาซักระยะ ก็จะเจอเมือง Quarzazate ซึ่งมีชื่อเสียงมาจากที่ได้เป็นฉากให้หนังโรงดังๆ มาหลายสิบเรื่อง รวมไปถึงเรื่อง Gladiator, Black Hawk Down และ Lawrence of Arabia — ถ้าใครสนใจ ยังมีพิพิธภัณฑ์ Musée du Cinema ให้ได้เข้าไปดูวิธีและกระบวนการถ่ายทำหนังเหล่านี้กันด้วย

ถัดจาก Quarzazate ไปหน่อย จะเป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยเมืองเล็กเมืองน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองเก่าที่ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือเมือง Aït Benhaddou ซึ่งเป็นเมืองเก่าชื่อดังที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และยังได้ถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดยหน่วยงาน UNESCO อีกด้วย

ตกเย็นหยุดพักแถวเมือง Boumalne Dades ซึ่งอยู่ทางขึ้น Dadès Gorge และไม่ไกลนักจาก Todgha Gorge 

วันที่ 5: Todra Gorge & Sahara Desert

วันนี้ออกเดินทางกันเช้าหน่อย เพราะสถานที่เที่ยวแต่ละแห่งต้องใช้เวลาเยอะ จุดหมายปลายทางของวันนี้ คือ เมือง Merzouga ซึ่งเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปขึ้นอูฐออกไปเที่ยวทะเลทรายกัน 

เริ่มต้นวันด้วยการขับรถขึ้น Dadès Gorge และตรงไปยัง Todgha Gorge ซึ่งเป็นหุบเขาที่มีกำแพงหินสูงใหญ่ มีแม่น้ำ Taodgha River ไหลผ่าน และทางเดินที่เพื่อนๆ สามารถจอดรถลงเดินชมหุบเขา และชุมชนการเกษตรที่อยู่แถวนั้นได้ หลังจากนั้นก็ขับตรงไปยังเมือง Merzouga ระหว่างทางจะมีหมูบ้าน Rissani เป็นหมู่บ้านชาวยิปซี ที่มีตลาดเก่าแก่ขายของท้องถิ่นมากมาย ถ้ามีเวลาก็สามารถแวะเข้าไปเดินดูการเป็นอยู่และสินค้างานฝีมือ

เมื่อถึง Merzouga ก็ขึ้นอูฐออกเดินทางสู่ทะเลทรายไปยังแค้มป์ในทะเลทรายที่จะนอนค้างคืน ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ละแวกเนินทราย Erg Chebbi ซึ่งเป็นเนินทรายใหญ่แพ็คไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขับ ATV ไปเยี่ยมชมชุมชนต่างๆในทะเลทราย เล่นแซนด์บอร์ด หรือ ขี่อูฐปินเนินทรายขึ้นไปนั่งดูพระอาทิตย์ตก

วันที่ 6: Middle Atlas — Ziz Valley & Midelt

ออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเทือกเขา Middle Atlas ซึ่งภูมิอากาศแถบนั้นจะค่อนข้างชื้น มีป่าไม้ มีหิมะเกาะอยู่บนยอดเขา มีแอ่งนำ้เล็กใหญ่สลับกับที่ราบดินแดงและต้นไม้ที่ขึ้นอยู่กันเป็นหย่อมๆ ไปตลอดทาง วิวระหว่างทางสวยงามมากเลยทีเดียว

หลังจากรับประทานอาหารเช้า และเดินทางออกมาจาก Erg Chebbi ได้ซักระยะ ก็จะถึงช่องเขา Tizi n’Talremt ซึ่งเส้นทางจะเริ่มชัน และคดเคี้ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขับไต่เขาขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงจุดชมวิว Ziz Valley สามารจอดพักลงยืดเส้นยืดสาย และถ่ายรูปกันได้ — Ziz Valley เป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นปาล์มขึ้นอยู่กันอย่างหนาแน่น มองไปก็จะเห็นเมืองโอเอซิสเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายเป็นจุดๆ

บนเทือกเขา Middle Atlas จะมีเมือง Midelt ที่เวลาขับผ่าน จะเห็นต้นแอปเปิ้ลขึ้นกันอย่างหนาทึบเต็มสองข้างทาง ถ้าใครโชคดีก็จะเห็นฝูงลิงบาร์บารีตัวเล็กตัวน้อย ออกมานั้งตามกิ่งต้นแอปเปิ้ล คอยทักทายนักท่องเที่ยวที่หยุดถ่ายรูปตามขอบถนน — จาก Midelt เดินทางต่ออีก 3 ชม. ถึงเมือง Fes

วันที่ 7: เฟส (Fes)

11th-century stone pots filled with dye, Chouara Tannery

เฟส (Fes) เป็นเมืองจักรพรรดิที่เก่าแก่ที่สุดของโมร๊อกโก ตั้งอยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ระหว่างเทือกเขารีฟ (Rif Mountain) และเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีแม่น้ำเฟส (River Fes) ไหลผ่านกลาง เมืองเฟสประกอบได้ด้วย 3 เขตใหญ่ๆ ด้วยกัน เขตแรก Fes el Bali เป็นเขตในเมดิน่าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตนี้ เขตที่สองคือ Fes el Jdid ชึ่งเป็นเขตในเมดิน่าที่ใหม่ขึ้นมาหน่อย และเขตสุดท้าย Ville Nouvelle เป็นเขตเมืองใหม่ที่ชาวฝรั่งเศสเข้ามาสร้าง และอาศัยอยู่กันเยอะในช่วงศตวรรษที่ 20

สถานที่ที่พลาดไม่ได้คือ Chouara Tannery โรงย้อมหนังชื่อดังของเมืองเฟส และสถานศึกษาอันเก่าแก่ของเมืองเฟส Al Attarine Madrasa ซึ่งด้านในมีงานกระเบื้องที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ หลังจากนั้นเดินชมสินค้างานฝีมือตาม souks ทางด้านใต้ของเมดิน่า จนไปถึง Bab Bou Jeloud (Blue Gate) หรือประตูเมืองสีนำเงิน ที่อยู่ไม่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านของชาวโมร็อกโก Batha Museum ไปไม่มากนัก

วันที่ 8: Volubilis & Meknes

ก่อนที่จะเดินทางออกจากเฟส แวะขึ้นไปชมวิว 360 ของเมืองเฟสบนเนิน Merenid Tombs  ต่อจากนั้นเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมือง Meknes ซึ่งเป็นเมืองจักรพรรดิเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของโมร๊อกโก หยุดแวะเดินสำรวจเมดิน่า สถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาด คือ กำแพงเมือง Bab al-Mansour และสุสาน Mausoleum of Moulay Ismail

ถัดไปไม่ไกลมากนัก ก็ถึงซากเมืองโรมัน Volubilis ซึ่งถือว่าเป็นถิ่นฐานของชาวโรมันในแอฟริกาที่ไกลจากกรุงโรมมากที่สุด ถ้าเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงได้ จุดที่น่าให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ ระบบการถ่ายเทความร้อน เสาคอลัมน์ ประตูเมือง และลวดลายกระเบื้องปูพื้นที่เล่าถึงความสำคุญของแต่ละจุดของเมือง

มุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไปยังเมือง Chefchaouen ซึ่งเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ แต่ก่อนที่จะเข้าไปในตัวเมือง พอใกล้ๆ ถึง ก็จอดรถลงมาชมวิวพระอาทิตย์ตก กับเมือง Chefchaouen ที่บนเนินเขาริฟให้ชื่นใจกันหน่อยก่อน

วันที่ 9:  เชฟชาอูน (Chefchaouen)

Chefchaouen เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาริฟ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1471 เพื่อเป็นที่พักพิงของชาวมัวร์และชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศสเปน นับว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในโมร็อคโก

