Blog

Riad Dar Soufa โรงแรมที่อยากแนะนำในกรุงราบัต

แม้คนส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสมาเยือนยังโมร็อกโกอาจมองว่าเมืองหลวงอย่างกรุงราบัตไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรน่าสนใจมากนัก ทว่าในความเป็นจริงแล้วเมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีสถานที่ที่น่าท่องเที่ยวอีกมากมายไว้รอคอยนักท่องเที่ยวทั้งหลายให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการชมความงดงามเหล่านี้อยู่ การมาเยือนกรุงราบัตก็ต้องมีสิ่งที่น่าสนใจนอกจากเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวก็คือเรื่องของที่พักอย่างโรงแรม ต้องยอมรับว่าหลายๆ โรงแรมของที่นี่ขึ้นชื่ออย่างมากเรื่องของการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หนึ่งในโรงแรมที่ขอแนะนำหากได้มีโอกาสมายังกรุงราบัตก็คือ Riad Dar Soufa

โรงแรม Riad Dar Jabador, Salé - trivago.co.th
Riad Dar Soufa, Rabat, Morocco - Booking.com

Riad Dar Soufa สุดยอดโรงแรมน่าพักแห่งกรุงราบัต

โรงแรม Riad Dar Soufa แห่งนี้ตั้งอยู่ที่กรุงราบัต ประเทศโมร็อกโก เราสามารถชื่นชมความสวยงามริมทะเลและชายหาดใกล้เคียงได้ด้วยการเดินตามระยะเวลาแค่ 6 นาที ถือว่าเป็นโรงแรมที่จะได้สัมผัสกับกลิ่นอายแห่งความเป็นโมร็อกโกขนานแท้จากการตกแต่งโรงแรมสไตล์โมร็อกโกนำมาซึ่งความคลาสสิกของโรงแรม มีลานระเบียงพร้อมน้ำพุและลานระเบียงอาบแดดที่ตอนนอนอาบแดดสามารถมองเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในตลาดราบัตได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการพักผ่อนที่ได้อารมณ์ร่วมคูณสองกันเลยทีเดียวทั้งการพักผ่อนด้านร่างกายและสายตา ถือว่าโรงแรม Riad Dar Soufa เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงราบัตทำให้ได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจจากผู้คนเมืองนี้หลายๆ ด้าน นอกจากนี้ภายในโรงแรมยังมีมุมระเบียงด้านบนขนาดใหญ่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ทั่วเมืองราบัตได้เป็นอย่างดี สามารถชมภาพมุมกว้างของเมืองอันแสนสวยงามนี้แบบสุดลูกหูลูกตากันไปเลย โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างที่กล่าวเอาไว้ว่าใช้เวลาเพียงแค่ 6 นาทีก็สามารถเดินถึงชายหาดราบัตได้แล้ว ด้านห้องพักภายในโรงแรมก็มีหลากหลายรูปแบบห้องพักให้ได้เลือกใช้บริการ แต่ละห้องพักก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายที่เรียกว่าครบครัน ต่อให้ใครไม่อยากไปไหนอยากนอนเล่นๆ ในโรงแรมก็ทำได้แบบสบายๆ กันเลยทีเดียว ถือเป็นโรงแรมใจกลางกรุงราบัตที่แนะนำเลยว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายมาก

อีกจุดเด่นหนึ่งของโรงแรมแห่งนี้ก็คือมื้ออาหารของโรงแรมทั้งอาหารเช้าที่รสชาติแสนอร่อยหรือจะเป็นดินเนอร์ก็มีอาหารหลากหลายแนวให้ได้เลือกทานกันอย่างจุใจ รับรองว่าโรงแรมนี้จะเป็นสุดยอดโรงแรมแห่งความประทับใจในโมร็อกโกของใครหลายคนแน่นอน การให้บริการของพนักงานก็ยิ้มแย้มแจ่มใสให้ความรู้สึกเป็นกันเองมากที่สุดหากใครได้มีโอกาสมาเยือนกรุงราบัต โรงแรม Riad Dar Soufa คือตัวเลือกแห่งความประทับใจที่จะทำให้คุณอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง

โมรอคโค เสน่ห์แห่งโลกตะวันออกกลางบนดินแดนแอฟริกา

โมรอคโค” ประเทศทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ติดต่อทั้งชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชายแดนทางตอนใต้ติดกับทางตะวันตกของทะเลทรายซาฮาร่า ทางตะวันออกติดกับแอลจีเรียและอาณานิคมเล็ก ๆ ของชาวสเปนนิชแอฟริกันซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ด้วยระยะทางที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศทางยุโรปมากนัก โมรอคโคมีทุกสิ่งที่จะทำให้เหล่านักท่องเที่ยวหลงรักในสีสัน กลิ่นอายและเสียงเพรียกแห่งโลกตะวันออกกลางบนดินแดนแอฟริกาแห่งนี้ ตลาดกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยผู้คนและร้านค้าขายเครื่องเทศ มัสยิดที่แสนงดงาม เมืองเรียบชายหาดสีขาวและใจกลางเมืองที่ยังคงความดั้งเดิมในแบบสมัยยุคกลาง และด้วยทัศนีย์ภาพที่หลากหลายของประเทศตั้งแต่ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนถึงทัศนีย์ภาพของทะเลทรายซาฮาร่าที่กว้างไกลสุกลูกหูลูกตา เป็นที่แน่ชัดว่าทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนโมรอคโคจะไม่มีทางรู้สึกเบื่อประเทศที่งดงามแห่งนี้อย่างแน่นอน

