Blog

2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa

โรงแรมโรแมนติกที่ใช่ในมาร์ราคิชไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ยินดีต้อนรับสู่ 2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa ตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวเช่นคุณ

2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa

2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa ตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของมาร์ราคิชหลายแห่ง เช่น สุเหร่ากูตูเบีย (0.4 กม.) และ Marrakech Train Station (0.8 กม.) ทำให้ที่พักแห่งนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักท่องเที่ยว

ห้องพักที่ 2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa มีทีวีจอแบน เครื่องปรับอากาศ และมินิบาร์และแขกจะไม่พลาดการเชื่อมต่อด้วยบริการ Wifi ฟรี

2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa

นอกจากนี้ แขกซึ่งเข้าพักที่ 2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa จะได้รับประโยชน์จากเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก สระว่ายน้ำบนดาดฟ้า และรูมเซอร์วิสคุณสามารถใช้บริการสระว่ายน้ำ และอาหารเช้าฟรีได้ขณะเข้าพักที่ 2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa หากคุณต้องการที่จอดรถ 2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa มีที่จอดรถฟรีพร้อมให้บริการ

นักท่องเที่ยวที่อยากทานกุ้งสามารถมุ่งไปที่ Le Grand Cafe De La Poste, L’Annexe หรือ Cafe Mama Afrika ได้เลย หรือหากคุณต้องการลองอาหารซีฟู้ดลองไปที่ Chez Mado, Da Rossana หรือ Snack Grand Atlas

หากคุณกำลังมองหากิจกรรมน่าสนใจ ลองดู Jardin Majorelle (1.5 กม.), เจมาอา เอล ฟนา (1.8 กม.) หรือ Le Jardin Secret (1.8 กม.) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว และสามารถเดินไปชมได้

2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa

สิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ให้บริการ

  • ที่จอดรถฟรี
  • อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (WiFi) ฟรี
  • สระว่ายน้ำ
  • อาหารเช้าฟรี
  • บริการรถรับ-ส่งสนามบิน
  • ศูนย์บริการธุรกิจพร้อมบริการอินเทอร์เน็ต
2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa

สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพัก

  • เครื่องปรับอากาศ
  • ระเบียงส่วนตัว
  • บริการรูมเซอร์วิส
  • ปลอดภัย
  • มินิบาร์
  • ทีวีจอแบน
2Ciels Luxury Boutique Hotel & Spa

ประเภทห้องพัก

  • ห้องพักปลอดบุหรี่
  • ห้องสวีท
  • ห้องสำหรับครอบครัว

เที่ยว ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab)

ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab)

ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab) โมร็อกโก แดนหรรษาบนแอฟริกาตอนเหนือ ที่เป็นย่านตากอากาศริมทะเลริมมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นถิ่นพำนักของผู้มีฐานะทางสังคม รวมทั้งนักแสดงดาราชื่อดังของฮอลลีวู้ดบางรายก็มีบ้านพักอยู่แถบนี้ด้วย นอกจากจะมีชายหาดสำหรับพักผ่อนแล้วยังมีภัตตาคารหรูหราหลายระดับตามความสามารถในการจ่าย สถานที่เล่นกีฬา สระว่ายน้ำคอร์ทเทนนิส สนามวอลเลย์บอล และแม้แต่ดีสโกเธคก็มีบริการ

เที่ยว ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab)
เที่ยว ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab)

ข้อมูลทั่วไปประเทศโมร็อกโก

ข้อมูลทั่วไปประเทศโมร็อกโก

เมืองหลวง: ราบัต
เมืองใหญ่สุด: กาซาบล็องกา
ภาษาราชการ: ภาษาอาหรับ
การปกครอง: ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
ประชากร
2548 (ประเมิน): 31,478,000 คน
สกุลเงิน: ดีร์แฮมโมร็อกโก (Moroccan Dirham หรือ MAD)
รหัสโทรศัพท์: 212