เริ่มต้นที่ลาน Place Uta el-Hamam ใจกลางของเมือง รอบๆ จะมีร้านค้า ร้านอาหารเยอะแยะเต็มไปหมด เหมาะกับการนั่งจิบชาดูผู้คนทำมาหากิน แวะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Kabash Museum ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าที่ถูกบูรณะให้เป็นพิพิธพันธ์ เก็บสะสมวัตถุโบราณ และงานศิลป์ท้องถิ่นของเมืองเชฟชาอูนไว้อย่างดี ถัดไปหน่อยเป็น Grand Mosque ซึ่งแม้แต่จะเข้าไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนมุสลิม ก็ยังคุ้มกับที่ได้เดินผ่านชมงานกระเบื้องหน้าประตูทางเข้าอันสวยงาม

ถ้ามีเวลา แนะให้เดินเล่นในเมดิน่า และย่าน Quartier Al-Andalus สัมผัสความสันโดษและเงียบสงบของเมืองสีฟ้าแห่งเทือกเขาริฟนี้

บ่ายๆ ออกเดินทางจาก Chefchaouen ต่อไปยัง Tangier ซึ่งใช้เวลาแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเวลามากนัก แนะให้ตรงเข้าไปเที่ยวในเมดิน่าก่อนเลย ไปเดินสัมผัสกลิ่นไอความคลาสสิก และความเก่าแก่ของเมือง

วันที่ 10: แทงเจียร์ (Tangier)

Tangier เป็นเมืองพอร์ทที่ใหญ่เมืองหนึ่งของโมร๊อกโค ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแทงเจียร์เพื่อขึ้นเรือสำราญ หรือชาวยูโรปที่นั่งเรือเฟอรรี่ข้ามฟากมาจากสเปน เพื่อมาตั้งหลักก่อนเดินทางไปเมืองอื่น ทำให้เมืองแทงเจียร์นี้ เป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากชาวต่างชาติมากที่สุดเมืองหนึ่งของโมร๊อกโค

สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงแทงเจียร์แล้ว ก็คือ เดินสำรวจในเมดิน่า เริ่มต้นที่ลานกลางเมือง Petit Socco ซึ่งเป็นลานที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่สถานที่แห่งนี้เคยที่พักพิงและแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนชื่อดังๆ จากทั่วโลก ทางด้านตะวันตกของ Petit Socco จะเป็นโบสถ์ Church of the Immaculate Conception สร้างขึ้นโดยชาวสเปนในปี 1880 อีกฟากของลานจะเป็น Grand Mosque และตึก Old American Legation ส่วนใครสนใจงานศิลปกรรม และเรื่องราวประวัติความเป็นมาของโมร๊อกโค ก็ตรงมาที่ Kasbah Museum ได้เลย

ขับรถเที่ยว MOROCCO 2000+ กิโลจากผืนทรายจรดผืนน้ำ

Marrakech เมื่อพูดถึงชื่อนี้ สิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัว คงจะหนีไม่พ้น ต้นปาล์ม ตึกสีทรายแดง ต้นมะกอก และสภาพเมืองตากอากาศ อะไรเทือกนี้ ซึ่งการมาเยือนโมร็อคโคครั้งนี้ เป็นการมาตาม  bucket list ของแม่บ้าน เราเริ่มการเดินทางอันแสนยาวไกลร่วม 2 พันกว่ากิโลที่เมือง Marrakech… เมืองที่ได้ชื่อว่า Red City of Morocco หรือบางคนกล่าวไว้ว่าเป็น The Red Pearl of the South หมายถึงไข่มุกสีแดงในแดนใต้นั่นเอง…

เครื่องบินลงที่ Casablanca Mohammed V International Airport เราทำการ Pick Up รถเช่าที่จองมาล่วงหน้าที่สนามบินนี้ รถที่เราจองเป็น Jeep Cherokee ซึ่งคาดว่าน่าจะใส่กระเป๋าของเราทั้ง 4 คนจนหมด สุดท้าย แอบมีลุ้นเพราะใส่หมดก้อจริง แต่อีผ้าใบที่ไว้คลุมท้ายแอบใส่ไม่ได้ อีเจ้าหน้าที่ยัดอยู่นาน สุดท้ายก้อใส่เข้าไปจนได้ เห้อออ  นึกว่าจะไม่รอด  และแม้ว่าเราจะลงเครื่องที่ Casablanca แต่จุดมุ่งหมายแรกของเราเป็นเมือง Marrakech โดย Road trip ของเราครั้งนี้จะขับวนทวนเข็มนาฬิกา เริ่มจากใต้สุดคือเมือง Marrakech ไปตะวันออก ขึ้นเหนือ และจบทริปด้วยการล่องใต้มาจรดที่ Casablanca นั่นเอง

การเช่ารถที่โมร็อคโค เราโทรมาถามก่อนไป บางเจ้าบอกว่าถ้าเป็นใบขับขี่ไทย ต้องใช้ international driver license ด้วย บางเจ้าบอกว่าไม่ต้อง เราเลยทำไว้กันเหนียว สุดท้าย เจ้าที่เราเลือกใช้คือ Europe Car ไม่ได้ขอ international driver license ตอนที่เราเอารถออกมา

Marrakech เมืองนี้สมกับเป็นเมืองตากอากาศของขาวยุโรปจริงๆ ถนนเชื่อมระหว่าง Casablanca กับ Marrakech ก้อเรียบดีเกิ้นนนน จนเรานึกว่า ทั้งประเทศเป็นถนนแบบนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้ว…”ไม่ใช่” ฮาาา) วิวสองข้างทางก้อแบบ นี่มัน Tuscany ชัดๆ คือเป็นเนินเขาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา ดูแล้วไม่เหมือนอยู่ทวีปอัฟริกาซักนิ๊ดดด เอาเป็นว่า ลงเครื่องมาขับรถมุ่งหน้าไป Marrakech นี่ ประทับใจจอร์ชมาก เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึง โดยเราอยู่ Marrakech กัน 2 คืน จุดเที่ยวหลักๆ มีดังนี้MEDINA DE MARRAKECH

เมื่อมาเที่ยวประเทศโมร็อคโค แน่นอนว่าการเดินเที่ยวใน Medina หรือเขตเมืองเก่า เห็นจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า “เมดิน่า” คืออะไร จริงๆ แล้ว เมดิน่าคือเขตเมืองเก่าซึ่งโดยปกติแล้วจะล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง ข้างในจะเป็นเมืองซึ่งมีทั้งบ้านคน โรงเรียน มัสยิต ตลาด และอื่นๆ โดยจะเชื่อมกันด้วยตรอกซอกซอยเล็กๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็น Car-free area เพราะมันแคบมาก พบได้ในเมืองใหญ่ๆ ในทวีปอัพฟริกา ที่ไม่ใช่แค่โมร็อคโค

เขตเมืองเก่าของเมือง Marrakech แห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงอันสูงลิ่วสีทรายแดง สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ซึ่งปัจจุบัน มันยังเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองอยู่ ด้วยความยาวทั้งหมด 18 กิโล มี gate ทั้งหมด 20 ประตู คือมันเป็น A-Must จริงๆ เพราะจะทำให้คุณเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทั้งสถาปัตยกรรม และความเจริญอื่นๆ หรือถ้าใครไม่อยากเดิน เค้าจะมีรถม้าให้เช่านั่ง ชมเมืองโดยรอบเช่นกัน สำหรับเรา กิจกรรมหลักๆ ก็คือเดินถ่ายรูปตามมุมโน้นมุมนี้ ซอกหลืบไหนดูแล้วสวย เราก็ไม่พลาด กิกิBAHIA PALACE

