Blog

โรงแรม Movenpick Hotel Mansour Eddahbi Marrakech

การมองหาโรงแรมหรูหราที่ใช่ในมาร์ราคิชไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ยินดีต้อนรับสู่ Movenpick Hotel Mansour Eddahbi Marrakech ตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวเช่นคุณ

ระหว่างเข้าพักที่ Hotel Mansour Eddahbi นักท่องเที่ยวสามารถไปเยือน Marrakech Train Station (1.6 กม.) และเจมาอา เอล ฟนา (2.4 กม.) ซึ่งต่างก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของมาร์ราคิชห้องพักที่ Mansour Eddahbi มีทีวีจอแบน เครื่องปรับอากาศ และมินิบาร์เพื่อความสะดวกสบายระหว่างเข้าพัก และแขกยังสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วยบริการ Wifi ฟรี

เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก และรูมเซอร์วิสเป็นส่วนหนึ่งของบริการที่โรงแรมแห่งนี้ สระว่ายน้ำ และอาหารเช้าจะช่วยให้การเข้าพักของคุณพิเศษขึ้นไปอีก หากคุณวางแผนที่จะขับรถมา Mansour Eddahbi ยังมีที่จอดรถฟรีพร้อมให้บริการเมื่อคุณได้โอกาสมาเยือนมาร์ราคิช อย่าลืมแวะชิมฟาลาเฟลที่ร้านอาหารใกล้ๆ อย่าง Azar, Naranj หรือ Roti D’or

โรงแรม Le Jardin Secret

Le Jardin Secret Saigon ตั้งอยู่ใน Ho Chi Minh City ห่างจาก Nha Rong Wharf 2 กม. ให้บริการที่พักพร้อมอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีและที่จอดรถส่วนตัวฟรี ห่างจาก Fine Arts Museum 2.2 กม. ห่างจาก Union Square Saigon Shopping Mall 2.4 กม. ห่างจาก Takashimaya Vietnam 2.4 กม. ที่พักมีแผนกต้อนรับตลอด 24 ชั่วโมงและรูมเซอร์วิสสำหรับผู้เข้าพัก





ห้องพักทุกห้องมีเครื่องปรับอากาศโทรทัศน์จอแบนระบบช่องสัญญาณเคเบิลกาต้มน้ำฝักบัวเครื่องเป่าผมและโต๊ะทำงาน ห้องพักของโรงแรมมีห้องน้ำส่วนตัวพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี ผู้เข้าพักที่ Le Jardin Secret Saigon สามารถเพลิดเพลินกับอาหารเช้าแบบคอนติเนนตัลหรืออาหารตามสั่งBen Thanh Street Food Market อยู่ห่างจากที่พักเป็นระยะทาง 2.6 กม. ในขณะที่สวนสาธารณะ Tao Dan Park อยู่ห่างจากที่พักเป็นระยะทาง 2.7 กม. สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินนานาชาติ Tan Son Nhat ซึ่งอยู่ห่างจาก Le Jardin Secret Saigon เป็นระยะทาง 8 กม.

ชวนเที่ยวเมืองเชฟชาอูน

เมืองเชฟชาอูน เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโมร็อกโก เมืองนี้เหมาะสำหรับสายถ่ายรูปมาก เพราะไม่ว่าจะถ่ายมุมไหนก็ออกมาสวย ด้วยเสน่ห์ของสี ฟ้า-น้ำเงิน” ของเมืองทั้งเมืองที่มีความเชื่อว่าเป็นสีสัญลักษ์ของท้องฟ้าและเทพพระเจ้า   เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) เป็นเมืองที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติ

เป็นเมืองที่ถูกล้อมด้วยหุบเขารีฟ (Rif Montain) บ้านเมืองดูสะอาดตา สีสันสวยงามทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้เมืองเชฟซาอูนยังเป็นแหล่งปลูกกัญชาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศโมร็อกโกอีกด้วย หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวโมร็อกโกบอกเลยว่าเมืองนี้คือ ห้ามพลาดจริงๆ 