ข้อมูลทั่วไปประเทศโมร็อกโก

ภูมิอากาศ
ประเทศโมร็อกโก จะตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือจะติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกจะติดกับสาธารณรัฐแอลจีเรีย ทิศตะวันตกจะติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทิศใต้จะติดกับสาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงเป็นอันดับที่ 2 ของแอฟริกา ได้แก่ เทือกเขาแอตลาส และมีพื้นที่ครอบคลุม ทะเลทรายซาฮาราบางส่วน ลักษณะประเทศมีความหลากหลาย ภูมิอากาศทางตอนในของประเทศมีอากาศแห้งแล้งแบบทะเลทราย แต่บริเวณชายฝั่งทะเลมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน


ฤดูกาล

  • ฤดูหนาว (Winter) ในช่วงฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวเย็นและชื้น
  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) บรรยากาศจะรื่นรมย์และอบอุ่น ยอดเยี่ยมต่อการถ่ายภาพ อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 23-26 °C
  • ฤดูร้อน (Summer) จะเป็นช่วงร้อนสุดของโมร็อกโก อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 38 °C โดยเฉลี่ย
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) เป็นช่วงที่ฝนในฤดูหนาวยังไม่ได้มาถึง เหมาะแก่การมาว่ายน้ำในทะเลเล่นในช่วงนี้

เวลา
โมร็อกโก เวลาจะช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 7 ชั่วโมง


ระบบไฟฟ้า

โมร็อกโก ใช้ระบบไฟฟ้า 220-240 V, 50 Hz เหมือนประเทศไทย แต่ปลั๊กไฟจะเป็นแบบหัวกลม 2 ขาและ แบบมีหัวกลมคู่ กับคลิปสำหรับกราวด์ 1 ด้าน
*หากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าจากประเทศไทย จะไปใช้ที่นั่น ควรเตรียม Universal Adapter (หัวแปลงปลั๊กไฟ) ไปด้วย ก่อนออกเดินทาง

การสื่อสาร
ปัจจุบันมีช่องทางการติดต่อผู้อาศัยอยู่ที่ต่างประเทศได้หลายช่องทาง เช่น โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือ แอพพลิเคชั่นประเภทแชทในสมาทโฟน ที่สามารถ โทรคุย หรือ วีดีโอคอล หากันได้เลยแค่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต โดยไม่เสียค่าบริการใดๆ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่ฟูลไบร์ท)

การโทรศัพท์จากไทยไปโมร็อกโก
008หรือ009+212+รหัสเมือง+หมายเลขที่ต้องการ เช่น โทรไปที่ราบัต (รหัสเมือง 37) หมายเลข 37-12345678
คือ 008หรือ009-212-37-12345678 เป็นต้น
การโทรศัพท์จากโมร็อกโกมาไทย
00+66+รหัสเมือง+หมายเลขที่ต้องการ เช่น โทรมาที่กรุงเทพฯ (รหัสเมือง 02) หมายเลข 02-123-4567
ให้ตัด 0 ตัวแรกสุดของ รหัสเมืองออก ก่อนโทร คือ 00-66-2-123-4567 เป็นต้น

สกุลเงิน

ข้อมูลทั่วไปประเทศโมร็อกโก

ISO code: MAD
เหรียญที่ใช้บ่อย: 1, 5, 10 & 20 santimat, ½, 1, 2, 5 & 10 dirhams
ธนบัตรที่ใช้บ่อย: 20, 50, 100 & 200 dirhams