การเดินทางท่องเที่ยวโมรอคโคหากเริ่มจากเมืองคาซาบลังกา (Casablanca) จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมัสยิด Hassan II Mosque มัสยิดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากมัสยิดแห่งเมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย โดยทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวมักจะใช้เวลาในการท่องเที่ยวเมืองแห่งนี้ไม่นาน แต่เพียงการได้ชมสถาปัตยกรรมการตกแต่งบ้านเมืองของที่นี่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการมาเยือนแล้ว

เมื่อออกจากเมืองคาซาบลังกาแล้วสามารถมุ่งหน้าไปที่เมืองมาราเกช ซึ่งเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “นครสีชมพู” เนื่องจากเมืองนี้มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยสีของตึกรามบ้านช่องตั้งแต่อดีต สร้างความประทับตราตึงใจให้แก่ผู้พบเห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาในเมือง สถานที่น่าสนใจในเมืองนี้คือตลาดกลางแจ้งที่คึกคักไปด้วยผู้คน ประตูและกำแพงเมืองเก่าแก่ หลุมฝังศพ Saadian ซากปรักหักพังของปราสาท El Badi และมัสยิด Koutoubia และหอสูงประจำสุเหร่าที่มีอายุเก่าแก่กว่า 12 ศตวรรษ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินไม่ควรลืมเดินทางไปแวะย่าน Jamaa el-Fnaa จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา เป็นแหล่งรวบรวมร้านขายอาหารและพื้นที่แสดงความสามารถอันหลากหลายของชาวมาราเกช

หนึ่งสถานที่ที่พลาดไม่ได้เลยคือ Aït Benhaddou เมืองป้อมปราการเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางคาราวานระหว่างทะเลทรายซาฮาร่าและเมืองมาราเกช ปัจจุบันเมืองแห่งนี้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยของคนท้องถิ่นบางส่วนและพ่อค้าที่ขายสินค้าหลากหลายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ลักษณะของตัวบ้านเรือนทำจากดินเหนียวสีแดงทั้งหลัง นับว่าเป็นต้นแบบที่ล้ำค่าของสถาปัตยกรรมการสร้างบ้านด้วยดินเหนียวสไตล์โมรอคโค

อีกเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเมืองเฟส อดีตเมืองหลวงที่ยังคงความงดงามจากอดีตจวบจนปัจจุบัน เสน่ห์ของเมืองคือถนนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคกลางที่มีเส้นทางคดเคี้ยวคล้ายกับเขาวงกต ประตูเมือง และมหาวิทยาลัยโบราณ University of Al-Karaouine และ Bou Inania Madrasa นอกจากนี้ไม่ควรพลาดแวะชมกรรมวิธีการฟอกเครื่องหนังแบบดั้งเดิมที่โรงงาน Chouara Tannery โรงงานย้อมฟอกหนังที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเมือง ตั้งอยู่ที่ Blida street Fez Medina และเนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ท่ามกลางถนนที่ค่อนข้างแคบ การเดินทางไปที่แห่งนี้จึงสามารถเดินทางไปได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น

เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้ชีวิตก่อนจบทริปการท่องเที่ยวในโมรอคโค ไม่ควรพลาดแวะรับลมทะเลที่เมืองอซิลาห์ หรือเอสเซาอิร่า นอกจากนี้ยังมีนครสีฟ้า “เชฟชาอูน” ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฟส และภูเขาแอตลาสให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปสำรวจอีกด้วย

What to buy: ของฝากและของที่ระลึกที่ประเทศทางทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลางมีขายโดยทั่วไปซึ่งก็คือผลอินทผลัม พรหม เครื่องเซรามิกและเครื่องหนัง ส่วนสินค้าที่หาซื้อได้เฉพาะในโมรอคโคได้แก่ทาจีน เครื่องปั้นดินเผาที่ผ่านการเคลือบอย่างดีสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในครัวเรือน

How to go: สำหรับการเดินทางไปที่โมรอคโคสามารถใช้บริการเดินทางจากสายการบิน Turkish Airlines หรือ Emirates ก็ได้ ซึ่งการเข้าประทศในแต่ละครั้งนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าเข้าประเทศ 17 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 740 บาท

วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท รีสอร์ทหรูสไตล์โมร็อกโค

      Villa Maroc Resort ตั้งอยู่ริมหาดปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อาคารทุกหลังได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโก โดดเด่นด้วยสีสันและการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราจากอาณาจักรแอฟริกาเหนือ  บรรยากาศก็ได้ อาหารก็ใช่ อยากสัมผัสกลิ่นอาย โมร็อกโค ก็ โก โก โก วิลล่า มาร็อก!