ไปขี่อูฐนอนค้างที่ทะเลทรายซาฮาร่ากัน

ทะเลทรายซาฮาร่าถือว่าเราได้ชื่อมายาวนานพอสมควรวันนี้เราจะพาท่านมารู้จักทะเลทรายซาฮาร่ากันว่าจริงๆแล้วเป็นอย่างทะเลทรายสะฮารา มีความกว้างขวางถึง 9,000,000 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียทั้งทวีป มีขนาดพื้นที่พอ ๆ กับสหรัฐอเมริกา และเป็นเนื้อที่ 1 ใน 3 ของทวีปแอฟริกาทั้งหมด แต่นับเป็นทะเลทรายที่ถือกำเนิดได้ราว 2,000 ปีเท่านั้น โดยเกิดจากความแห้งแล้งลงของภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ซึ่งในอดีตเมื่อกว่า 4,000 ปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์คล้ายโอเอซิส มีแม่น้ำ และสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากมายอาศัยอยู่ โดยปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดี คือ ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำของมนุษย์ในยุคนั้น

เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นบริเวณแห้งแล้งใหญ่สุดเป็นอันดับสามรองจากทวีปแอนตาร์กติกาและอาร์กติก มีเนื้อที่มากกว่า 9,000,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,500,000 ตารางไมล์ทะเลทรายสะฮารา แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ร้อนและแห้งแล้งที่สุดในโลก แต่ทว่าทะเลทรายแห่งนี้ก็ยังมีปรากฏการณ์หิมะตก ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ที่เมืองอินเซฟรา ในแอลจีเรีย มีหิมะตก แต่ทว่าละลายไปในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นอีก 37 ปีต่อมา ในปลายปี ค.ศ. 2016 ที่เมืองนี้ก็มีหิมะตกนับเป็นครั้งที่สอง โดยคราวนี้คงสภาพอยู่ได้ประมาณหนึ่งวัน ก่อนจะละลายหายไปในที่สุด

สุสานแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่2

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราต้องมีเยือนเพราะถือว่า สุสานแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่2 นั้นมีความสวยงามสุสานขนาดใหญ่ริมทะเลในประเทศโมร็อคโคเราจะได้รู้เรื่องราวความสำคัญประวัติศาสตร์อันสำคัญของที่แห่งนี้ ซึ่งสุสานแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่2ตั้งอยู่ในเมืองคาซาบลังการิมมหาสมุทรแอตแลนติก

สุสานแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1993 โดย มิเชล แปงโช สถาปนิกชาวฝรั่งเศสเนื่องในวาระเฉลิมพระชนม์ครบ 60 พรรษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 หรือพระราชาองค์ก่อนของประเทศ  มีความสำคัญในฐานะเป็นศาสนสถานที่ได้รับความนิยมและมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศโมร็อคโค ด้วยการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมแบบศิลปะโมร็อคโค(Morocco) ผสมผสานกับศิลปะพื้นเมืองที่รวบรวมความหรูหราและยิ่งใหญ่ตระการตา ทั้งการออกแบบให้มีพื้นที่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นห้องชำระล้างก่อนทำละหมาด (purification halls) และห้องโถงทำพิธีละหมาด(Prayer Hall)ที่จุคนได้ถึง 25000 คน ภายในมีการใช้หินอ่อนและแผ่นกระเบื้องสี (zellij-tilework) โดยเฉพาะสีขาวเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของศาสนาอิสลามประดับอาคาร มีการใช้ไม้ซีด้าแกะสลักและตกแต่งอย่างละเอียดบรรจง รวมถึงมีการสร้างหอสูง (minaret) ที่สูงที่สุดในโลกด้านล่างของสุสาน และที่สำคัญสุสานแห่งนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการออกแบบส่วนต่างๆ ทั้งการติดเครื่องทำความร้อนใต้พื้นเพื่อความอบอุ่นในฤดูหนาว และมีประตูเหล็กบานใหญ่ที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการเปิด-ปิด อีกด้วย

     สุสานแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่2 (Hassan II Mosque) สุสานที่เดินทางง่ายและเปิดกว้างสำหรับผู้เข้าชมทุกคน สุสานแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่2 (Hassan II Mosque) ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟการ์ คาซา พอร์ท(Gare Casa Port) ประมาณ 2 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมสำหรับผู้ชมทุกศาสนา โดยเสียค่าบริการ 120 DH ต่อคน เวลาเข้าชมนั้นแตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลักของสุสาน

ข่าวล่าสุด เกิดเหตุฝนถล่มโมร็อกโก น้ำท่วม

โดยสำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เกิดเหตุฝนตกหนักจึงเกิดเหตุให้น้ำท่วมที่โรงงานทอผ้าผิดกฎหมาย ซึ่งโรงงานแห่งนี้ก่อตั้งโดยผิดกฏหมายและอยู่ชั่นใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่งหลังจากเกิดฝนตกหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 24 ศพ

โมร็อกโกเผชิญฝนตกหนักตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายเมืองเนื่องจากระบบระบายน้ำอุดตัน หรือบริหารจัดการไม่ดีตามรายงานของสื่อท้องถิ่น น้ำจากฝนที่ตกหนักไหลลงไปในชั้นใต้ดิน ในขณะที่คนงานกำลังทำงานอยู่ ทำให้มีผู้ติดอยู่ภายในจำนวนมาก หน่วยกู้ภัยกับชาวบ้านต้องใช้เชือกดึงขึ้นมา โดยช่วยขึ้นมาได้แล้ว 10 คน แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีผู้ติดอยู่ภายในกี่คน ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลคนหนึ่งเผยว่า ผู้เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 20-40 ปี

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมทอผ้า หรือเครื่องหนังของโมร็อกโก พึ่งพาการดำเนินงานอย่างไม่เป็นทางการอย่างหนัก รวมถึงโรงงานที่ไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งมักทำให้คนงานต้องอยู่ในสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย.

สภาพอากาศและฤดูกาลในโมร็อคโค

โมร็อคโคส่วนใหญ่มีภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้นซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่ปลายเหนือสุดของประเทศอยู่ห่างจากสเปนเพียง 9 ไมล์เท่านั้น ในความเป็นจริงสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโมร็อคโค นอกทะเลทรายแห้งแล้งในโมร็อคโคตะวันออกใกล้อย่างที่เมอซูก้าแล้ว ทุกประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไม่มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับสภาพอากาศ มีอุณหภูมิแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับภูมิภาคและระดับความสูง

ฤดูหนาวมีระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมและเห็นสภาพอากาศที่หนาวที่สุดและฝนตกชุกของปีในขณะที่ฤดูร้อนมีระยะเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมและมักจะร้อนอบอ้าว ฤดูกาลของฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมักจะพบกับสภาพอากาศที่ดีที่สุดและโดยทั่วไปแล้วเป็นช่วงเวลาที่น่ารื่นรมย์ที่สุดในการเดินทาง

เมืองยอดนิยมในโมร็อคโค
ตามชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกความแตกต่างระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาวมีน้อยมากเนื่องจากลมเย็นที่ทำให้ความร้อนของฤดูร้อนและป้องกันไม่ให้ฤดูหนาวเย็นเกินไป อย่างไรก็ตามฤดูกาลมีผลกระทบมากขึ้นในส่วนภายในของโมร็อกโก ในทะเลทรายซาฮาราอุณหภูมิฤดูร้อนมักจะเกิน 104 องศาฟาเรนไฮต์ (40 องศาเซลเซียส) ในฤดูร้อน แต่อาจลดลงเมื่อใกล้กับช่วงฤดูหนาว ในช่วงหน้าฝนปริมาณน้ำฝนทางตอนเหนือของโมร็อกโกมีความเปียกชื้นมากกว่าทางใต้ที่แห้งแล้ง (โดยเฉพาะตามแนวชายฝั่ง) ในขณะเดียวกันเทือกเขาแอตลาสตั้งอยู่ในใจกลางของประเทศมีสภาพภูมิอากาศของตัวเองที่มีอุณหภูมิเย็นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากระดับความสูงและในฤดูหนาวมีหิมะเพียงพอที่จะรองรับการเล่นสกีและสโนว์บอร์ด