ห้างสรรพสินค้า MORROCO MALL

ห้างสรรพสินค้า Morroco Mall เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงและมีขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งของ Casablanca และยังคงเป็นห้างแห่งใหม่ที่มีการเปิดให้บริการมาไม่นานมีความสะอาดหรูหราสะดวกต่อการช้อปปิ้งเป็นอย่างมาก สามารถนั่งรถ taxi หรือ นั่ง tram จากตัวเมืองมายันสถานี Ain diab terminus เพื่อที่จะเดินชมวิวทะเลได้ ซึ่งจะมีชายหาดยาวประมาณ 3 กิโลเมตร โดยสภาพอากาศตอนกลางวันอาจจะมีแดดแรงไปหน่อยแต่ถ้าพูดถึงในยามช่วงเย็นๆ แล้วจะมีอากาศที่ร่มรื่นและมีลมพัดไปมาตลอดเวลาทำให้นักท่องเที่ยวไปเดินชมวิวได้อย่างเย็นสบาย จากการรีวิวนักท่องเที่ยวที่เคยไปกัน ว่ากันว่าห้างแห่งนี้มีร้านอาหารที่รสชาติดีอยู่หลายร้าน และมีร้านค้ามากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกจับจ่ายใช้สร้อยสินค้าตามที่ต้องการ ในส่วนของราคาอาหารก็ส่วนมากจะมีราคาย่อมเยา ซึ่งจะมีโซนอยู่ด้านใน นอกจากนี้ยังมีโซนที่อยู่ติดกับหน้าต่างที่เป็นกระจกสูง ทำให้ลูกค้าสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้อีกด้วย ว่ากันว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่ดีที่สุด เรียกได้ว่านักท่องเที่ยวสามารถพักทานอาหารหรือจะเดินเล่นซื้อของได้อย่างเพลิดเพลินหลายๆ ชั่วโมงก็ไม่น่าเบื่อ

Morocco Mall, Casablanca, Morocco – Geoplast

โกรกธารทอดดราแห่งเมืองโมร็อกโก

อีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะชมกันส่วนมากและว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวประทับใจมากที่สุดของการเดินทางไปเมืองโมร็อกโก เพราะที่นี่คือผาที่มีเส้นทางตามทางไปทะเลทรายซาฮาร่า ซึ่งจะต้องผ่านโกรกธาร (gorge) แห่งนี้เป็นระยะทางที่สั้นมากๆ อย่าง โกรกธาร เดดส์ จะมีลักษณะเป็นแม่น้ำเดดส์ไหลผ่านโขดหินต่างๆ จากที่สูงลงสู่ที่ราบต่ำ ทำให้ระแวกนั้นมีการเพาะปลูกต้นไม้ออกผล เช่น ต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์ ต้นวอลนัท ต้นฟิก ซึ่งสถานที่โดยรอบนั้นจะมีคัสบาห์ หรือที่เราเรียกกันว่า ป้อมปราการโบราณซึ่งจะมีให้เห็นตามแนวโกรกธารเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศ ซึ่งโกรกธารที่มีชื่อเสียงสำหรับนักท่องเที่ยวมากที่สุด คือกรกธารทอดดรา เป็นโกรกธารที่มีโขดผาสูงประมาณ 985 ฟุต ซึ่งจะมีทั้งสองด้านตั้งทำมุมกันเสมือนรูปทรงสามเหลี่ยม  ว่ากันว่าโกรกธารทอดดรา (Todra Gorge) มีความอุดมสมบูรณ์และมีความสวยงามมากที่สุดของโกรกธารทั้งหมด มีนักท่องเที่ยวได้แวะชมโกรกธารแห่งนี้เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ที่มีร้านอาหารและร้านค้าเล็กๆ ตั้งขายของอยู่บริเวณแห่งนั้น ทำให้การรับประทานอาหารในครั้งนี้ได้บรรยากาศดีๆ ทั้งแม่น้ำที่ไหลผ่านทำให้ได้ยินเสียงของน้ำจากธรรมชาติและแสงพระอาทิตย์จากช่องของหน้าผาสามเหลี่ยมบวกกับสายลมที่พัดผ่าน สำให้การเดินทางมาสถานที่แห่งนี้ต่างเป็นที่ถูกอกถูกใจกับนักท่องเที่ยวมาแล้วนักต่อนัก