พระราชวังบาเฮีย (กรุณาอย่าออกเสียงผิด) – พระราชวังที่ยังคงความสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยก่อน สร้างโดย Si Moussa ในช่วงปี 1866-1867 มีห้องทั้งหมด 150 ห้อง รวมถึงฮาเร็มที่เรียกว่า Court of Honour ข้างในตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสีสันฉูดฉาด กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนของเมดิน่า (เมืองเก่า) นั่นเอง ตอนแรกเราให้ google นำทางไป ปรากฏว่า มันให้เราขับรถผ่าเข้ากลางเมดิน่าเลย โอ้วววว หลงเข้าไปติดอยู่ข้างในซอยแคบมว๊ากกกก กว่าจะออกมาได้ แทบจะกวาดกระถางต้นไม้ข้างทางไปทั้งแถบ แต่คนโมร็อคโคก็ใจดีมาก ร่วมใจกันโบกรถให้เราตลอดทาง แม้ว่าภาษาที่เค้าใช้โบกจะเป็นภาษาอาราบิก ซึ่งเราก้อต้องใช้ skillในการเดาว่า “$%#@%” อันนี้ น่าจะแปลว่า “ถอยๆๆ” หรือ “*&@%$^” อันนี้ น่าจะแปลว่า “หยุด” สุดท้าย แนะนำว่าให้จอดรถข้างนอกเมดิน่าแล้วเดินเข้าไปหรือนั่งแท็กซี่ไปลงหน้าทางเข้าดีกว่า

MAJORELLE GARDEN (Jardin Majorelle)

Majorelle Garden หรือ Jardin Majorelle เป็นอีกที่เที่ยวที่เป็น A-Must ของเมืองมาราเกช สวนแห่งนี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาจากทั่วโลก โดยเฉพาะต้นกระบองเพชรนับพันต้น หลากหลายสายพันธุ์ มีสวนบัว และป่าไม่ดูร่มรื่น กับบรรดากระถางดินที่ศิลปินเจ้าของเดิม Jacques Majorelle ที่สรรหาสีมาป้ายทาทับ ตกแต่งทำให้สวนแห่งนี้ดูโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ สวนแห่งนี้เดิมเป็นบ้านของศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่เขาสร้างบ้าน และสวนเอาไว้อยู่เอง พร้อมสร้างงานศิลปะของเขาต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมเอาศิลปะของโมร็อคโคไว้ และมีมุมแสดงงานศิลปะของเจ้าของเดิมเอาไว้ด้วย เป็นที่ที่เดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อเลย มีมุมโน้น มุมนี้ให้ถ่ายเรื่อยๆ ถ้าจะจัดชุดมาถ่ายรูปก็ดูสีให้เข้าด้วย ด้านในจะมีคาเฟ่เก๋ๆ แนวคาเฟ่ในสวนให้คุณไปนั่นจิบกาแฟยามเช้าอีกด้วย

เวลาซื้อตั๋ว คุณสามารถซื้อแบบ combo ประกอบไปด้วย Majorelle Garden + Berber Mesuem + YSL museum พร้อมกันเลยในราคา 180 DH สำหรับที่จอดรถ คุณสามารถจอดรถในซอยใกล้ๆ ได้เลย สะดวกมาก แนะนำให้ไปตอนเช้าๆ เพราะคนยังไม่เยอะ ไม่ต้องแย่งมุมกันถ่ายรูป ถ้าคุณเป็นสายถ่ายรูป รับรองว่าที่นี่อยู่ได้เรื่อยๆ แน่นอนYVES SAINT LAURENT MUSEUM

ติดๆ กับ Majorelle Garden จะเป็น Yves Saint Laurent Musuem ถ้าใครอินๆ กับ Fashion ก้อคงจะเพลินไปกับ collection ต่างๆ เค้าแน่นอน เพราะด้านในมีจัดแสดง collection ดังๆ ของ YSL ธีมการจัดจะเป็นสีดำ เพราะเป็นสีโปรดของนาง มีฉายหนังสั้นพูดถึงประวัติย่อๆ ของนางว่าเคยทำงานกะ Dior มาก่อน สุดท้ายโดนไล่ออก จนมามี Brand YVES เป็นของตัวเอง นอกจากนั้นก็มีร้าน gift shop ขายพวกกระเป๋า collection แปลกๆ  หนังสือ ผ้าพันคอ เครื่องหนังนิดหน่อยSAADIENS TOMBS

ที่นี่บอกเลยว่า ไม่มีไรเลย คือมันเป็นสุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริช(Moorish) แท้ๆ ด้านในมี 3 hall ซึ่ง Hall ที่เก็บศพของซาเดียน และลูกชายสองคนนั้น เค้าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป จะมีเจาะรูช่องเล็กๆ ขนาดคนนึงเข้าไป 1 ช่อง ดังนั้นจะต้องต่อคิวเข้าไปดูทีละคน เสียเวลาสุดๆ ไม่คุ้มกะค่าเข้า 70 DH เลย แต่ถ้าใครมีเวลาว่างจัด จะแวะไปดู ก้อต้องจอดรถนอกเมดิน่า แล้วเดินเข้าไป ทางเข้าอยู่ ติดกับ Moulay El yazid Mosque อย่าเข้าผิดนะKOUTOUBIA MOSQUE

มัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ จากหอวังที่มีความสูง 226 ฟิต (70 เมตร) อันนี้ไม่มีอะไรมาก ด้านใน Mosque ให้แค่คนมุสลิมเข้าเท่านั้น เราจึงไม่ได้เข้าไป ด้านนอกเป็นลานกว้างๆ ธรรมดา คนเมือง Marrakech ก้อดูเหมือนจะเอาเป็นพี่พักผ่อนหย่อนใจกันที่นี่ สามารถไปพร้อมๆ กับ Jemaa el-Fnaa ได้เลยเพราะอยู่ติดกันJEMAA EL-FNAA

ที่นี่เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน Unesco ยังได้ประกาศให้ตลาดแห่งนี้เป็น ‘Masterpiece of World Heritage’ ในปี 2001 เพราะความที่ตลาดแห่งนี้เป็นเหมือนตลาดที่ไม่มีวันหลับ และยังคงความมีชีวิตชีวา มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมร็อคโคขนานแท้ สำหรับเพื่อนๆ ที่มีแพลนไปเยือน Marrakech เราแนะนำว่ามีสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องทำ 3 อย่างด้วยกันคือ

  1. ไปกินน้ำส้มคั้นและน้ำผลไม้อื่นๆ คั้น อร่อยมาก สดชื่น ราคาถูกด้วย 4 DH ถ้าเป็นแก้ว take away ก็ 5DH
  2. ดูพระอาทิตย์ตกช่วง twilight จุดที่แนะนำสำหรับถ่ายรูปคือร้าน Le Grand ballon du cafe glacier โดยร้านจะอยู่บนตึกด้านบน มี outdoor balcony ที่คุณสามารถเห็นตลาดได้ทั้งหมด คุณจะเห็นคนจีนมากมายไปจองจุดตั้งกล้องถ่ายรูปกันที่หัวมุมอย่างแน่นขนัด ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ที่ดี ก้อไปแต่เนิ่นๆ ทางร้านจะบังคับให้เราซื้อ drink กันคนละอย่างก่อนเข้าร้าน แต่ราคาย่อมเยา รับได้
  3. ลิ้มลองอาหารประจำชาติโมร็อคโค อันได้แก่ CouscousTajine, และที่ขาดไม่ได้คือ หัวแกะตุ๋น ร้านแนะนำเราไม่มี เราก้อเข้าร้าน random ไปเรื่อย สำหรับคนที่ชอบ shopping ของที่ขายในตลาดราคาแพง แถมไม่มีราคากลาง แนะนำว่าถ้าจะซื้อ ต่อไปก่อนเลยครึ่งราคา ก็เอาตามสะดวดกระเป๋าละกันนะจ๊ะ

นอกจากนั้นในตลาดจะมีปาหี่ให้ดูมากมาย ทั้งแขกเป่าแตรแล้วมีงูออกมาจากตะกร้า หรือแขกโชว์ลิง เล่นดนตรี ตกโค้ก และอื่นๆ ข้อควรระวังอย่างมากคือ ห้ามถ่ายรูป เพราะเมื่อเค้าได้ยินเสียงชัตเตอร์ จะมีคนรี่เข้ามาเก็บตังค์คุณทันที เชี่ยยมาก เราพลาดไปช้อตนึง ก็โดนไปเรียบร้อย 10 DHการซื้อพวกของแห้งเช่น ถั่วคั่ว หรือพวกอินทผาลัมที่ตลาดแห่งนี้ แนะนำว่าให้ชิมก่อน บางร้านเก่า กินแล้วมีกลิ่นหืน เก่า อย่างพวกถั่วลิสงคั่วเกลือ (อร่อยมากนะที่นี่ แนะนำว่าให้ซื้อชิม) ให้ซื้อกะพวกลุงๆ ที่เดินขายเป็นถุงเล็กๆ อย่าไปซื้อร้านที่วางแผงใหญ่ๆ เพราะพวกที่เดินขาย ถั่วจะมีความสดใหม่กว่าMENARA GARDEN