villa maroc resort
villa maroc resort
villa maroc resort
villa maroc resort

ห้องพักที่ วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท แต่ละห้องล้วนมีเอกลักษณ์ และตั้งชื่อตามสมุนไพร ทุกพื้นที่ของห้องจัดมาเพื่อประโยชน์ใช้สอย มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อยู่ทุกมุม ตั้งแต่พื้น ผนัง ไปจนถึงเพดาน

Pool Villa

villa maroc resort
villa maroc resort

ห้องพักแบบพูลวิลล่า ทั้งสิ้น 4 หลัง ได้แก่ Villa Shammar (เม็ดเฟนเนิ้ล), Villa Kammoon (ยี่หร่า) ,Villa Kuzbra (ผักชี) และ Villa Qurfa (อบเชย) แต่ละหลังตั้งอยู่ริมทะเล จึงมองเห็นวิวแห่งผืนทะเลกว้างไกลสุดสายตา พร้อมมีสระว่ายน้ำส่วนตัวอยู่หน้าวิลล่าทุกหลัง

One Bedroom Villa

Villa Kurkum (ขมิ้น) เป็นวิลล่าหนึ่งห้องนอนขนาดสองชั้น หันออกทะเล

Two Bedroom Villa

Villa Yanisoon (เม็ดแอนนิซีด) ภายใน วิลล่าสองชั้นสองห้องนอน แต่งแต้มด้วยดินสีชมพูที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งวิลล่า มาร็อก

Royal Villa

Villa Za’atar ตั้งชื่อตามเครื่องเทศอันเป็นตำนานของชาวอียิปต์ เป็นวิลล่าขนาดใหญ่วิลล่าหนึ่งใน วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท หรูหราด้วยโบราณวัตถุและเครื่องประดับตกแต่ง บริเวณห้องนอนชั้นสอง ประกอบไปด้วยห้องอาบน้ำสุดหรู สามารถจิบไวน์ในอ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่ พร้อมนอนดูดาวเคล้าเสียงคลื่น

ทุกพื้นที่ของ วิลล่า มาร็อก รีสอร์ทพิถีพิถันบรรจง ให้ผู้เข้าพักได้เข้าถึงกลิ่นอายและวัฒนธรรมของโมร็อคโกอย่างแท้จริง ตั้งแต่การออกแบบรูปทรงและนำเข้าวัสดุจากถิ่นแท้ รวมถึงอาหารที่จัดสรรทั้งหน้าตาและรสชาติแบบดั้งเดิมมาให้ได้ลิ้มลอง ที่ห้องอาหารคาซาบลังก้า

คาซาบลังกา

คาซาบลังก้า (Casablanca) ห้องอาหารแบบ All Day Dining ให้บริการอาหารยุโรป อาหารโมร็อกโกและอาหารไทยในบรรยากาศการตกแต่งแบบยุโรปตอนใต้ ด้วยวัตถุดิบชั้นดีปรุงด้วยฝีมือชั้นเลิศของเชฟผู้เชี่ยวชาญ

spa

เฌอราซาด ฮัมมัม แอนด์ สปา ของ วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท ผสานความโดดเด่นและหรูหราเข้าด้วยกันผ่านวิธีการบำบัดที่ดีเลิศของอาหรับ ให้บริการขัดผิวด้วยสบู่ดำตามแบบฉบับฮัมมัมโมร็อกโก หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมแห่งฮัมมัมแล้วตามติดมาด้วยการนวดอันแสนผ่อนคลาย ที่มีห้องทรีมเม้นท์ไว้บริการถึงสามห้อง และเมนูทรีทเม้นท์แบบต่าง ๆ ทั้งเพื่อความงาม หรือเพื่อการผ่อนคลายให้เลือกสรรตามความต้องการ

villa maroc resort

ชิชาบาร์ บาร์เครื่องดื่มริมทะเล ให้บริการเครื่องดื่มนานาชนิด ค็อกเทลสูตรเฉพาะตามแบบฉบับโมร็อกโค พร้อมทั้งมีอาหารว่างแบบโมร็อกโครสเลิศให้ได้ลิ้มลอง

sea view วิลล่า มาร็อก
วิลล่า มาร็อก sea view
villa maroc resort
villa maroc resort
villa maroc resort
villa maroc resort
villa maroc resort

หลีกหนีจากเมืองอันแออัด ดื่มด่ำธรรมชาติท่ามกลางหาดทรายสีทองอันเงียบสงบของปราณบุรี ที่ วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท

 วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท ตั้งอยู่ ริมหาดปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

แผนที่ วิลล่่า มาร็อก รีสอร์ท

7 สถานที่ห้ามพลาดหากได้ไปโมรอคโค

โมรอคโค น่ารักโค-ตร เรื่องจริงไม่ได้โม้ จากหนังคลาสสิค Casablanca, Lawrence of Arabia ถึง Gladiator โมรอคโคคือประเทศที่ซุปตาร์เซเลป ร๊อคสตาร์หรือฮอลลีวูดมักจะโดนเวตมนต์ให้ต้องไปเยือนเสมอ ประเทศนีมีความน่าอัศจรรย์อยู่ไม่น้อย มีแหล่งมรดกโลกมากมาย แล้วยังมีทะเลทรายซาฮาร่าที่ทุกคนคุ้นชื่อกัน มาสำรวจที่เที่ยวไฮไลท์ห้ามพลาดของโมรอคโค จากนั้นมาดูว่าที่ไหนน่าเที่ยวกันมั้ง

