แบกเป้เที่ยวโมร็อกโก 2 อาทิตย์ ไปไหนบ้าง

มีเพื่อนๆ ถามกันมาเยอะว่า ไปโมร็อกโกเป็นไงบ้าง เดินทางสะดวกไหม อันตรายหรือเปล่า มีอะไรชี้แนะบ้าง? โพสนี้ ผมเลยอยากเขียนเน้นเนื้อหา เล่าถึงประสบการณ์ และโลจิสติกส์ของการเดินทางเป็นหลัก

ก่อนอื่นต้องขอย้ำว่า ผมเดินทางกับเด็กอายุ 3 ขวบ อะไรที่ผาดโผนมากคงไม่มีเขียนรีวิวในนี้นะครับ รอบนี้เน้นพักแบบไม่ลำบากมากนัก แต่การเดินทางยังอิงแนวผจญภัย ลุยๆ เหมือนเดิม ผมไปช่วงเดือนมีนาคม ตรงกับฤดูใบไม้ผลิที่นั่นพอดี อากาศกำลังดีไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป แต่เจอพายุทรายเป็นบางช่วงตอนขี่อูฐข้ามทะเลทราย

แผนที่การเดินทาง เริ่มต้นที่ Marrakesh จบที่ Casablanca

แผนการเที่ยวโดยสังเขป: สำหรับทริปนี้ เราเริ่มต้นที่กรุง Marrakesh และจบที่ Casablanca — 4 วันแรก เราเที่ยวอยู่ในกรุง Marrakesh วันที่ 5 เช่ารถขับออกจากเมือง ข้ามเทือกเขา Atlas Mountains ไปยังเมือง Merzouga เพื่อขี่อูฐไปนอนค้างคืนในทะเลทราย หลังจากนั้นก็ขับต่อไปยังเมือง Fes ซึ่งเราค้างอยู่ที่นั่น 3 คืน.. จาก Fes เราเหมารถไปเที่ยว Meknes, Volubilis และ Chefchauoen ก่อนที่จะนั่งรถไฟต่อไปยัง Rabat และก็ Casablanca

Day 1: Getting to Marrakesh

เราบินออกจาก Miami ไปยังกรุง Marrakesh โดยสายการบิน TAP Portugal ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมด 15 ชม. (บนเครื่อง 10 ชม. + หยุดต่อเครื่องที่กรุง Lisbon ประเทศโปรตุเกส 5 ชม.) ถึงกรุง Marrakesh ตอนประมาณเที่ยงวันพอดี ก่อนออกจากสนามบิน เราหยุดแลกเงินนิดนึง ให้มีพอสำหรับจ่ายค่านั่งแท็คซี่เข้าเมืองและซื้อของกินเล่นเล็กน้อย

เราพักอยู่ที่ Dixneuf La Ksour (Riad 19) ซึ่งเป็นบ้านพักเล็กๆ ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเก่า หรือที่เรียกกันว่า “เมดิน่า” เหตุผลที่เลือกพักที่นี่ ก็เพราะ สถานที่ตั้งที่อยู่เยื้องจาก จัตุรัส เจมา เอล ฟนา (Jemaa el-Fnaa Square) ไปแค่ไม่กี่นาที ถ้าจะออกมาเดินเที่ยว หรือมาหาอะไรกินที่จัตุรัสตอนกลางคืน ก็จะง่ายและสะดวกมาก

ออกมาเดิน จัตุรัส เจมา เอล ฟนา ตอนหัวค่ำ

สำหรับคนที่จะพัก riad ในเมดิน่า ให้เช็คกับทาง riad ก่อนนะครับว่ารถเข้าไปถึงไหม เพราะตรอกซอยในเมดิน่าค่อนข้างเล็ก ถ้าแท็คซี่เข้าไม่ถึง เขาจะจอดให้ลงหน้าปากซอย แล้วเราต้องเดินแบกกระเป๋าเข้าซอยไปหาโรงแรมเอง ถ้าใครมีสัมภาระเยอะ แนะนำจ้างคนที่มีรถเข็น (จะมียืนรอกันอยู่ตามที่จอดรถ) ให้ช่วยเข็นกระเป๋าตามเราไปถึงที่พักได้

พอเช็กอินเข้าโรงแรมเรียบร้อย เราก็ออกมาเดินหาซื้อซิมมือถือ และแลกเงินเดอร์แฮม — สำหรับซิมมือถือ แนะนำแบบ pre-paid ของเครือข่าย Moroc Telecom ราคาไม่แพง สัญญาณดี ใช้ได้ทั่วประเทศ