แกรนด์โมรอคโค 11 วัน 8 คืน (EY) - Go Together Travel

แนะนำโรงแรม Riad damia โรงแรมคุณภาพดีที่ต้องเข้าพัก

ด้วยความที่ประเทศโมร็อกโกเองมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย มีเมืองที่ควรค่าแก่การไปเที่ยวไม่น้อยนั่นทำให้เหล่าบรรดาที่พักหรือโรงแรมคุณภาพดีก็จะตั้งอยู่กระจัดกระจายตามย่านที่พักต่างๆ ในโมร็อกโก เมืองเฟสซึ่งถือเป็นเมืองที่มีความน่าสนใจมากๆ เมืองหนึ่งในโมร็อกโกมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างก็หลั่งไหลมาท่องเที่ยวยังเมืองแห่งนี้มากมายในแต่ละปีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของโรงแรมคุณภาพดีที่พร้อมให้บริการผู้เข้าพักทุกท่านอย่างเต็มความสามารถ หนึ่งในโรงแรมที่น่าสนใจและได้รับการยกย่องอย่างมากก็คือ Riad damia

แนะนำโรงแรม Riad damia โรงแรมคุณภาพดีที่ต้องเข้าพัก

Hotel Recommendations Riad damia

สำหรับโรงแรม Riad damia แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณกำแพงเมืองเมดิน่าเก่า ในเมืองเฟส สามารถเดินทางไปถึงได้ด้วยรถยนต์ เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว เป็นลักษณะของบ้านพักตากอากาศที่ได้รับการตกแต่งสุดแสนประณีตเป็นการผสมผสานความลงตัวของสถาปัตยกรรม Andalouse ให้เข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโรงแรมที่แสนทันสมัย ภายในห้องพักแต่ละห้องของ Riad damia จะถูกตกแต่งเอาไว้อย่างหรูหราแบบฉบับของโมร็อกโกไม่ว่าจะเป็นพรม ผ้าม่าน เตียงนอน และอื่นๆ อีกมากมายทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทางโรงแรมได้มีการจัดเตรียมความพร้อมไว้ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งหลายเป็นอย่างดี ด้านสีสันตัวโรงแรมก็จะออกเป็นสีทึมๆ ให้ความรู้สึกดูมีมนต์ขลังกับการได้มาเยี่ยมเยียนประเทศแห่งนี้อย่างมาก ภายในโรงแรมแห่งนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายให้นักท่อเที่ยวได้สัมผัสกับความสะดวกสบายขั้นสุดถือว่าเป็นโรงแรมคุณภาพชั้นดีของเมืองเฟสที่ใครกำลังมองหาอยู่ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง รูปแบบห้องของ Riad damia ก็จะมีให้เลือกหลากหลายสามารถเลือกใช้บริการได้ตามอัธยาศัยได้เลย นับว่าเป็นโรงแรมที่นักท่องเที่ยวผู้ได้มีโอกาสเข้าพักทุกคนต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าอยู่ น่าพักอาศัยสุดๆ พนักงานให้บริการมีความสุภาพ เป็นกันเอง พร้อมที่จะให้คำปรึกษาในทุกๆ เรื่อง นอกจากนี้บริเวณรอบโรงแรมยังอยู่ใกล้ย่านของตลาด ร้านอาหารต่างๆ คาเฟ่ บาร์ และอีกสารพัดร้านที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าพักอย่างเต็มที่

หากใครที่กำลังมองหาที่พักในเมืองเฟสสักแห่งหนึ่งแล้วยังไม่รู้ว่าจะสามารถเข้าพักที่ไหนดี Riad damia ถือเป็นโรงแรมแนะนำอีกโรงแรมหนึ่งที่รับรองได้เลยว่าจะทำให้ประสบการณ์การเข้าพักของทุกท่านประทับใจแน่นอน เป็นโรงแรมที่เพียบพร้อมในทุกด้านด้วยราคาที่เหมาะสมนั่นจึงทำให้โรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมที่นักท่องเที่ยวหลายคนยกให้เป็นเป้าหมายความต้องการของการมาเที่ยว คุ้มค่าเงินที่จ่ายไปและได้รับสิ่งดีๆ กลับคืนมาอย่างเหมาะสม