นี่คือ 7 เมืองหลักของโมรอคโคที่ทัวร์ควรจะต้องพาไป

มาราเกช โมรอคโค

1. มาราเกช (Marakesh)

เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาสที่ความโด่งดังแซงหน้าคาซาบลังกาอันเป็นเมืองท่า และราบัทอันเป็นเมืองหลวง ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิดช่วง ศ.ต.ที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้  

ไฮไลท์ของเมืองนี้คือจัตุรัสกลางเมือง Djemaa Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน ดูเผินๆ คิดว่าตลาดสวนรถไฟ แต่นี่แหละคือชีวิตชีวาของที่นี่

เฟซ โมรอคโค

2. เฟส (Fez/Fes)

เมืองมรดกโลกที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าในศตวรรษที่ 8 เดินในเขตเมืองเก่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต สถานที่เที่ยวเด่นๆ มีประตู Bab Bou Jeloud สุสานของมูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) สุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) แต่ที่เป็นไฮไลท์ขโมยซีนได้สำเร็จเหนือที่อื่นใดคือบ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณที่เป็นปั๊บก็รู้ว่าเป็นเมืองเฟสแน่นอน

ไอท์ เบนฮาดดู โมรอคโค

3. ไอท์ เบนฮาดดู (Ait Benhaddou)

เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในโมรอคโคภาคใต้ คือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมหินทรายซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia, Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้

คาซาบลังกา โมรอคโค เล็ทส์โก

4. คาซาบลังกา (Casablanca)

เมืองที่ต่อให้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหนในโลก ก็ต้องเคยได้ยินชื่อมาจากหนังฮอลลีวูดระดับคลาสสิคจากปี 1942 หรือเพลงป๊อปยอดนิยมจากปี 1982 เมืองท่าหลักที่เป็นจุดแตะลานบินของเที่ยวบินนานาชาติมีไฮไลท์ที่สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque) อันเป็นสุเหร่าใหญ่อันดับหนึ่งของโมรอคโค และใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากเมืองเมกกะ และเมดิน่าแห่งซาอุดิอาระเบีย สามารถจุคนภายในอาคารได้ 25,000 แต่หากรวมพื้นที่นอกอาคารแล้วสามารถรองรับได้ถึงแสน สุเหร่าที่บางส่วนสร้างยื่นลงไปบนทะเลนี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง 

เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 1993 จึงได้เปรียบด้านเทคโลโลยีคือหลังคาสามารถเลื่อนเพื่อปรับแสงตามความเหมาะสมของการใช้งานได้

ราบัต โมรอคโค เล็ทส์โก

5. ราบัต (Rabat)

เป็นเมืองหลวงทั้งที ไหนจะยอมน้อยหน้า ป้อมไอดูยะ (Kasbah of the Udayas) ป้อมอายุเกือบพันปี เป็นที่ตั้งของสวนอันดาลูเซีย (Andalucia Gardens) ที่ชื่อก็บอกว่าเป็นแบบสเปน ก็ประเทศเขาอยู่ตรงข้ามกันมีทะเลกั้นเท่านั้น จากมุมด้านนอกนี้แฟนหนังฮอลลีวูดอาจจะจำได้ เพราะทอม ครู๊ซเคยขี่มอเตอร์ไซค์ในฉากแอคชั่นไล่ล่าในภาคหนึ่งของ Mission Impossible ที่เที่ยวอื่นมีสุเหร่าหลวง พระราชวังหลวง และสุเหร่าฮัสซัน

เชฟชาอูน โมรอคโค เล็ทส์โก

6. เชฟชาอูน (Chefchaouen)

เมืองสีน้ำเงินทุกบ้านบนเนินเขา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดเก็บภาพความประทับใจ เมืองเชฟชาอูนเป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโมร็อกโค ตั้งอยู่ ในเทือกเขา RIF โดยเมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1471 เป็นป้อมปราการขนาดเล็ก ซึ่งยังคงอยู่ มาจนถึงทุกวันนี้ โดย เบนอาลี ซา เบน ต่อสู้กับการรุกรานของชาวโปรตุเกส ใน ปี 1920 เมืองนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปน ณ ปัจจุบันเมืองนี้มีประชากรประมาณ 40,000 คน ก็ยังคงใช้ภาษาสเปนกันอย่างแพร่หลาย เมื่อในปี 1956 เมืองนี้ได้กลับสู่การปกครองของโมรอคโคจากความช่วยเหลือของฝรั่งเศล อิสระเก็บภาพแห่งความประทับใจเดินชมเมืองเล็กๆ และมีร้านค้าขายสินค้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้

เมกเนส โวลูบิลิส โมรอคโค เล็ทส์โก

7. เมกเนส (Meknes)