Marrakech
เมืองมาราเกชตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มด้านในของโมร็อกโกเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จัดว่ามีสภาพภูมิอากาศกึ่งแห้งแล้งซึ่งหมายความว่ามันจะเย็นในช่วงฤดูหนาวและร้อนในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยสำหรับเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมมีอุณหภูมิอยู่ที่ 54 องศาฟาเรนไฮต์ (12 องศาเซลเซียส) ในขณะที่อุณหภูมิมิถุนายนถึงสิงหาคมมีอุณหภูมิเฉลี่ย 77 องศาฟาเรนไฮต์ (25 องศาเซลเซียส) ฤดูหนาวยังค่อนข้างชื้นโดยแต่ละเดือนมีฝนประมาณครึ่งนึงในขณะที่ความร้อนในฤดูร้อนแห้งมากกว่าชื้น – แทบจะไม่มีฝนตกตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมคือในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วงเมื่อคุณตั้งตารอชมกับแสงแดดที่อุดมสมบูรณ์และเย็นที่น่ารื่นรมย์

Fez
ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศในภูมิภาคแอตลาสตอนกลางเฟซมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่มีแดดจัด ฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิมักจะมีความชื้นด้วยปริมาณฝนตกมากที่สุดระหว่างเดือนพฤศจิกายนและมกราคม ในฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 57 องศาฟาเรนไฮต์ (14 องศาเซลเซียส) ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมสภาพอากาศโดยทั่วไปจะร้อนแห้งและมีแดดโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 86 องศาฟาเรนไฮต์ (30 องศาเซลเซียส) และปริมาณน้ำฝนน้อยลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายนทำให้เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมโมร็อคโค

The Atlas Mountains
สภาพอากาศในเทือกเขาแอตลาสไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับระดับความสูงของเทือกเขาที่คุณวางแผนจะไปเยือนในภูมิภาคไฮแอตลาสในฤดูร้อนมีอากาศเย็น แต่มีแดดอ่อนๆโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 77 องศาฟาเรนไฮต์ (25 องศาเซลเซียส) ในช่วงกลางวัน เฟซส่วนที่เหลือของภูมิภาคแอตลาสกลางมีฝนตกชุกในฤดูหนาวและฤดูร้อนมีแดดจัด ในฤดูหนาวอุณหภูมิมักจะลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งบางครั้งก็ตกลงต่ำสุดที่- 4 องศาฟาเรนไฮต์ (- 20 องศาเซลเซียส) หิมะตกเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งทำให้ในฤดูหนาวเหมาะแก่การให้คุณมาเล่นสกีในช่วงนี้

Western Sahara
ทะเลทรายซาฮาร่าร้อนระอุในฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยในตอนกลางวันประมาณ 45 องศาเซลเซียส ในเวลากลางคืนอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วและในฤดูหนาวจะเย็นจนอาจจะเป็นหิมะได้  เวลาที่ดีที่สุดในการจองทัวร์ทะเลทรายคือในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเมื่ออากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป อย่างไรก็ตามโปรดทราบว่าในเดือนมีนาคมและเมษายนมักจะตรงกับลม Sirocco ซึ่งอาจทำให้เกิดฝุ่นจะส่งผลไม่ดีในการมองเห็นและพายุทรายฉับพลัน

ฤดูใบไม้ผลิในโมร็อคโค
ฤดูใบไม้ผลิเป็นเวลาที่นิยมมากในการเยี่ยมชมโมร็อกโกเป็นอุณหภูมิที่น่าพอใจและภูมิทัศน์สีเขียวสดใสที่คุณจะพบได้ทั่วประเทศในช่วงเวลานี้ของปี นอกจากนี้ทั้งเดือนพฤษภาคมและเมษายนถือเป็นเดือนที่มีฝนตกไม่ว่าคุณจะไปที่เฟซหรือเทือกเขาแอตลาสคุณจะพบกับฝนที่ตกมากเกินไป อย่างไรก็ตามหากคุณวางแผนที่จะเยี่ยมชมทะเลทรายซาฮาราพายุทรายในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะค่อนข้างแรงเนื่องจากลม Sirocco ที่พัดผ่านภูมิภาคในเวลานั้น