แวะชมพืชสวนและแพะที่ชอบอยู่บนต้นไม้ของโมร็อกโก

เมืองโมร็อกโกมีการขุดน้ำขึ้นมาใช้โดยการทำระบบชลประทานใต้ดินจนทำให้โมร็อกโกตอนใต้มีน้ำกินน้ำใช้กันอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง ทำให้มีพืชพันธุ์ต่างๆ ขึ้นตามรอบแหล่งน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นปาล์มอินทผาลัม ต้นมะกอก และผักผลไม้บ้างชนิด โดยเฉพาะพืชตระกูลปาล์มอย่าง อินทผาลัม (Date palm) เป็นพืชที่ทนกับสภาพอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี บากกับสภาพอากาศแห้งแล้งที่มีแต่ทะเลทรายทำให้พืชชนิดนี้นิยมปลูกกันมาก ว่ากันว่าในประวัติมีชาวอาหรับที่ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 7 และนำ ปาล์มที่มีผลอินทผาลัมเข้ามาใช้ในการเพาะปลูกอีกด้วย จึงทำให้ ต้นปาล์มอินทผาลัมดังกล่าวเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองโมร็อกโกก็ว่าได้ เพราะทางศาสนาต้นปาล์มถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ต่อศาสนาอิสลาม

ต้นปาล์มอินทผาลัมจะสามารถให้ผลเก็บเกี่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง ซึ่งทานได้ง่ายทั้งแบบดิบและแบบสุข หรือถนอมอาหารโดยการนำผลสุกมาตากแดด(ตากแห้ง) เพื่อเก็บไว้ทานได้นานหลายปี อินทผาลัม ให้รสชาติที่หวานฉ่ำ และยังมีคุณค่าทางอาหารสูง มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลากหลายชนิด  ซึ่งโมร็อกโกมีการส่งออกของผลอินทผาลัม 2 แสนตันต่อปีโดยประมาณ

มาถึงต้นอาร์กัน (Argan Tree) ที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย

เพราะต้นอาร์เป็นพืชที่ดึงดูดฝูงแพะเป็นจำนวนมากให้มารวมตัวกันเพื่อปืนป่ายเก็บกินผลและใบของต้นอาร์ ซึ่งลักษณะของผลต้นอาร์จะมีความคล้ายกับลูกมะกอก  มีกลิ่นหอม ซึ่งจะให้ผลและเมล็ด เก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม ในปัจจุบันโมร็อกโกจะมีป่าต้นอาร์ประมาณ 8,280 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตที่ องค์การยูเนสโก ได้กำหนดให้เป็น เขตอนุรักษ์ทางชีววิทยา ต้นอาร์สามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันอาร์กันได้ และยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องปรุงสำหรับอาหาร และ ยา โดยเฉพาะอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณเป็นต้น

ประตูสู่ทะเลทรายที่ วาร์ซาเซต

ประเทศๆ จัดว่ามีจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์และกายภาพหลายอย่าง หนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของโมร็อคโคนั่นคือ ทะเลทรายซาฮาร่า หลายคนอาจจะคิดว่าทะเลทรายใครจะไปเที่ยว เอาเข้าจริงคิดผิดกันไปเยอะ ทะเลทรายซาฮาร่านั้นมีคนไปเที่ยวเยอะมากแต่ละปี แต่ก่อนจะไปเที่ยวทะเลทรายซาฮาร่า เราต้องผ่านเมืองหนึ่งก่อนนั่นคือ เมืองวาร์ซาเซต