หนึ่งในเมืองมรดกโลกรับรองโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ.1996 อดีตเมืองหลวงในสมัยสุลต่าน มูเล อิสมาอิแห่งราชวงศอ์ะลาวทิ (Alawite Dynasty) ได้ชื่อเป็นกษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามในช่วงศตวรรษที่ 17 มีกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู แต่ไฮไลท์ที่อาศัยเมืองนี้เป็นจุดแวะตั้งหลักคือเมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่เห็นแบบนี้อาจคิดว่าเป็นปอมเปอี ของประเทศอิตาลี นั่นแสดงว่าอาณาจักรโรมันขยายอาณาเขตไปไกลขนาดไหน ปัจจุบันที่นี่เหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต อดีตเมืองโบราณแห่งจักรวรรดิโรมันนี้มีความสำคัญในยุคศตวรรษที่ 3 และล่มสลายถูกปล่อยเป็นเมืองร้างในศตวรรษที่ 11 โวลูบิลิสได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1997

ทะเลทรายซาฮาร่า โมรอคโค เล็ทส์โก

ทะเลทรายซาฮาร่า (Sahara)

ที่นี่ไม่ใช่เมือง แต่เป็นทะเลทรายที่…พระเจ้า…ชื่อนี้คุ้นตั้งแต่จำความได้! เป็นทั้งชื่อหนังและเป็นแรงบันดาลใจของหนังดังหลายเรื่อง ทะเลทรายแห่งนี้ี่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าอเมริกาทั้งประเทศ) กินพื้นที่เกือบแถบบนทั้งหมดของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี

แม้ทะเลทรายแห่งนี้จะครอบคลุมหลายประเทศ แต่ที่ไปง่ายและเป็นที่นิยมด้านท่องเที่ยวที่สุดก็หนีไม่พ้นที่โมรอคโคและอียิปต์

“โมร็อคโฮม รีสอร์ท” สไตล์โมร็อคโค ณ เกาะสีชัง

เกาะสีชัง เป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ใน จ.ชลบุรี และถือว่าเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด ใครต่อหลายคนจึงมักวางแผนท่องเที่ยวในวันหยุด โดยมีเกาะสีชังเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากเดินทางสะดวกแล้ว เกาะสีชังแห่งนี้ยังมีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นแหล่งถิ่นฐานประวัติศาสตร์ ผู้คนอาศัย และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม สะอาด รวมไปถึงที่พักยังคงความเอกลักษณ์และความเงียบสงบ ที่จะทำให้การพักผ่อนไม่น่าเบื่อ อย่างที่พัก โมร็อคโฮม รีสอร์ท” ที่ออกแบบได้อย่างโดดเด่นมีสีสันสะดุดตาสวยงามแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกบนเกาะแห่งนี้ยังครบครันอีกด้วย

บรรยากาศสวยๆ ที่ โมร็อคโฮม รีสอร์ท
ลวดลายสวยงามเป็นเอกลักษณ์

“โมร็อคโฮม รีสอร์ท” นั้น ออกแบบสไตล์โมร็อคโค อินเดีย โดยใช้สีสันสะดุดตาผสมผสานกับลวดลาย ออกมาได้มีเอกลักษณ์โดดเด่น นอกจากนั้นที่ตั้งของที่พักยังอยู่ใกล้กับ “พระจุฑาธุชราชฐาน” อยู่ในมุมส่วนตัว จึงมีความเงียบสงบ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวสัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นที่นี่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

ตึก โมร็อคโฮมเยลโล่
ห้องพักบนตึกโมร็อคโฮมบลู ที่มีผนังสีห้องโดดเด่น
ห้องพักซูพีเรีย คอนเน็คติ้ง รูม บนตึกโมร็อคโฮมกรีน

โมร็อคโฮม รีสอร์ท มีที่พัก 4 ตึกด้วยกัน แต่ละตึกจะมีเอกลักษณ์และดีไซน์ห้องแตกต่างกันออกไป โดยตึกแรกชื่อว่า โมร็อคโฮมบลู ห้องพักมีด้วยกันทั้งหมด 3 ห้อง อยู่ในชั้นเดียวกัน แตกต่างกันตรงสีผนังแต่ละห้องมีสีที่แตกต่างกันไป โดยที่พักจะเป็นแบบห้องน้ำรวม เหมาะกับที่พักสำหรับครอบครัวใหญ่หรือหมู่คณะ ตึกที่สอง โมร็อคโฮมเยลโล่ ตึกสีเหลืองที่ออกแบบคล้ายกับอุโมงค์ ประกอบด้วยห้องพักสามห้อง มีห้องพักแบบสวีท และห้องพักซูพีเรีย ส่วนตึกต่อไปอย่าง โมร็อคโฮมกรีน มีห้องพักสามห้อง ห้องพักสวีท และห้องพักซูพีเรีย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ยอดปราสาทสวยงามที่ตึก โมร็อคโฮมพิงค์
ห้องพักแบบสวีท บนยอดปราสาทโมร็อคโฮมพิงค์

และมาตึกไฮไลท์อย่าง โมร็อคโฮมพิงค์ ที่ออกแบบเป็นปราสาทหอคอยโดดเด่น ประกอบไปด้วยห้องพักซูพีเรีย และห้องพักแบบสวีท โดยห้องพักแบบสวีท จะพักอยู่บนยอดปราสาท มีลานกว้างด้านหน้า และยังเป็นจุดทีชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ที่สวยอีกแห่งหนึ่งในเกาะสีชัง