Botanical Garden แห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเมือง Marrakech ส่วนใหญ่เป็นสวนมะกวกมีต้นส้มแซมนิดๆ หน่อยๆ ตรงกลางเป็นบ่อเก็บน้ำขนาดกลาง ดูเผินๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่จุดเกร๋ มันอยู่ที่เทือกเขา atlas ที่เป็นฉากหลัง ตอนที่เราไป เราไปช่วงเช้าตรู่ มาคนมาเดิน วิ่งออกกำลังกายกันตอนเช้าอยู่บ้าน แต่ดูจากทางแสงแล้ว ถ้าคุณต้องการรูปสวยๆ เห็นภูเขาหิมะ atlas ที่เป็นฉากหลังชัดๆ เราว่าไปตอนเย็นพระอาทิตย์ตกจะดีกว่า BEN YOUSSEF MADRASA

ภาพจาก www.easyvoyage.co.uk

โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ที่คุณอาจจะเห็นมันคุ้นๆ เพราะคนชอบเอามันไปเป็น Background ของหลายๆ อย่าง อันนี้เราแพลนไว้ แต่พอไปถึงมันปิด renovation อยู่จ้า จากการสอบถามคือปิด renovate 2 ปี (2019-2020) จุดนี้ เราก้อแห้วไปตามระเบียบ EAT & SLEEP

Le Méridien N’Fis

เราเลือกพักที่นี่เพราะแลกห้องมาฟรี 5555 เอ้ย ไม่ใช่ๆ เพราะ Location เค้าดี มีที่จอดในโรงแรมฟรี ข้ามถนนไปตรงข้ามเป็น Mall และ carrefour สามารถซื้อเสบียง พวกน้ำ ขนม ผลไม้ ติดรถไว้ได้สบายๆ

Le Petit Thai

เป็นร้านอาหารไทยในเมือง Marrakech เจ้าของร้านคือคุณมนัส มีดีกรีเป็นถึง chef ของท่านฑูตไทยในโมร็อคโคคนก่อน ก่อนที่คุณมนัสจะตัดสินใจตั้งรกรากเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่เมือง Marrakech เลย ดังนั้นรสชาติไม่ต้องพูดถึง เราสั่งกระเพราไก่ไข่ดาวราดข้าว พร้อมกับส้มตำไปเบาๆ อร่อยแซ่บ ถูกปากเหมือนอยู่ไทย ราคาสบายกระเป๋า สบายท้องก่อนเข้าทะเลทรายไปอีกมื้อ ใครสนใจขอข้อมูลที่โมร็อคโค จัดทัวร์ หรือเช่ารถ ติดต่อคุณมนัสได้ตลอด นางยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 👍

MANDARIN ORANGES IN THE STREETS OF THE MARRAKECH MEDINA

ตามหัวมุมถนนหรือซอยต่างๆ ใน Marrakech คุณจะพบกับหาบเร่แผงลอยขายของอยู่ทั่วไป โดยผลผลิตส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกขนมปัง Home cooked ของแห้ง และที่มีอยู่เยอะเช่นกันก็คือพวกผลไม้สด ซึ่งช่วงที่เราไปจัดเป็นช่วงฤดูหนาว (December – March) เป็นหน้าส้มแมนดารินพอดี

ส้มแมนดารินเป็นส้มที่ผิวไม่หนา ทำให้มันไม่ทนต่อความหนาว จึงสามารถเติบโตได้ดีในที่ที่มีบรรยากาศแนว Tropicana นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เมือง Marrakech เหมาะสมกับการปลูกส้มแมนดารินอย่างมาก รสชาติของส้มที่นี่จะออกเปรี้ยวอมหวานหน่อยๆ กินแล้วสดชื่นมาก Road trip เราก็ตุนส้มไว้ในรถตลอดการเดินทาง นอกจากกินแล้วชุ่มชื่นคอ ยังทำให้เราได้รับวิตามินซีตลอดการเดินทาง ไม่ป่วยเลย … (มาป่วยเอาตอนขึ้นเครื่องกลับนี่แหละ แย่จริง )

โมรอคโค เสน่ห์แห่งโลกตะวันออกกลางบนดินแดนแอฟริกา

โมรอคโค” ประเทศทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ติดต่อทั้งชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชายแดนทางตอนใต้ติดกับทางตะวันตกของทะเลทรายซาฮาร่า ทางตะวันออกติดกับแอลจีเรียและอาณานิคมเล็ก ๆ ของชาวสเปนนิชแอฟริกันซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ด้วยระยะทางที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศทางยุโรปมากนัก โมรอคโคมีทุกสิ่งที่จะทำให้เหล่านักท่องเที่ยวหลงรักในสีสัน กลิ่นอายและเสียงเพรียกแห่งโลกตะวันออกกลางบนดินแดนแอฟริกาแห่งนี้ ตลาดกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยผู้คนและร้านค้าขายเครื่องเทศ มัสยิดที่แสนงดงาม เมืองเรียบชายหาดสีขาวและใจกลางเมืองที่ยังคงความดั้งเดิมในแบบสมัยยุคกลาง และด้วยทัศนีย์ภาพที่หลากหลายของประเทศตั้งแต่ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนถึงทัศนีย์ภาพของทะเลทรายซาฮาร่าที่กว้างไกลสุกลูกหูลูกตา เป็นที่แน่ชัดว่าทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนโมรอคโคจะไม่มีทางรู้สึกเบื่อประเทศที่งดงามแห่งนี้อย่างแน่นอน

การเดินทางท่องเที่ยวโมรอคโคหากเริ่มจากเมืองคาซาบลังกา (Casablanca) จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมัสยิด Hassan II Mosque มัสยิดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากมัสยิดแห่งเมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย โดยทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวมักจะใช้เวลาในการท่องเที่ยวเมืองแห่งนี้ไม่นาน แต่เพียงการได้ชมสถาปัตยกรรมการตกแต่งบ้านเมืองของที่นี่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการมาเยือนแล้ว

เมื่อออกจากเมืองคาซาบลังกาแล้วสามารถมุ่งหน้าไปที่เมืองมาราเกช ซึ่งเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “นครสีชมพู” เนื่องจากเมืองนี้มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยสีของตึกรามบ้านช่องตั้งแต่อดีต สร้างความประทับตราตึงใจให้แก่ผู้พบเห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาในเมือง สถานที่น่าสนใจในเมืองนี้คือตลาดกลางแจ้งที่คึกคักไปด้วยผู้คน ประตูและกำแพงเมืองเก่าแก่ หลุมฝังศพ Saadian ซากปรักหักพังของปราสาท El Badi และมัสยิด Koutoubia และหอสูงประจำสุเหร่าที่มีอายุเก่าแก่กว่า 12 ศตวรรษ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินไม่ควรลืมเดินทางไปแวะย่าน Jamaa el-Fnaa จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา เป็นแหล่งรวบรวมร้านขายอาหารและพื้นที่แสดงความสามารถอันหลากหลายของชาวมาราเกช

หนึ่งสถานที่ที่พลาดไม่ได้เลยคือ Aït Benhaddou เมืองป้อมปราการเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางคาราวานระหว่างทะเลทรายซาฮาร่าและเมืองมาราเกช ปัจจุบันเมืองแห่งนี้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยของคนท้องถิ่นบางส่วนและพ่อค้าที่ขายสินค้าหลากหลายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ลักษณะของตัวบ้านเรือนทำจากดินเหนียวสีแดงทั้งหลัง นับว่าเป็นต้นแบบที่ล้ำค่าของสถาปัตยกรรมการสร้างบ้านด้วยดินเหนียวสไตล์โมรอคโค

อีกเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเมืองเฟส อดีตเมืองหลวงที่ยังคงความงดงามจากอดีตจวบจนปัจจุบัน เสน่ห์ของเมืองคือถนนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคกลางที่มีเส้นทางคดเคี้ยวคล้ายกับเขาวงกต ประตูเมือง และมหาวิทยาลัยโบราณ University of Al-Karaouine และ Bou Inania Madrasa นอกจากนี้ไม่ควรพลาดแวะชมกรรมวิธีการฟอกเครื่องหนังแบบดั้งเดิมที่โรงงาน Chouara Tannery โรงงานย้อมฟอกหนังที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเมือง ตั้งอยู่ที่ Blida street Fez Medina และเนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ท่ามกลางถนนที่ค่อนข้างแคบ การเดินทางไปที่แห่งนี้จึงสามารถเดินทางไปได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น

เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้ชีวิตก่อนจบทริปการท่องเที่ยวในโมรอคโค ไม่ควรพลาดแวะรับลมทะเลที่เมืองอซิลาห์ หรือเอสเซาอิร่า นอกจากนี้ยังมีนครสีฟ้า “เชฟชาอูน” ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฟส และภูเขาแอตลาสให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปสำรวจอีกด้วย

What to buy: ของฝากและของที่ระลึกที่ประเทศทางทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลางมีขายโดยทั่วไปซึ่งก็คือผลอินทผลัม พรหม เครื่องเซรามิกและเครื่องหนัง ส่วนสินค้าที่หาซื้อได้เฉพาะในโมรอคโคได้แก่ทาจีน เครื่องปั้นดินเผาที่ผ่านการเคลือบอย่างดีสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในครัวเรือน

How to go: สำหรับการเดินทางไปที่โมรอคโคสามารถใช้บริการเดินทางจากสายการบิน Turkish Airlines หรือ Emirates ก็ได้ ซึ่งการเข้าประทศในแต่ละครั้งนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าเข้าประเทศ 17 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 740 บาท

7 สถานที่ห้ามพลาดหากได้ไปโมรอคโค

โมรอคโค น่ารักโค-ตร เรื่องจริงไม่ได้โม้ จากหนังคลาสสิค Casablanca, Lawrence of Arabia ถึง Gladiator โมรอคโคคือประเทศที่ซุปตาร์เซเลป ร๊อคสตาร์หรือฮอลลีวูดมักจะโดนเวตมนต์ให้ต้องไปเยือนเสมอ ประเทศนีมีความน่าอัศจรรย์อยู่ไม่น้อย มีแหล่งมรดกโลกมากมาย แล้วยังมีทะเลทรายซาฮาร่าที่ทุกคนคุ้นชื่อกัน มาสำรวจที่เที่ยวไฮไลท์ห้ามพลาดของโมรอคโค จากนั้นมาดูว่าที่ไหนน่าเที่ยวกันมั้ง

นี่คือ 7 เมืองหลักของโมรอคโคที่ทัวร์ควรจะต้องพาไป

มาราเกช โมรอคโค

1. มาราเกช (Marakesh)

เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาสที่ความโด่งดังแซงหน้าคาซาบลังกาอันเป็นเมืองท่า และราบัทอันเป็นเมืองหลวง ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิดช่วง ศ.ต.ที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้  

ไฮไลท์ของเมืองนี้คือจัตุรัสกลางเมือง Djemaa Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน ดูเผินๆ คิดว่าตลาดสวนรถไฟ แต่นี่แหละคือชีวิตชีวาของที่นี่

เฟซ โมรอคโค

2. เฟส (Fez/Fes)

เมืองมรดกโลกที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าในศตวรรษที่ 8 เดินในเขตเมืองเก่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต สถานที่เที่ยวเด่นๆ มีประตู Bab Bou Jeloud สุสานของมูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) สุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) แต่ที่เป็นไฮไลท์ขโมยซีนได้สำเร็จเหนือที่อื่นใดคือบ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณที่เป็นปั๊บก็รู้ว่าเป็นเมืองเฟสแน่นอน

ไอท์ เบนฮาดดู โมรอคโค

3. ไอท์ เบนฮาดดู (Ait Benhaddou)

เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในโมรอคโคภาคใต้ คือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมหินทรายซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia, Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้

คาซาบลังกา โมรอคโค เล็ทส์โก

4. คาซาบลังกา (Casablanca)

เมืองที่ต่อให้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหนในโลก ก็ต้องเคยได้ยินชื่อมาจากหนังฮอลลีวูดระดับคลาสสิคจากปี 1942 หรือเพลงป๊อปยอดนิยมจากปี 1982 เมืองท่าหลักที่เป็นจุดแตะลานบินของเที่ยวบินนานาชาติมีไฮไลท์ที่สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque) อันเป็นสุเหร่าใหญ่อันดับหนึ่งของโมรอคโค และใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากเมืองเมกกะ และเมดิน่าแห่งซาอุดิอาระเบีย สามารถจุคนภายในอาคารได้ 25,000 แต่หากรวมพื้นที่นอกอาคารแล้วสามารถรองรับได้ถึงแสน สุเหร่าที่บางส่วนสร้างยื่นลงไปบนทะเลนี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง 

เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 1993 จึงได้เปรียบด้านเทคโลโลยีคือหลังคาสามารถเลื่อนเพื่อปรับแสงตามความเหมาะสมของการใช้งานได้

ราบัต โมรอคโค เล็ทส์โก

5. ราบัต (Rabat)

เป็นเมืองหลวงทั้งที ไหนจะยอมน้อยหน้า ป้อมไอดูยะ (Kasbah of the Udayas) ป้อมอายุเกือบพันปี เป็นที่ตั้งของสวนอันดาลูเซีย (Andalucia Gardens) ที่ชื่อก็บอกว่าเป็นแบบสเปน ก็ประเทศเขาอยู่ตรงข้ามกันมีทะเลกั้นเท่านั้น จากมุมด้านนอกนี้แฟนหนังฮอลลีวูดอาจจะจำได้ เพราะทอม ครู๊ซเคยขี่มอเตอร์ไซค์ในฉากแอคชั่นไล่ล่าในภาคหนึ่งของ Mission Impossible ที่เที่ยวอื่นมีสุเหร่าหลวง พระราชวังหลวง และสุเหร่าฮัสซัน

เชฟชาอูน โมรอคโค เล็ทส์โก

6. เชฟชาอูน (Chefchaouen)

เมืองสีน้ำเงินทุกบ้านบนเนินเขา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดเก็บภาพความประทับใจ เมืองเชฟชาอูนเป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโมร็อกโค ตั้งอยู่ ในเทือกเขา RIF โดยเมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1471 เป็นป้อมปราการขนาดเล็ก ซึ่งยังคงอยู่ มาจนถึงทุกวันนี้ โดย เบนอาลี ซา เบน ต่อสู้กับการรุกรานของชาวโปรตุเกส ใน ปี 1920 เมืองนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปน ณ ปัจจุบันเมืองนี้มีประชากรประมาณ 40,000 คน ก็ยังคงใช้ภาษาสเปนกันอย่างแพร่หลาย เมื่อในปี 1956 เมืองนี้ได้กลับสู่การปกครองของโมรอคโคจากความช่วยเหลือของฝรั่งเศล อิสระเก็บภาพแห่งความประทับใจเดินชมเมืองเล็กๆ และมีร้านค้าขายสินค้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้

เมกเนส โวลูบิลิส โมรอคโค เล็ทส์โก

7. เมกเนส (Meknes)