เรื่องราวสำคัญของเมือง วาร์ซาเซต

เมือง วาร์ซาเซต จัดว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์โมร็อคโคเหมือนกัน เมืองนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,160 เมตร สมัยโมร็อคโคยังตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสนั้น เมืองถูกยกให้เป็นศูนย์กลางทางด้านการทหาร และเป็นด่านภาษีสำคัญของทางใต้อีกด้วย (เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อเข้าทะเลทรายซาฮาร่า) ปัจจุบันเมืองนี้กลายเป็นเมืองหน้าด่าน เมืองท่องเที่ยวก่อนเข้าทะเลทรายอีกทั้งยังมีอุตสาหกรรมสำคัญอีกด้วย

เยี่ยมชมป้อมปราการ

การเดินทางไปเที่ยววาร์ซาเซต เราจะได้พบเห็นสถาปัตยกรรม + อารยธรรมดั้งเดิมของพวกเค้า ไปแล้วเราจะได้เห็นป้อมปราการที่เหลือมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นเยอะมาก ป้อมสำคัญเลยคือ ป้อมทาอูเริท ป้อมหรือพระราชวังนี้ เป็นของผู้ปกครองตระกูล กลาวี เราจะได้เห็น ความยิ่งใหญ่ ความอลังการของชนชั้นปกครองเมือง (ไฮโซ)ในสมัยนั้นว่าเค้าอยู่กันอย่างไร ด้านในประกอบไปด้วยห้องอีกหลายห้อง ตามด้วยลวดลายศิลปะของชาว เบอร์เบอร์ (ชาวพื้นเมืองของเมืองนี้)

สินค้าพื้นเมือง

ไปถึงเมืองแล้ว ก็ต้องมองหาสิ่งของพื้นเมืองหรือ โอท็อปบ้านเค้ากลับมากันสักหน่อย เราขอแนะนำเลยได้แก่ พรมทอมือจากชาวเมือง หรือ มีชื่อเรียกว่า พรมวาร์ซาเซต พรมนี้เป็นงานหัตถกรรมทอมือจากชาวพื้นเมืองโดยตรง พรมของพวกเค้ามักจะใช้ลวดลายเป็นรูปเรขาคณิตลงบนพื้นหลังสีแดง สีส้ม หรือสีดำ แปลกตาดีเหมือนกัน หรือจะเป็นน้ำมันบำรุงผมสูตรชาวพื้นเมือง หลายคนบอกว่าของเมืองนี้ดังมากนะสาวๆ น่าลองไปใช้กันดู อ้อ เครื่องเทศเค้าก็มีดีด้วย

เยี่ยมชมโรงถ่ายภาพยนตร์

ท่องเที่ยวจุดต่อไป บอกเลยว่าไม่มาเองไม่รู้แน่ นั่นคือ โรงถ่ายภาพยนตร์แอตลาสอุตสาหกรรมที่ซ่อนอยู่หลังเมืองหน้าด่านทะเลทรายซาฮาร่า บางคนสงสัยว่า โรงถ่ายภาพยนตร์แอตลาส จะมาตั้งนี้จริงเหรอ ขอบอกเลยว่าจริง พอเราเข้าไปจะได้เห็นอุปกรณ์ประกอบฉากภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับทะเลทรายเยอะแยะมากมาย หลายฉากในโรงถ่ายผ่านสายตาเรามาหมดแล้วในหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ทั้งหลายนั่นเอง น่าจะทำให้เราได้สนุกสนานกับการถ่ายรูปตามฉากต่างๆ แบบไม่เบื่อเท่าไร ค่าเข้าชม 50Dh ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ ถือว่าเป็นเมืองหน้าด่านให้เราสนุกก่อนเข้าทะเลทรายซาฮาร่าได้ดี