Day 2-4: Marrakesh

เมือง Marrakesh แบ่งเป็น 2 เขตใหญ่ๆ ด้วยกัน: [ 1 ] เขตเมืองเก่า หรือ “เมดิน่า” ในนั้นจะเป็นตรอกซอยทางเดินเล็กๆ ตัดไปตัดมา ล้อมไปด้วยกำแพงสีแดงที่สูงประมาณตึกแถว 2-3 ชั้นได้ ข้างทางเดินก็จะมีร้านค้าเล็กๆ ขายของนู่นนี้เป็นช่วงๆ ส่วนสถานที่เที่ยว ไม่ต้องห่วงเลย มีเยอะมาก: 1. Jemaa el-Fnaa Square, 2. Ben Youssef Medersa, 3. Bahia Palace, 4. Koutoubia Mosque, 5. Saadian Tombs, 6. Bab Agnaou, และก็มี ซุ๊กส์ (souks) หรือตลาด ที่ตั้งอยู่รอบๆ จัตุรัส เจมา เอล ฟนา ตั้งขายของกันเป็นโซนๆ ไป  [ 2 ] เขตเมืองใหม่ เขตนี้มีตึกราบ้านช่องที่ค่อนข้างจะทันสมัย มีโรงแรมหรูหราใหญ่โตมากมาย สถานที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาด ก็คือ Majorelle Garden ตกเย็นก็เดินเล่นย่าน Gueliz (อยู่ติดกับ Majorelle Garden) มีร้านอาหารอร่อยๆ มากมาย

เนื่องจากเราพักกันอยู่ในเมดิน่า เลยอาศัยการเดินเท้าเที่ยวเป็นซะส่วนใหญ่ เวลาเดินต้องระวังมอเตอร์ไซต์ที่ขับสวนไปมากันมากหน่อย เดินชิดขวาไว้ดีที่สุด… เวลาจะออกไปเที่ยวนอกกำแพงเมืองเก่า เรามักจะเรียกแท็คซี่ หรือไม่ก็จ้างรถม้า ซึ่งส่วนใหญ่จะจอดรอลูกค้าอยู่หน้าจัตุรัส เจมา เอล ฟนา — ควรต่อราคา และตกลงค่าบริการให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถนะครับ〉ข้อมูลเพิ่มเติม: เดินตะลุยย่านเมืองเก่ามาราเกช

ลานจอดรถ: เนื่องจากรถไม่สามารถขับเข้าตามตรอกเล็กๆ ได้ จึงมีลานจอดรถอยู่กระจักกระจายตามจุดต่างๆ รอบเมือง ถ้าจะเรียกแท็กซี่นั่งออกไปไหน ก็ให้จำชื่อลานจอดรถด้วยนะครับ ขากลับจะได้บอกให้แท็กซี่มาส่งถูกที่

รถม้า: รถม้าส่วนใหญ่จะจ้องรอรับนักท่องเที่ยวอย่างเดียว เพราะคนท้องถิ่นไม่นั่งกัน ส่วนใหญ่จะจอดรอลูกค้ากันอยู่หน้าลาน Jemaa el-Fnaa Square ก่อนขึ้นควรต่อราคาและตกลงทุกอย่างให้เรียบร้อยกันก่อนช้อปปิ้ง: เห็นอะไรที่ชอบ แนะนำให้ซื้อเลย เพราะที่ Marrakesh มีของขายเยอะสุดแล้ว แค่ต้องต่อราคาหน่อยเท่านั้นเอง อย่าหวังไปซื้อที่ Fes หรือเมืองอื่น เพราะของมีให้เลือกน้อยกว่าที่ Marrakesh มาก

เดินเล่นตอนกลางคืนในมาดิน่า อันตรายไหม? ถ้าพักอยู่แถว Jemaa el-Fnaa Square อย่างเรา ออกมาเดินตอนกลางคืนไม่น่ากลัวครับ เพราะมีนักท่องเที่ยวและผู้คนเดินกันเยอะพอสมควร แต่จะเริ่มโหลงเหลงหลังเที่ยงคืน หลังจากเที่ยงคืนไม่ควรเสี่ยง