หนึ่งในเมืองมรดกโลกรับรองโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ.1996 อดีตเมืองหลวงในสมัยสุลต่าน มูเล อิสมาอิแห่งราชวงศอ์ะลาวทิ (Alawite Dynasty) ได้ชื่อเป็นกษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามในช่วงศตวรรษที่ 17 มีกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู แต่ไฮไลท์ที่อาศัยเมืองนี้เป็นจุดแวะตั้งหลักคือเมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่เห็นแบบนี้อาจคิดว่าเป็นปอมเปอี ของประเทศอิตาลี นั่นแสดงว่าอาณาจักรโรมันขยายอาณาเขตไปไกลขนาดไหน ปัจจุบันที่นี่เหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต อดีตเมืองโบราณแห่งจักรวรรดิโรมันนี้มีความสำคัญในยุคศตวรรษที่ 3 และล่มสลายถูกปล่อยเป็นเมืองร้างในศตวรรษที่ 11 โวลูบิลิสได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1997

ทะเลทรายซาฮาร่า โมรอคโค เล็ทส์โก

ทะเลทรายซาฮาร่า (Sahara)

ที่นี่ไม่ใช่เมือง แต่เป็นทะเลทรายที่…พระเจ้า…ชื่อนี้คุ้นตั้งแต่จำความได้! เป็นทั้งชื่อหนังและเป็นแรงบันดาลใจของหนังดังหลายเรื่อง ทะเลทรายแห่งนี้ี่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าอเมริกาทั้งประเทศ) กินพื้นที่เกือบแถบบนทั้งหมดของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี

แม้ทะเลทรายแห่งนี้จะครอบคลุมหลายประเทศ แต่ที่ไปง่ายและเป็นที่นิยมด้านท่องเที่ยวที่สุดก็หนีไม่พ้นที่โมรอคโคและอียิปต์

ประเพณีของโมร็อกโกในสวนมัวร์

สำหรับประเทศโมร็อกโก ประเทศที่มีวัฒนธรรมมายาวนาน ประเทศที่สวยงามทางฝั่งทวีปแอฟริกาแต่มีอากาศคล้ายประเทศยุโรป เนื่องจากอยู่ใก้ลประเทศสเปน วันนี้เรามีประเพณีของโมร็อกโกที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

สวนมีความสำคัญอย่างมากในโมร็อกโกเช่นเดียวกับที่อื่น ๆ ในโลกมุสลิม เป็นสวรรค์ของโลกที่อธิบายไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานพวกเขาเป็นสถานที่พักผ่อนและสะท้อน แต่ยังสวรรค์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกับพื้นโลกซึ่งมนุษย์อาจพบกับพระเจ้า

ความคิดของสวนมัวร์

ในโมร็อกโกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อื่นเช่นมาราเคชซึ่งตั้งอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างทะเลทรายกับหว่านคุณจะเข้าใจอุทธรณ์ของสวนมัวร์ได้ง่าย สวนมัวร์มักจะมีต้นไม้สีส้มดอกไม้และน้ำคุณลักษณะทั้งหมดเพื่อให้ความสงบร่มเงาน้ำหอมความงามและความสุข เสียงของน้ำพุเพิ่มความเงียบสงบและความหรูหรา แต่ยังให้น้ำสำหรับส่วนที่เหลือของสวน มาร์ราคิชและเทือกเขาทางตอนเหนือของเทือกเขาแอตแลนต้ามีสวนที่สวยงามมากมายหลายแห่งซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไป

Agdal

Agdalเป็นคำอธิบายของ Amazigh (Berber) สำหรับทั้งสวนที่ปิดสนิทและทุ่งเลี้ยงสัตว์ขึ้นไปบนภูเขา Agdal เป็นดินแดนที่กินหญ้าเป็นสิ่งสำคัญต่อฝูงและเนื่องจากความอยู่รอดของพวกเขาขึ้นอยู่กับมันเผ่ามักจะเคารพและมองตามหลังที่ดินเหล่านี้ Agdal แห่งมาร์ราคิชมีพื้นที่กระจายอยู่กว่า 500 เฮกตาร์ซึ่งมีขนาดเท่ากับ Medina ทั้งหมด สวนสาธารณะ Almohads ในปีพ. ศ. 1156 โดย Marrakech Agdal ตั้งอยู่รอบ ๆ Sahraj el Hana (สระว่ายน้ำเพื่อสุขภาพ) สระว่ายน้ำที่น่าอับอายหลังจากที่สุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 4 จมน้ำตายในขณะที่พายเรือกับลูกชายของเขา ตอนนี้ล้อมรอบไปด้วยสวนผลไม้ปาล์มและศาลาประดับมากมาย นั่งอยู่นอกพระราชวังเปิดให้ประชาชนทั่วไป แต่ปิดในวันหยุดสุดสัปดาห์ถ้าพระมหากษัตริย์อยู่ในถิ่นที่อยู่

สวนเมืองปิด

คำ ‘ริยาจหมายถึงบ้านที่มีสวนล้อมรอบบางสิ่งบางอย่างที่จิตรกรชาวตะวันออกของฝรั่งเศส Jacques Majorelle เข้าใจเมื่อเขาปลูกสวนของเขาในพื้นที่Guélizของ Marrakech ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ต้นกระบองเพชรที่สะสมมาจากทั่วโลกปาล์มอันงดงามป่าละเมาะและป่าไม้ไผ่อันยอดเยี่ยมล้อมรอบสตูดิโอเฮาส์สีเขียวสดใสของต้นไม้สะท้อนอยู่ในสระว่ายน้ำที่เรียวยาวมากมายและตั้งอยู่บนพื้นสีฟ้าโคบอลต์บนหม้อและผนัง ร้าน Yves Saint Laurent และ Pierre Bergéซึ่งอาศัยอยู่ติดกับ Jardin Majorelle & Museum (Avenue Yaqoub el Mansour) ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเมือง

Arsat

Arsat เป็นสวนผลไม้ที่ปลูกผักในที่ร่มของมะนาวมะเดื่อมะตูมต้นทับทิมและผลไม้อื่น ๆ ซึ่งจะมีการเฉดตามวันฝ่ามือ แม้ว่าจะเรียกตัวเองว่า a Jnane (สวนสวรรค์) สวนของเกสเฮ้าส์ Jnane Tamsna เป็นส่วนใหญ่ชอบ Arsat. ซึ่งตั้งขึ้นโดยนักธรณีวิทยาชื่อ Ethno-botanist Gary Martin สวน Tamsna ประกอบด้วยต้นส้มทับทิมและโรสแมรี่และผลิตผักอินทรีย์ที่ใช้ในครัวของเกสเฮ้าส์ Jnane Tamsna ยังจัดอบรมเชิงปฏิบัติการทำสวนและส่งเสริมการใช้สมุนไพรในยาและเครื่องสำอางค์สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ผู้เข้าชมอาจจองอาหารกลางวันหากไม่ได้พักที่บ้าน

สวนอะโรมาติก

สมุนไพรและเครื่องเทศยังคงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพในโมร็อกโกและมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจสปาหรูที่ค่อนข้างใหม่ แม้ว่าสมุนไพรในภูมิภาคนี้จะไปเก็บพืชและเมล็ดพันธุ์ป่าในเทือกเขา Atlas แล้วก็ตามและขายพวกเขาใน Marche des Epices ในมาร์ราคิช – หลายผลิตภัณฑ์ได้รับการปลูกในสวนตลาดเช่น Jardins Bioaromatiques de l’Ourika (Nectarôme ) ขึ้นในหุบเขา Ourika หุบเขา Ourika Valley ขับรถไม่ไกลจากมาร์ราคิช Nectarome Garden (www.nectarome.com) เป็นแหล่งผลิตน้ำมันหอมระเหยและพืชสมุนไพรกว่า 50 ชนิดรวมทั้งน้ำมันหอมระเหยที่หลากหลาย มีการเยี่ยมชมและการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการใช้พืชอย่างละเอียด

เลาะป้อมกำแพงปืนที่เมืองเอสเซาอิร่า

สำหรับแฟนๆที่ชอบเที่ยว คงต้องมีประเทศโมร็อกโกอยู่ในใจแน่ๆ และวันนี้สถานที่เที่ยวในโมร็อกโกที่เราอยากแนะนำก็คือเมือง เอสเซาอิร่า นั่นเองงงง เอสเซาอิร่าเป็นเมืองยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยยยยย

โมร็อกโก อีกหนึ่งประเทศน่าเที่ยวที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