ซากอารยธรรมโรมัน ณ เมืองโวลูบิลิส

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อารยธรรมโรมันในช่วงรุ่งเรืองนั้น พวกเค้าแผ่ขยายอำนาจไปกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน แถมร่องรอยอารยธรรมบางอย่างนั้นยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันด้วย หากเราเป็นคนหนึ่งที่อยากตามรอยอารยธรรมโบราณแห่งนี้ เมืองโวลูบิลิส (Volubilis) ของประเทศโมร็อคโคเป็นอีกหนึ่งปลายทางสำคัญ

เรื่องราวของเมือง Volubilis 

เมืองโวลูบิลิส มาย้อนอดีตกันสักหน่อยเพื่อให้การท่องเที่ยวสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมืองนี้หากย้อนไกลเลยบางแห่งอ้างว่าเมืองนี้สร้างขึ้น 300 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว เมืองนี้ถูกปกครองด้วยอารยธรรมโรมัน เหมือนเมืองอื่นๆ แต่ว่าโดนทิ้งร้างไป เนื่องจากว่าประเทศโมร็อคโคมีการย้ายเมืองหลวงบ่อย (ตามกลุ่มอำนาจที่เค้ามาควบคุมประเทศตอนนั้น) เลยทำให้บางเมืองเกิดใหม่ บางเมืองถูกทอดทิ้งไว้เช่นเมืองนี้เป็นต้น หลังจากถูกทิ้งไว้นานจนกระทั่งกษัตริย์พระนามว่า Idris ibn Abdallsh ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ Idrisid มาพบเข้าท่านจึงมีดำริให้บูรณะรักษาเอาไว้

Remains of Roman civilization in Volubilis

ลักษณะภายในเมือง

เมืองนี้จะว่าไปหลายคนอาจจะมองข้ามไปเนื่องจากว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แต่ว่าภายใต้ซากบ้านเรือนนั้นมีอารยธรรมซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซากบ้านเรือนสไตล์โมร็อคโค หรือจะเป็นพื้นกระเบื้องโมส สองอย่างนี้ถูกรักษาไว้อย่างดี แม้ว่าจะมีบางส่วนเสียหายไปบ้างจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวก็ตาม

ไปดูอะไรกันในเมืองโวลูบิลิส

หลายคนอาจจะสงสัยว่า เมืองโวลูบิลิส เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แล้วเค้าไปดูอะไรกัน คำตอบคือเค้าจะไปดูซากปรักหักพังนั่นแหละ ซากเหล่านั้นคือแหล่งร่องรอยอารยธรรมที่สมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของประเทศนี้เลย พื้นโมเสกยังคงชัดเจนสมบูรณ์จนนักธรณีวิทยายังบอกเลย (ลวดลายบางจุดชัดเจนมาก จนเราเองอดคิดไม่ได้ว่าเค้าสร้างจากอะไรทำไมมันถึงคงทนถาวรมาเป็นพันปีได้) รวมถึงเสา Basilica ตามลักษณะของโบสถ์โรมันเราก็ยังเห็นได้จากที่นี่ด้วย น่าเสียดายว่าเสาหลายต้นโดนยกไปไว้ที่เมืองเฟสแล้ว ไม่งั้นจะสมบูรณ์กว่านี้ แม้ว่าจะพังเสียหายไปมากแต่ห้องหับต่างๆ ก็ยังพอหลงเหลือให้เรารู้ว่าเคยเป็นห้องอะไรมาก่อน ส่วนมากจะเป็นห้องเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมเพราะว่าเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นในฐานะเมืองเกษตรกรรม

อีกจุดหนึ่งน่าสนใจมาก นั่นคือเรื่องแสง เมืองนี้ตรงโบราณสถานหากเราไปเยี่ยมชมตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เราจะได้เจอกับแสงที่ค่อนข้างแปลกแต่สวย เป็นอึมครึมให้อารมณ์ค่อนข้างประหลาด ยิ่งกับ Capitoline Temple ด้วยแล้วยิ่งทำให้เรารู้สึกเลยว่าบริเวณนี้ต้องเคยเป็นที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของพวกเค้าตั้งแต่ครั้งอดีตกาลโน่นเลย ลองไปสัมผัสเมืองเก่าแห่งนี้ด้วยตัวเองก็แล้วกัน