สิ่งที่ต้องเตรียม: อย่าลืมพกร่มที่มีน้ำหนักเบาเพื่อป้องกันลมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ไม่เช่นนั้นคุณจะต้องใส่กางเกงขายาวเสื้อแขนยาวและเสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อกันหนาวบาง ๆ เพื่อสนุกกับสภาพอากาศที่เย็นสบายในช่วงนี้

ฤดูร้อนในโมร็อคโค
ฤดูร้อนของโมร็อกโกร้อนแรงมาก แต่อาจเย็นกว่านี้เล็กน้อยตามแนวชายฝั่งดังนั้นคุณจะต้องไปพักที่นั่นเพื่อคลายความร้อน นอกจากนี้พื้นที่ภายในหลายแห่งอาจเย็นกว่าในตอนเช้าและตอนเย็นดังนั้นหากคุณเดินทางไปยังเทือกเขาแอตลาสหรือมาราเกชคุณควรเตรียมตัวสำหรับอากาศที่ร้อนทั้งวันและกลางคืนอันเย็นสบาย ไม่ว่าคุณจ้เดินทางไปที่ไหนจะมีฝนตกน้อยมากในช่วงฤดูนี้ซึ่งทำให้การวางแผนการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับที่ชายหาดหรือการไต่เขาในช่วงบ่ายเป็นเรื่องที่ดี

สิ่งที่ต้องเตรียม: การแต่งกายแบบอนุรักษ์นิยมที่สุดของโมร็อกโกถือเป็นเรื่องจริงที่ไม่คำนึงถึงฤดูกาลที่คุณไปเที่ยว ผู้หญิงมักเสื้อคลุมยาวที่หุ้มข้อศอกและผมมักถูกปกคลุมหรือมัดรวบไว้ด้านหลัง หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อคลุมยาวclingy หรือสายรัดปาเก็ตตี้โดยไม่คำนึงถึงฤดูกาล ผู้ชายมักแต่งตัวในเสื้อผ้าสไตล์ตะวันตก แต่ไม่สวมกางเกงขาสั้นเป็นประจำ

ฤดูหนาวในโมร็อคโค
ฤดูหนาวของโมร็อคโคเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมและบางส่วนของประเทศยังเย็นพอที่หิมะจะตกลงบนยอดเขาที่สูงที่สุด สำหรับโมร็อกโกยังคงมีฝนตก คริสมาสต์เป็นเวลาที่วุ่นวายในการหาจองโรงแรมและเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ และอุณหภูมิที่น่าพอใจสูงกว่า 50 องศาฟาเรนไฮต์ (10 องศาเซลเซียส) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

สิ่งที่ต้องเตรียม: คุณไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อกันหนาวเว้นแต่ว่าคุณกำลังเยี่ยมชมบริเวณที่มีหิมะปกคลุมของเทือกเขาแอตลาส แต่แนะนำให้นำเสื้อสเวตเตอร์เสื้อแขนยาวและเสื้อคลุมทับเพื่อรองรับวันที่อากาศอบอุ่นและเย็นกว่า คุณอาจต้องการใส่เสื้อกันฝนและควรนำรองเท้ากันน้ำมาด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณวางแผนที่จะออกไปเที่ยวชมนอกสถานที่