โมร็อคโฮมฟลาวเวอร์ สวีท 1-2 รูปแบบในลักษณะบ้านเป็นหลัง

นอกจากตึกสี่ตึกแล้วยังมีที่พักแยกออกมาอย่าง โมร็อคโฮมโดมสวีท ห้องพักโดมแปดเหลี่ยม ที่กว้างขวางพักได้สบาย และโมร็อคโฮมฟลาวเวอร์ สวีท 1-2 รูปแบบในลักษณะบ้านเป็นหลัง ในมุมสงบส่วนตัว นอกจากนี้รีสอร์ทยังมีบริการอื่นๆ อาทิ ฟรีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สาย,บริการฟรี รถรับ-ส่ง จากท่าเรือมายังที่พัก และหากใครอยากเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง ทางรีสอร์ทมีบริการติดต่อสกายแลป (รถโดยสารบนเกาะสีชัง) ไว้บริการพาเที่ยวชม หรือใครอยากขี่มอเตอร์ไซค์เล่นทั่วเกาะ ที่นี่ยังมีบริการให้เช่ามอเตอร์ไซค์โดยตรงจากทางรีสอร์ทอีกด้วย

 โมร็อคโฮม คาเฟ่ ร้านอาหารชิคๆ ในบรรยากาสไตล์โมร็อคโค

ในส่วนของห้องอาหารนั้น โมร็อคโฮม คาเฟ่ ร้านอาหารชิคๆ ในบรรยากาสไตล์โมร็อคโค เน้นอาหารไทยเป็นหลัก รสชาติจัดจ้านถึงใจ และอาหารทะเลสดๆ จากเกาะสีชัง ที่พร้อมให้ผู้มาเยือนลิ้มลองอาหารแสนประทับใจในบรรยากาศโรแมนติก

บรรยากาศยามค่ำคืนที่ โมร็อคโฮม รีสอร์ท

หากใครอยากมาเที่ยวเกาะสีชัง ชื่นชอบเอกลักษณ์และสไตล์โดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามและเงียบสงบ “โมร็อคโฮม รีสอร์ท” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดในการมาพักผ่อนบนเกาะสีชังแห่งนี้
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
“โมร็อกโฮม รีสอร์ท” ตั้งอยู่ที่ 76 ต.ท่าเทววงษ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี หากนักท่องเที่ยวสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมบริการที่พักได้ที่ โทร. 09-5756-7656,09-9191-0101

ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนไปโมร็อคโค

ก่อนเพื่อนๆจะไปเที่ยวโมร็อคโค เพื่อนๆควรจะรู้เรื่องพื้นฐานอะไรกันก่อนไปบ้างน้า วันนี้เรามีคำตอบค่า

เมืองน่าเที่ยวแห่งโมร็อคโค
  • โมร็อคโค อยู่ในทวีปแอฟริกาเหนือ อยู่ติดกับประเทศสเปนเพียงแค่ทะเลกั้น
  • คนไทยต้องทำวีซ่า มีสถานทูตในไทยสามารถจ้างคนไปยื่นได้ไม่ต้องไปด้วยตัวเอง
  • ใช้สกุลเงินของตัวเอง Dirham ให้แลกเงิน Euro หรือ USD ไปค่อยไปแลกที่โน้น
  • อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ฤดูกาลของเดือนใกล้เคียงยุโรป ( ก็มันติดกัน… )
  • เวลาห่างจากไทย 7 ชั่วโมง ( GMT+0 )
  • เป็นประเทศมุสลิม ดังนั้นการแต่งกายควรสุภาพแต่ไม่ถึงขนาดต้องคลุมผ้า
  • AIS Data Roaming ผมใช้งานได้ดีตลอดทริป มีสัญญาณหายเฉพาะตอนเข้าไปทะเลทรายลึกๆ
  • อาหารค่อนข้างเป็นไปทางแขก แนะนำให้เตรียมอาหารไทยไปให้พร้อม

ประเพณีของโมร็อกโกในสวนมัวร์

สำหรับประเทศโมร็อกโก ประเทศที่มีวัฒนธรรมมายาวนาน ประเทศที่สวยงามทางฝั่งทวีปแอฟริกาแต่มีอากาศคล้ายประเทศยุโรป เนื่องจากอยู่ใก้ลประเทศสเปน วันนี้เรามีประเพณีของโมร็อกโกที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

สวนมีความสำคัญอย่างมากในโมร็อกโกเช่นเดียวกับที่อื่น ๆ ในโลกมุสลิม เป็นสวรรค์ของโลกที่อธิบายไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานพวกเขาเป็นสถานที่พักผ่อนและสะท้อน แต่ยังสวรรค์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกับพื้นโลกซึ่งมนุษย์อาจพบกับพระเจ้า