ชนเผ่าทัวเร็กแห่งทะเลทรายซาฮาร่า

ในสถานที่ที่อาจจะดูว่างป่าวเพราะความกว้างใหญ่ที่กินพื้นที่ไปหลายประเทศ ใครจะไปรู้ว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมากมายและยังเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุอีกหลายชนิดอีกด้วย เช่น ก๊าซ น้ำมัน ฟอสเฟส และสิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือ แสงจากพระอาทิตย์ ที่จะสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย แต่ด้วยงบประมาณที่ใช้ในการทำพลังงานจากพระอาทิตย์ต้องใช้ทุนสูงจึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเพราะ ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะกับนำมาใช้ในทะเลทรายซาฮาร่าแห่งนี้

ถึงแม้ทะเลทรายซาฮาร่าจะดูกว้างและว่างป่าวด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด คุณรู้หรือไม่ว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยวัฒนธรรม และ อารยธรรม  ประวัติศาสตร์ การค้าขาย การต่อสู้ และการดำรงชีวิตการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายตังแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ว่ากันในเรื่องของการค้าขายใครจะไปเชื่อว่าทะเลทรายซาฮาร่าจะมาทำการค้าขายมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการค้าขาย เช่น ทองคำ เกลือ และทาส ซึ่งในการขนส่งจะใช้อูฐเป็นพาหนะในการใช้ขนส่งสินค้า เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะพิเศษของอูฐที่เป็นสัตว์ที่มีฝีเท้าเบาทำให้เดินบนพื้นทรายได้ง่ายและด้วยเปลือกเท้าที่เรียบจึงทำให้ทรายไม่เกาะติดเท้าแถมยังช่วยกันความร้อนจากทรายที่ถูกแดดจัดได้เป็นอย่างดีเสมือนกับการใส่รองเท้าบูทหนาๆ เลยก็ว่าได้

สำหรับชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในบริเวณของทะเลทรายซาฮาร่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชนเผ่าทัวเร็ก ที่มีลักษณะของสีผิวที่ดำคล้ำ ในส่วนของผู้ชายจะห่มคลุมผ้าทั้งร่างกายโดยจะมีผ้าคลุมศรีษะและใบหน้าแทบจะปิดทั้งหมดของใบหน้าเหลือแต่ในส่วนของตาไว้ ซึ่งบางคนก็เหลือจมูกไว้ด้วยเช่นกัน การที่ต้องแต่งการเช่นนี้ก็เพื่อจะเป็นการป้องกันลมทะเลทราย หรือบางความเชื่อก็เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจได้ในยามไร้แสงพระอาทิตย์ ในส่วนของการแต่งการของผู้หญิงชนเผ่าทัวเร็ก จะแต่งการคล้ายคลึงกันกับผู้ชายแต่จะปิดไว้แค่เพียงในส่วนของปากเท่านั้น ในส่วนสีของผ้าที่ชนเผ่าทัวเร็กใช้กันจะเป็นสี ฟ้าน้ำเงิน เป็นที่ได้จากธรรมชาตินั้นเอง

ในปัจจุบันมีชนเผ่าทัวเร็กในทะเลทรายซาฮาร่าประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งจะแบ่งออกไปเป็น 7 กลุ่ม ย่อยๆ กระจายอยู่ไปทั่วท้องทะเลทราย บ้างก็ใช้ชีวิตแบบร่อนเร่ บางก็เลี้ยงสัตว์ ซึ่งพวกเขาจะใช้ภาษาในการสื่อสารคือภาษาทามาฮัด เป็นภาษาของชนเผ่าเบอร์เบอร์