สภาพอากาศและฤดูกาลในโมร็อคโค

8 แบบห้องนอน ตกแต่งสไตล์โมร็อคโค เสน่ห์สีสันที่มีเอกลักษณ์

ห้องนอนสไตล์โมร็อคโค

เสน่ห์ของสีสันและลวดลายที่มีเอกลักษณ์

เป็นอีกครั้ง สำหรับการแนะนำจากสมาชิก Fanpage บนเฟสบุก ได้นำเสนอให้ทางเว็บนำแบบตัวอย่างการตกแต่งห้องนอนสวยๆ ในสไตล์โมร็อคโค ทางเว็บ “บ้านไอเดีย” ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับคำแนะนำที่ดี จึงไม่ขอรอช้า นำมาฝากกันเลยทันที โดยเป็นแบบห้องนอนจาก รีสอร์ทของคุณ ตัน อิชิตัน ไอเดียแบบห้องนอนที่มีเอกลักษณ์ในสไตล์โมร็อคโคนี้ การออกแบบมุ่งเน้นไปทางลวดลายที่งดงาม โดดเด่นมีเสน่ห์เฉพาะตัวและมีสีสันที่เข้มข้น เช่น หากต้องการเล่นโทนสีเหลือง ก็จะเหลืองเข็ม น้ำเงินก็ น้ำเงินเข้ม ทำให้ห้องดูมีความมั่นคง ให้ความรู้สึกที่ชัดเจนและมีน้ำหนักมากกว่าสีโทนอ่อน ของตกแต่งในสไตล์โมร็อคโคนี้ ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่านที่มีลวดลายสวยงาม เฟอร์นิเจอร์ลายฉลุ อาจนับโดยรวมได้ว่า ทุกๆอย่าง ต้องมีลวดลายซ่อนความอ่อนโยนไว้ในสีสันที่เข้มแข็งไว้ได้เป็นอย่างดี และมักไม่มีพื้นที่โล่งว่าง แม้กระทั่งฝาผนังห้อง ก็ต้องมีของมาประดับอย่างเติมเต็ม

ภาพถ่าย : Villa Maroc Resort

แบบห้องนอน ตกแต่งโทนสีส้ม สไตล์โมร็อกโก
ตกแต่งห้องนอน โทนสี เหลือง สไตล์โมร็อคโค
ตกแต่งห้องนอนให้โรแมนติก สไตล์โมร็อคโค
แบบห้องนอน โทนสี ครีม แบบห้องโบราณ สไตล์โมร็อคโก
ตกแต่ง แบบห้องนอน เตียงคู่ สไตล์รีสอร์ท
แบบห้องนอน ตกแต่ง โทนสี ฟ้า น้ำตาล สไตล์โมร็อคโค
แบบห้องนอน ตกแต่งห้อง โทนสี ขาวส้ม สไตล์ รีสอร์ท
ผ้าม่าน เตียงนอน เตียงนอนเหล็ก สีดำ

“โมร็อกโค” (MOROCCO) เสน่ห์แห่งโลกตะวันออกกลาง ดินแดนฟ้าจรดทราย

โมร็อกโค (MOROCCO) ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เอล มาห์กริบ อัล อัค ซา” (EL MAHGRIB AL AQSA) ซึ่งหมายถึงดินแดนทางทิศตะวันตกไกลที่สุด ที่นี่เป็นดินแดนเมืองหนาวที่มีแดดอันร้อนแรง หรือเป็นประเทศที่เย็นที่สุดในหมู่ประเทศที่ร้อนที่สุด เนื่องจากภูมิประเทศอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณที่ตั้งซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของทวีปแอฟริกา

เมืองคาซาบลังก้า (CASABLANCA) มีความหมายในภาษาสเปนว่าบ้านสีขาว ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ปัจจุบันนี้บ้านเรือนของพวกเขามีสีขาว เป็นเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco) ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ “คาซาบลังกา” จากภาพยนตร์ในชื่อ Casablanca (สร้างปีค.ศ.1942) แม้ว่าในความเป็นจริงภาพยนตร์ดังกล่าวไม่ได้ใช้ฉากที่ถ่ายทำในคาซาบลังกาเลยแต่ก็ทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกได้เช่นกัน

Casablanca เป็นภาพยนตร์รักอเมริกันในกาซาบล็องกา เมืองท่าทางตอนเหนือโมร็อกโก ภาพยนตร์กล่าวถึงความขัดแย้งและการตัดสินใจของชายคนหนึ่ง ที่ต้องเลือกระหว่างความรัก กับการช่วยเหลือสามีของเธอในการต่อสู้ต้านทานนาซี อีกหนึ่งเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือ ความ “แฟนตาซี” และ “เอ็กโซติก” ที่นำเสนอออกมา ทำให้เมืองคาซาบลังก้ากลายเป็นที่รู้จัก และโด่งดังมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