ความคิดของสวนมัวร์

ในโมร็อกโกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อื่นเช่นมาราเคชซึ่งตั้งอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างทะเลทรายกับหว่านคุณจะเข้าใจอุทธรณ์ของสวนมัวร์ได้ง่าย สวนมัวร์มักจะมีต้นไม้สีส้มดอกไม้และน้ำคุณลักษณะทั้งหมดเพื่อให้ความสงบร่มเงาน้ำหอมความงามและความสุข เสียงของน้ำพุเพิ่มความเงียบสงบและความหรูหรา แต่ยังให้น้ำสำหรับส่วนที่เหลือของสวน มาร์ราคิชและเทือกเขาทางตอนเหนือของเทือกเขาแอตแลนต้ามีสวนที่สวยงามมากมายหลายแห่งซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไป

Agdal

Agdalเป็นคำอธิบายของ Amazigh (Berber) สำหรับทั้งสวนที่ปิดสนิทและทุ่งเลี้ยงสัตว์ขึ้นไปบนภูเขา Agdal เป็นดินแดนที่กินหญ้าเป็นสิ่งสำคัญต่อฝูงและเนื่องจากความอยู่รอดของพวกเขาขึ้นอยู่กับมันเผ่ามักจะเคารพและมองตามหลังที่ดินเหล่านี้ Agdal แห่งมาร์ราคิชมีพื้นที่กระจายอยู่กว่า 500 เฮกตาร์ซึ่งมีขนาดเท่ากับ Medina ทั้งหมด สวนสาธารณะ Almohads ในปีพ. ศ. 1156 โดย Marrakech Agdal ตั้งอยู่รอบ ๆ Sahraj el Hana (สระว่ายน้ำเพื่อสุขภาพ) สระว่ายน้ำที่น่าอับอายหลังจากที่สุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 4 จมน้ำตายในขณะที่พายเรือกับลูกชายของเขา ตอนนี้ล้อมรอบไปด้วยสวนผลไม้ปาล์มและศาลาประดับมากมาย นั่งอยู่นอกพระราชวังเปิดให้ประชาชนทั่วไป แต่ปิดในวันหยุดสุดสัปดาห์ถ้าพระมหากษัตริย์อยู่ในถิ่นที่อยู่

สวนเมืองปิด

คำ ‘ริยาจหมายถึงบ้านที่มีสวนล้อมรอบบางสิ่งบางอย่างที่จิตรกรชาวตะวันออกของฝรั่งเศส Jacques Majorelle เข้าใจเมื่อเขาปลูกสวนของเขาในพื้นที่Guélizของ Marrakech ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ต้นกระบองเพชรที่สะสมมาจากทั่วโลกปาล์มอันงดงามป่าละเมาะและป่าไม้ไผ่อันยอดเยี่ยมล้อมรอบสตูดิโอเฮาส์สีเขียวสดใสของต้นไม้สะท้อนอยู่ในสระว่ายน้ำที่เรียวยาวมากมายและตั้งอยู่บนพื้นสีฟ้าโคบอลต์บนหม้อและผนัง ร้าน Yves Saint Laurent และ Pierre Bergéซึ่งอาศัยอยู่ติดกับ Jardin Majorelle & Museum (Avenue Yaqoub el Mansour) ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเมือง

Arsat

Arsat เป็นสวนผลไม้ที่ปลูกผักในที่ร่มของมะนาวมะเดื่อมะตูมต้นทับทิมและผลไม้อื่น ๆ ซึ่งจะมีการเฉดตามวันฝ่ามือ แม้ว่าจะเรียกตัวเองว่า a Jnane (สวนสวรรค์) สวนของเกสเฮ้าส์ Jnane Tamsna เป็นส่วนใหญ่ชอบ Arsat. ซึ่งตั้งขึ้นโดยนักธรณีวิทยาชื่อ Ethno-botanist Gary Martin สวน Tamsna ประกอบด้วยต้นส้มทับทิมและโรสแมรี่และผลิตผักอินทรีย์ที่ใช้ในครัวของเกสเฮ้าส์ Jnane Tamsna ยังจัดอบรมเชิงปฏิบัติการทำสวนและส่งเสริมการใช้สมุนไพรในยาและเครื่องสำอางค์สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ผู้เข้าชมอาจจองอาหารกลางวันหากไม่ได้พักที่บ้าน

สวนอะโรมาติก

สมุนไพรและเครื่องเทศยังคงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพในโมร็อกโกและมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจสปาหรูที่ค่อนข้างใหม่ แม้ว่าสมุนไพรในภูมิภาคนี้จะไปเก็บพืชและเมล็ดพันธุ์ป่าในเทือกเขา Atlas แล้วก็ตามและขายพวกเขาใน Marche des Epices ในมาร์ราคิช – หลายผลิตภัณฑ์ได้รับการปลูกในสวนตลาดเช่น Jardins Bioaromatiques de l’Ourika (Nectarôme ) ขึ้นในหุบเขา Ourika หุบเขา Ourika Valley ขับรถไม่ไกลจากมาร์ราคิช Nectarome Garden (www.nectarome.com) เป็นแหล่งผลิตน้ำมันหอมระเหยและพืชสมุนไพรกว่า 50 ชนิดรวมทั้งน้ำมันหอมระเหยที่หลากหลาย มีการเยี่ยมชมและการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการใช้พืชอย่างละเอียด