     เอสเซาอิร่า (Essaouira) หรือในอดีตชื่อว่าเมืองโมกาดอร์ เป็นเมืองชายฝั่งของประเทศโมร็อกโกที่ขึ้นชื่อในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว เมืองที่ล้อมรอบรอบไปด้วยกำแพงและป้อมปราการอันงดงาม ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในช่วงในยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18

     โดยผังเมืองถูกก่อสร้างขึ้นตามหลักการของสถาปัตยกรรมการทหารของยุโรป เป็นเมืองที่มีท่าเรือพาณิชย์ระหว่างประเทศที่ สำคัญตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยเป็นจุดเชื่อมโมร็อกโกและเมืองตอนในของทะเลทรายซะฮารากับยุโรปและส่วน อื่น ๆ ของโลก ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่มีทั้งบริเวณที่ติดกับชายหาดและทะเลทราย

     สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองเอสเซาอิร่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำให้ไปเยือนคือ การไปชม กำแพงป้อมปราการริมทะเล หรือที่รู้จักกันว่า กำแพงทะเล เป็นกำแพงที่ทอดยาวไปตามชายหาดและท้องทะเลอันงดงามของเมืองเอสเซาอิร่า ชมปืนใหญ่ดัตช์โบราณที่ตั้งเรียงรายยาวไปตามแนวหาด นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมอยู่เสมอ

     จากนั้นเดินทางไปชมความงดงามของ หาดเอสเซาอิร่า (Essaouira Beaches) ชายหาดที่มีชื่อเสียงของเมืองเอสเซาอิร่า ซึ่งปัจจุบันชายหาดแห่งนี้ได้เป็นเสมือนสวนสาธารณะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้ว ณ หาดแห่งนี้ยังเป็นที่นิยมของบรรดานักโต้คลื่น รวมไปถึงคนที่ชอบอาบแดดอีกด้วย

     หลังจากที่ชมทะเลจนตัวดำแล้ว เราอยากแนะนำให้คุณไปสัมผัสความเป็นอดีตของเมือง ณ ย่านเมดินา หรือ ย่านเมืองเก่าของเมือง ซึ่งปัจจุบันได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกไปในปี 2001

     ปัจจุบันย่านเมดินาได้กลายเป็นย่านธรุกิจที่สำคัญของเมืองไปแล้ว และเดินทอดน่องไปตามถนนอันคับแคบในย่านเมดินาส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแหล่งของงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานไม้และงานแกะสลัก นอกจากนี้แล้วในเมืองเอสเซาอิร่า ยังมีบริการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ขี่อูฐเที่ยวชมชายหาดและทะเลทรายอีกด้วย

Aït Benhaddou โลเคชั่นถ่ายทำหนังและซีรี่ส์ชื่อดังแห่งโมรอคโค

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังของประเทศโมรอคโค มีชื่อเสียงจากการที่ได้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และโลเคชั่นหนังดังและซีรี่ส์สุดฮิตหลายๆเรื่อง

ที่นี่มีป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในตอนใต้ของโมร็อกโกก็คือ ป้อมไอท์เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมหินทรายที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์

และยังมีปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ดังๆ อย่าง Lawrence of Arabia, Jesus of Nazareth, Gladiator

รวมถึงซีรี่ส์แห่งยุคอย่าง Game of Thrones และที่นี่ยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกของยูเนสโกอีกด้วย !

เป็นอีกที่เที่ยวของโมร็อคโกที่ให้บรรยากาศแบบ ป้อมปราการสีอิฐๆ แทรกด้วยต้นไม้สีเขียวหน่อยๆ ก็เป็นซีนที่สวยแปลกตาไปอีกแบบนะ ต้องลองมาเที่ยวโมร็อคโคดูสักครั้ง !

3 เมือง unseen ที่ต้อง Go เที่ยวโมรอคโคดีกว่า !

วันนี้เราจะพาไปชมประเทศโมร็อคโค กับ 3 เมือง unseen ที่ต้อง Go เที่ยวโมรอคโคดีกว่า !

1.เที่ยวโมรอคโค Merzouga กับทะเลทรายซาฮาร่า

มาเยือนทวีปแอฟริกาทั้งที จะไม่พูดถึงทะเลทรายขนาดมหึมาอย่างซาฮาร่าก็กระไรอยู่ ทะเลทรายซาฮาร่าเป็นทะเลทรายมีขนาดใหญ่สุดเป็นอันดับสามของโลก แหม่ทะเลทรายฮอตฮิตทั้งหลายต้องหลบให้พี่เค้าละ ลืมไปได้เลยกับการไปถ่ายรูปกิ๊กๆก๊อกๆในทะเลทรายประเทศเพื่อนบ้าน พี่ซาฮาร่าเค้าน่ะของจริง งามงดยิ่งใหญ่เหลืองทองอร่ามมาก

การไปเยือนก็ง่ายแสนง่าย แค่นั่งรถไปเมือง Merzouga  แล้วขี่น้องอูฐดุ่ยๆมุ่งหน้าเดินเข้าไปในทะเลทรายไกลสุดลูกหูลูกตา หยิบ sandboard มาเหยียบลื่นสไลด์ไปตามเนินทรายเก๋ๆ จัดเต็มกับท่าโพสท์เล่นกับทรายตามสไตล์และความครีเอทของตัวเองกันให้หนำใจ ตกเย็นก็ตั้งกล้องถ่ายแสงสีส้มทอดลงบนทรายสีทอง แล้วนอนค้างกันซักคืนในเต้นท์แบบดั้งเดิมของชาว Berber (ชาวพื้นเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทราย) เอนหลังลงบนทรายอันแสนนุ่มชื่นชมดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอันโรแมนติก เอิ่ม แต่อาจจะไม่ค่อยโรแมนติกมากเท่าไหร่ เพราะทะเลทรายอะนะ ก็แห้งแล้ง มีแต่ทรายเหนอะหนะ น้ำมีจำกัด ต้องใช้ชีวิตขัดทุกหลักการของความสะอาด เนื้อตัวก็จะเขรอะๆมอมๆหน่อย แฮร่!

2.เที่ยวโมรอคโค Fez กับบ่อสี

เมืองหลวงแห่งศิลปะและงานแฮนด์เมดจากหนังสัตว์ต้องยกให้ Fez เค้าเลย สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังไฮเอนของยุโรปต่างก็ใช้หนังคุณภาพดีจากที่นี่กันทั้งนั้น เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องการฟอกและย้อมสีหนัง ตั้งแต่ต้นกระบวนการลอกเอาหนังออกจากวัว แกะและผองเพื่อน กำจัดขนออกจากหนัง และแช่หนังด้วยน้ำผสมอึนกพิราบและฉี่วัวให้มันนุ่มและกัดสี ถ้านึกภาพตาม ก็พอจะได้กลิ่นเลยมั้ยว่าทั้งเมืองบรรยากาศจะเป็นยังไง ใช่ฮะ ก็จะมีกลิ่นอึนกพิราบ ฉี่วัว ปะปนด้วยกลิ่นเนื้อสดแบบร้านขายเนื้อในตลาด ออร์แกนิคสุดๆ เอาที่สบายใจเลยละกัน

จุดไฮไลท์ที่ต้องแวะไปชมให้ได้ คือ บ่อหลุมที่ใช้สำหรับผสมเพื่อย้อมหรือฟอกสีหนัง (Tannery) บ่อพวกนี้มีมากมายหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง แต่จะได้ป๊ะบ่อที่มันมีสีสันกุ๊กกิ๊กมั้ยนั้นต้องขึ้นอยู่กับดวงละ ว่าไปจังหวะที่เค้ากำลังจะย้อมสีมั้ย ไม่งั้นก็จะเห็นแต่บ่อเปลือยๆดิบๆแทน อ้อ อีกหนึ่งความดีงามของเมือง Fez คือ ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายแหล่จากหนังสัตว์นั้นราคาสบายกระเป๋าได้อีกครับ เพราะของราคาถูกมากก (ราคากระเป๋าหนังไม่ต่างกับกระเป๋าผ้าอะเห้ย!) และไม่ต้องห่วงว่าจะหนังจริงหนังปลอม แหม่ กลิ่นหลังร้านตลบอบอวนซะขนาดนี้