จุดหมายที่ไม่ควรพลาด กับการไปเยือนเมืองคาซาบลังก้า ได้แก่ สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโคทุกแขนง ชมวิวทิวทัศน์รอบๆ และสุเหร่าแห่งนี้ยังเป็นจุดชมวิวบรรยากาศริมชายฝั่งทะเลอีกด้วยค่ะ

เมืองเชฟชาอูน (CHEFCHAOUEN) Blue City นครสีฟ้า เมืองซึ่งได้ขนานนามว่า “มนต์เสน่ห์แห่งโมร็อคโค” เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 538 ปี มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติสวยงาม อากาศบริสุทธิ์และความสะอาดของเมืองได้สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆ จากเหนื่อยล้ามาจากการตระเวนเที่ยวที่เมืองอื่นได้ผ่อนคลาย มีสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ และมีชื่อเสียงมากที่สุดด้วยความโดดเด่นของอาคารบ้านเรือนที่ทาเป็นสีฟ้าทั้งหมดด้วยค่ะ

สาเหตุที่เมืองเชฟชาอูนถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสีฟ้าและสีขาว โดยเฉพาะสีฟ้า นั่นก็เพราะว่าเชฟชาอูนเป็นเมืองที่บ้านเรือนเกือบทุกหลังเป็นสีขาว และมีครึ่งล่างไปจนถึงบริเวณถนน บันได และทางเดิน เป็นสีฟ้าสดใสเหมือนวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้า เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเจ้านั่นเอง

ทะเลทรายซาฮารา (SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าอเมริกาทั้งประเทศ) และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย กิจกรรมที่น่าสนใจของสถานที่แห่งนี้ก็คือ ขี่อูฐเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮารา

เมืองมาราเกช (MARRAKECH) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค เป็นเส้นทางของพ่อค้าตะวันออกกลาง ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด

สภาพบ้านเมืองที่เห็นได้ชัดคือ ทางเดินที่ทอดตัวยาวสองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือเมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

มัสยิด คูตูเบีย (Koutoubia Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองมาราเกช ไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1147 เพื่อประกาศชัยชนะของชาวมุสลิมที่ได้นำศาสนาเข้ามาเผยแผ่ได้อย่างสำเร็จ แต่มัสยิดแห่งนี้ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามไม่สามารถเข้าไปชมด้านในมัสยิดได้ สามารถเดินถ่ายรูปในบริเวณลานด้านนอกรอบๆ ตัวอาคารได้

โมรอคโค เสน่ห์แห่งโลกตะวันออกกลางบนดินแดนแอฟริกา

โมรอคโค (Morocco) เสน่ห์แห่งโลกตะวันออกกลางบนดินแดนแอฟริกา

เที่ยว “โมรอคโค” ประเทศทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ติดต่อทั้งชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชายแดนทางตอนใต้ติดกับทางตะวันตกของทะเลทรายซาฮาร่า ทางตะวันออกติดกับแอลจีเรียและอาณานิคมเล็ก ๆ ของชาวสเปนนิชแอฟริกันซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ด้วยระยะทางที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศทางยุโรปมากนัก โมรอคโคมีทุกสิ่งที่จะทำให้เหล่านักท่องเที่ยวหลงรักในสีสัน กลิ่นอายและเสียงเพรียกแห่งโลกตะวันออกกลางบนดินแดนแอฟริกาแห่งนี้ ตลาดกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยผู้คนและร้านค้าขายเครื่องเทศ มัสยิดที่แสนงดงาม เมืองเรียบชายหาดสีขาวและใจกลางเมืองที่ยังคงความดั้งเดิมในแบบสมัยยุคกลาง และด้วยทัศนีย์ภาพที่หลากหลายของประเทศตั้งแต่ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนถึงทัศนีย์ภาพของทะเลทรายซาฮาร่าที่กว้างไกลสุกลูกหูลูกตา เป็นที่แน่ชัดว่าทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนโมรอคโคจะไม่มีทางรู้สึกเบื่อประเทศที่งดงามแห่งนี้อย่างแน่นอน