เลาะป้อมกำแพงปืนที่เมืองเอสเซาอิร่า

สำหรับแฟนๆที่ชอบเที่ยว คงต้องมีประเทศโมร็อกโกอยู่ในใจแน่ๆ และวันนี้สถานที่เที่ยวในโมร็อกโกที่เราอยากแนะนำก็คือเมือง เอสเซาอิร่า นั่นเองงงง เอสเซาอิร่าเป็นเมืองยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยยยยย

โมร็อกโก อีกหนึ่งประเทศน่าเที่ยวที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

     เอสเซาอิร่า (Essaouira) หรือในอดีตชื่อว่าเมืองโมกาดอร์ เป็นเมืองชายฝั่งของประเทศโมร็อกโกที่ขึ้นชื่อในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว เมืองที่ล้อมรอบรอบไปด้วยกำแพงและป้อมปราการอันงดงาม ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในช่วงในยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18

     โดยผังเมืองถูกก่อสร้างขึ้นตามหลักการของสถาปัตยกรรมการทหารของยุโรป เป็นเมืองที่มีท่าเรือพาณิชย์ระหว่างประเทศที่ สำคัญตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยเป็นจุดเชื่อมโมร็อกโกและเมืองตอนในของทะเลทรายซะฮารากับยุโรปและส่วน อื่น ๆ ของโลก ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่มีทั้งบริเวณที่ติดกับชายหาดและทะเลทราย

     สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองเอสเซาอิร่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำให้ไปเยือนคือ การไปชม กำแพงป้อมปราการริมทะเล หรือที่รู้จักกันว่า กำแพงทะเล เป็นกำแพงที่ทอดยาวไปตามชายหาดและท้องทะเลอันงดงามของเมืองเอสเซาอิร่า ชมปืนใหญ่ดัตช์โบราณที่ตั้งเรียงรายยาวไปตามแนวหาด นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมอยู่เสมอ

     จากนั้นเดินทางไปชมความงดงามของ หาดเอสเซาอิร่า (Essaouira Beaches) ชายหาดที่มีชื่อเสียงของเมืองเอสเซาอิร่า ซึ่งปัจจุบันชายหาดแห่งนี้ได้เป็นเสมือนสวนสาธารณะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้ว ณ หาดแห่งนี้ยังเป็นที่นิยมของบรรดานักโต้คลื่น รวมไปถึงคนที่ชอบอาบแดดอีกด้วย

     หลังจากที่ชมทะเลจนตัวดำแล้ว เราอยากแนะนำให้คุณไปสัมผัสความเป็นอดีตของเมือง ณ ย่านเมดินา หรือ ย่านเมืองเก่าของเมือง ซึ่งปัจจุบันได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกไปในปี 2001

     ปัจจุบันย่านเมดินาได้กลายเป็นย่านธรุกิจที่สำคัญของเมืองไปแล้ว และเดินทอดน่องไปตามถนนอันคับแคบในย่านเมดินาส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแหล่งของงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานไม้และงานแกะสลัก นอกจากนี้แล้วในเมืองเอสเซาอิร่า ยังมีบริการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ขี่อูฐเที่ยวชมชายหาดและทะเลทรายอีกด้วย

มาราเกช (Marrakech) มนต์สเน่ห์แห่งโมร็อกโก

มาราเกช (Marrakech) อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศโมร็อกโก อยู่ตรงเชิงเขาแอตลาส

เมื่อก่อนเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก

อาคารบ้านเรือนของที่นี่ก็เป็นสีส้มออกชมพู พาสเทลสุดๆ คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City

ปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่คับคั่งที่สุดในทวีปแอฟริกา คือเป็นทั้งเมืองศูนย์กลางการค้า และจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

และเมืองนี้ยังได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama อีกด้วย ก็คือมีความสวยงามเหมือนเมืองในละครนั่นเอง

เรียกได้ว่ามาราเกช โมรอคโค เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว! ต้องหาโอกาสมาเที่ยวสักครั้ง!

Aït Benhaddou โลเคชั่นถ่ายทำหนังและซีรี่ส์ชื่อดังแห่งโมรอคโค

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังของประเทศโมรอคโค มีชื่อเสียงจากการที่ได้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และโลเคชั่นหนังดังและซีรี่ส์สุดฮิตหลายๆเรื่อง

ที่นี่มีป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในตอนใต้ของโมร็อกโกก็คือ ป้อมไอท์เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมหินทรายที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์

และยังมีปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ดังๆ อย่าง Lawrence of Arabia, Jesus of Nazareth, Gladiator

รวมถึงซีรี่ส์แห่งยุคอย่าง Game of Thrones และที่นี่ยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกของยูเนสโกอีกด้วย !

เป็นอีกที่เที่ยวของโมร็อคโกที่ให้บรรยากาศแบบ ป้อมปราการสีอิฐๆ แทรกด้วยต้นไม้สีเขียวหน่อยๆ ก็เป็นซีนที่สวยแปลกตาไปอีกแบบนะ ต้องลองมาเที่ยวโมร็อคโคดูสักครั้ง !