3.เที่ยวโมรอคโค Chefchaouen กับเมืองสีฟ้า

ยืนยันได้เลยว่านี่เป็นเมืองเดียวในโลกที่เป็นสีฟ้าทั้งเมือง! ย้ำว่าทั้งเมือง ไม่ใช่แค่ย่านเพียงไม่กี่ถนนกะโหลกกะลา แต่มันคือทั้งเมืองบนเขา ว่ากันว่าเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโมรอคโคแห่งนี้ มีสีฟ้าเพราะผู้อพยพชาวมัวร์และชาวยิวสร้างเมืองนี้ โดยทาสีฟ้า-น้ำเงิน อันเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า ท้องฟ้าและทะเล (แถมช่วยไล่ยุงได้อีกนะเออ ฉลาดไปอีก!) ทั้งผนังบ้าน พิ้นถนน บันได แทบจะทุกอย่างเป็นสีฟ้าน้ำเงินหมดเลย คู่ควรมากกับการมาเดินเล่นชิลๆ ถ่ายรูปสวยๆ แนะนำให้ ปีนเขาข้างๆเมืองขึ้นไปเพื่อชมวิวเมืองแบบเต็มๆตา พร้อมฟังเสียงระฆังกังวาลเมื่อถึงเวลาละหมาด และเมืองนี้ก็เป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่สายช้อปของแฮนด์เมดกุ๊กกิ๊กจะต้องหมดตัวอย่างแน่นอน มีทั้งร้านขายสบู่ออร์แกนิคดีไซน์ชิคๆ ร้านขายเครื่องหอมร้อยกลิ่น และร้านขายของเก่าโบราณน่าสะสม หรืออยากจะลองเพ้นท์เฮนน่าเพิ่มดีกรีความอาหรับในตัวก็แซ่บไม่เบา

ความยากคือ เมืองเล็กๆนี้อาจจะเดินทางไกลหน่อยจากเมืองอื่นๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่ามากจริง เพราะความสบายตาของสีฟ้า ความสะอาดของเมือง และความน่ารักของผู้คน ทำให้ฟินสุดๆกับการพักผ่อนหย่อนใจสักสองสามคืนที่นี่

เมืองน่าเที่ยวแห่งโมร็อคโค

สีสันความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้ “โมร็อคโค” (kingdom of Morroco) ดินแดนสุดขอบทวีปแอฟริกาตะวันตก ที่ห่างจากยุโรปเพียง 14 กิโลเมตร ด้วยช่องแคบยิบรอลต้า กลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ยังทำให้เมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของชาวแขกมัวร์ และชนพื้นเมืองชาวแอฟริกัน เบอร์เบอร์ ที่มีรูปแบบวัฒนธรรมผสผสานกับตะวันตกแห่งนี้เป็นที่ไฝ่ฝันของนักเดินทางทั่วโลก

ประเทศโมร็อคโคตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของทวีปแอฟริกา มีชายฝั่งทางตะวันตกทอดยาวไปตามขอบมหาสมุทรแปซิฟิก ทางเหนือคือทะเลเมดิเตอรเรเนียน ทางตะวันตกเป็นประเทศอัลจีเรีย และทางใต้ติดกับประเทศเวสต์ซาฮาร่า
เนื่องจากโมร็อคโคเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศสระหว่างปี 1912-1956 และในช่วงก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 1860 ดินแดนแห่งนี้ตกอยู่ในความครอบครองของสเปน ดังนั้น สถาปัตยกรรมของโมร็อคโคจึงได้รับอิทธิพลทั้งจากสเปนและฝรั่งเศส รวมถึงภาษาพูดที่มี 2 ภาษา คือ ภาษาอารบิกและภาษาฝรั่งเศส

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโมร็อคโค มักมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองเก่าที่มีทัศนียภาพงดงาม อาทิ เมืองมาราเคช ทางตอนกลางของประเทศ เมืองนี้ไม่ติดทะเล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เมืองเก่าที่เรียกว่า Medina ซึ่งตึกทุกตึกจะมีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น และส่วนเมืองใหม่ ซึ่งจะสร้างเป็นตึกสูงตามแบบสมัยใหม่  ตึกทุกตึกในมาราเคชจะมีสีส้ม เนื่องจาก บ้านชาวพื้นเมืองแต่ดั้งเดิมสร้างจากดินสีแดงและคำว่า “มาราเคช” เองก็มีความหมายว่า “สีแดง” ดังนั้น ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ตึกสี่เหลี่ยมสีส้ม

อีกเมืองหนึ่งคือ คาซาบลังกา (CASABLANCA) ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจด้วยสีสันความงดงามของสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่อง “คาซาบลังกา” และ “ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย”  ทำให้ศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกนิยมเดินทางมายังโมร็อคโค
สถานที่สำคัญของเมืองนี้ได้แก่ สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 พระเจ้าอยู่หัวพระองคืก่อนของโมร็อคโค เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่มากเป็นรองเพียงที่เมกกะเท่านั้น และมีหอคอยสูงถึง 210 เมตร ภายในสามารถรองรับได้ถึง 25,000 คน สร้างขึ้นบนทะเลที่ถูกถมออกไป สามารถชมวิวสวยริมฝั่งทะเลได้จากจุดนี้ ไม่ไกลกันนักมีเมืองน่ารักอีกแห่งริมทะเล แอตแนติกนั่นคือ เมืองราบัต (Rabat) อดีตเป็นเมืองหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดสวยงาม และเป็นที่หมายตาของนักท่องเที่ยว

อีกเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เมืองเมคเนส (Meknes) เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงในสมัยสุลต่านมูเล อิสมาอิล แห่งราชวงศ์อะลาวิท กษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามในศตวรรษที่ 17
ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมคเนส จึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ มีกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่มีความยาวประมาณ 40 กิโลเมตร และมีกำแพงใหญ่โตถึง 7 ประตู มาถึงเมืองนี้ควรหาโอกาสไปถ่ายรูปกับประตูบับ มานซูร์ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด มีความสูง 16 เมตรกว้าง 8 เมตร ตกแต่งด้วยโมเสค และกระเบื้องสีเขียวบนผนังสีแสด และแวะชม สุสานมูเล อิสมาอิล ภายในกำแพง

เที่ยวโมรอคโค เทือกเขาแอตลาส (High Atlas)

แอตลาสเป็นเทือกเขาที่ยาวตั้งแต่ชายฝั่งโมร็อกโกไปทางประเทศแอลจีเรีย บางส่วนของเทือกเขานี้เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติตูบคาล (Toubkal National Park) ซึ่งเป็นที่ตั้งของตูบคาล ยอดเขาสูงที่สุดของประเทศ (4,160 เมตร) เทือกเขาแอตลาสซึ่งสูงที่สุดในทวีปแอฟริกเหนือนี้มีกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ให้ทำมากมายตลอดทั้งปี ตั้งแต่กีฬาในฤดูหนาวไปจนถึงการเดินป่าในฤดูร้อน ส่วนใครที่ต้องการปีนขึ้นไปยังยอดเขาตูบคาลสามารถเริ่มต้นจากหมู่บ้านอิมลิล (Imlil) ได้ สำหรับสถานที่น่าสนใจในบริเวณนี้จะเป็นทอดราจอร์จ (Todra Gorge) โกรกธารที่มีโขดผาสูงตลอดสองฝั่ง ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำทอดรา (Todra River) กับแม่น้ำเดดส์ (Dades River) ที่อยู่ใกล้เคียง และใกล้กับเทือกเขาแอตลาสเป็นที่ตั้งของ ไอท์ เบน ฮาดดู (Aït Benhaddou) เมืองที่สร้างขึ้นจากอิฐดินซึ่งปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ ลอเรนซ์แห่งอาราเบีย (Lawrence of Arabia) และ กลาดิเอเตอร์ นักรบผู้กล้าผ่าแผ่นดินทรราช (Gladiator) เป็นต้น