การเดินทางท่องเที่ยวโมรอคโคหากเริ่มจาก เที่ยวที่เมืองคาซาบลังกา (Casablanca) จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของ มัสยิด Hassan II Mosque มัสยิดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากมัสยิดแห่งเมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย โดยทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวมักจะใช้เวลาในการท่องเที่ยวเมืองแห่งนี้ไม่นาน แต่เพียงการได้ชมสถาปัตยกรรมการตกแต่งบ้านเมืองของที่นี่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการมาเยือนแล้ว

เมื่อออกจากเมืองคาซาบลังกาแล้วสามารถมุ่งหน้าไป เที่ยวที่เมืองมาราเกช ซึ่งเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “นครสีชมพู” เนื่องจากเมืองนี้มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยสีของตึกรามบ้านช่องตั้งแต่อดีต สร้างความประทับตราตึงใจให้แก่ผู้พบเห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาในเมือง สถานที่น่าสนใจในเมืองนี้คือตลาดกลางแจ้งที่คึกคักไปด้วยผู้คน ประตูและกำแพงเมืองเก่าแก่ หลุมฝังศพ Saadian ซากปรักหักพังของปราสาท El Badi และมัสยิด Koutoubia และหอสูงประจำสุเหร่าที่มีอายุเก่าแก่กว่า 12 ศตวรรษ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินไม่ควรลืมเดินทางไปแวะย่าน Jamaa el-Fnaa จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา เป็นแหล่งรวบรวมร้านขายอาหารและพื้นที่แสดงความสามารถอันหลากหลายของชาวมาราเกช

หนึ่งสถานที่ที่พลาดไม่ได้เลยคือ Aït Benhaddou เมืองป้อมปราการเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางคาราวานระหว่างทะเลทรายซาฮาร่าและเมืองมาราเกช ปัจจุบันเมืองแห่งนี้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยของคนท้องถิ่นบางส่วนและพ่อค้าที่ขายสินค้าหลากหลายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ลักษณะของตัวบ้านเรือนทำจากดินเหนียวสีแดงทั้งหลัง นับว่าเป็นต้นแบบที่ล้ำค่าของสถาปัตยกรรมการสร้างบ้านด้วยดินเหนียวสไตล์โมรอคโค

อีกเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเมืองเฟส อดีตเมืองหลวงที่ยังคงความงดงามจากอดีตจวบจนปัจจุบัน เสน่ห์ของเมืองคือถนนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคกลางที่มีเส้นทางคดเคี้ยวคล้ายกับเขาวงกต ประตูเมือง และมหาวิทยาลัยโบราณ University of Al-Karaouine และ Bou Inania Madrasa นอกจากนี้ไม่ควรพลาดแวะชมกรรมวิธีการฟอกเครื่องหนังแบบดั้งเดิมที่โรงงาน Chouara Tannery โรงงานย้อมฟอกหนังที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเมือง ตั้งอยู่ที่ Blida street Fez Medina และเนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ท่ามกลางถนนที่ค่อนข้างแคบ การเดินทางไปที่แห่งนี้จึงสามารถเดินทางไปได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น

เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้ชีวิตก่อนจบทริปการท่องเที่ยวในโมรอคโค ไม่ควรพลาดแวะรับลมทะเลที่เมืองอซิลาห์ หรือเอสเซาอิร่า นอกจากนี้ยังมีนครสีฟ้า “เชฟชาอูน” ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฟส และภูเขาแอตลาสให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปสำรวจอีกด้วย

What to buy: ของฝากและของที่ระลึกที่ประเทศทางทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลางมีขายโดยทั่วไปซึ่งก็คือผลอินทผลัม พรหม เครื่องเซรามิกและเครื่องหนัง ส่วนสินค้าที่หาซื้อได้เฉพาะในโมรอคโคได้แก่ทาจีน เครื่องปั้นดินเผาที่ผ่านการเคลือบอย่างดีสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในครัวเรือน

How to go: สำหรับการเดินทางไปที่โมรอคโคสามารถใช้บริการเดินทางจากสายการบิน Turkish Airlines หรือ Emirates ก็ได้ ซึ่งการเข้าประทศในแต่ละครั้งนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าเข้าประเทศ 17 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 740 บาท

สถานที่ท่องเที่ยวโมร๊อคโก