Day 5: High Atlas Mountains

วันนี้ผมออกไปเอารถเช่าแต่เช้า แล้วขับรถพาครอบครัวออกจากกรุง Marrakesh มุ่งหน้าไปยังเทือกเขา Atlas Mountains ตามถนนเส้น N9 — สภาพถนนเส้นนี้ค่อนข้างดี เป็นถนนลาดยางตลอดสาย ตอนขับขึ้นเทือกเขา Atlas Mountains เส้นทางไม่ชันมาก แต่คดเคี้ยวพอสมควร ใครเมารถเตรียมยาดมได้เลย ระหว่างทางจะเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สร้างเกาะอยู่ตามหุบเขา ทิวทัศน์สวยมากเลยทีเดียวขับออกมาจากเมืองมาประมาณ 2 ชม. ก็จะมีที่จอดพักให้เข้าห้องน้ำ เป็นอาคารเล็กๆ ตั้งอยู่บนสันเขา เราจอดลงมาเดินยืดเส้นยืดสายกัน จุดนี้ชื่อ Tizi Aït Barka (พิกัด: 31.490019, -7.438739) มีร้านกาแฟ ขายอาหาร มีห้องน้ำ และสามารถขึ้นไปนั่งจิบชากาแฟดูวิวอยู่บนดาดฟ้าของตัวอาคารได้ ช่วงที่ผมไปมีคนหยุดเยอะพอสมควร ไม่น่ากลัวครับหลังจากหยุดพักกันแล้ว ขับต่อไปอีก 1-2 ชม. ก็ถึงเมือง Aït Benhaddou ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่ทางองค์การ UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลก ถ้าขับมาทางนี้แล้ว พลาดไม่ได้เลยทีเดียว

เราจอดนั่งทานอาหารเที่ยงกันก่อน ที่ร้าน Auberge Bilal เป็นร้านอาหารท้องถิ่นและโฮสเทลเล็กๆ ตั้งอยูไม่ไกลจาก Aït Benhaddou มากนัก พอทานเที่ยงกันเสร็จ เดินข้ามคลองเล็กๆ ไปไม่กี่เมตรก็ถึงทางเข้า — ให้เวลาตัวเองเดินเที่ยวถ่ายรูปใน Aït Benhaddou 1 ชม.

ยืนอยู่บนยอด Aït Benhaddou มองกลับไปที่ร้านอาหารและคลองเล็กๆ ที่เดินข้ามมา

ขับต่อมาอีกหน่อยก็เป็นเมือง Quarzazate ซึ่งตั้งอยู่ทางตัดของเส้น N9 กับ N10 เราเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น N10 แล้ววิ่งต่อไปอีกประมาณ 2-3 ชม. ก็จะถึงโรงแรมที่จองไว้ Hôtel Xaluca Dades — ที่ดูๆ เป็นโรงแรมที่ดีสุดแล้วในละแวกนี้ มีแอร์ มีห้องน้ำส่วนตัว มีอาหารเช้าให้อย่างดี แถมยังอยู่ติดกับทางขึ้น Dadès Gorges อีกด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นสามารถขับขึ้นไปเที่ยว Dadès Gorges ได้เลย

สถานที่เที่ยวบนถนนเส้น N10: 1. Ouarzazate (ที่ตั้งของ Taourirt Kasbah, Cinema Museum และ Atlas Film Sudios มีฉากหนังดังๆ ที่สามารถเข้าไปดูไปถ่ายรูปได้), 2. Skoura (เมืองกลางทะเลทรายที่เต็มไปด้วยต้นปาล์ม เป็นที่ตั้งของ Ben Morro Kasbah, Amerhidil Kashab, และหมู่บ้าน Toundout),  3. Boumalne du Dadès เป็นจุดหยุดชมวิวที่สวยมาก จะเห็นเป็นหุบเขาวิ่งตัดผ่านโอเอซิสเล็กๆ ที่อยู่เป็นหย่อมๆ ไปจนสุดขอบฟ้า

รถเช่า: ผมเช่ารถผ่านทาง Auto Europe (รับรถที่ Marrakesh คืนรถที่ Fes) เวลาจอดรถในเมืองจะมีคนเดินมาเก็บตังค์ค่าดูแลรถ อันนี้ปกติมากในโมร็อกโก ถ้าจอดไม่นาน เตรียมจ่ายประมาณ 10-20 Dh

Day 6: Erg Chebbi (Sahara)

หลังทานอาหารเช้าที่โรงแรมกันเรียบร้อย ก็เช็คเอ้าท์ แล้วขับขึ้น Dadès Gorges ก่อนเลย หลังจากนั้นก็ขับตรงไปยัง Todgha Gorge ซึ่งเราจอดรถลงมาเดินเล่นถ่ายรูปกัน — หุบเขา Todgha Gorge เป็นกำแพงหินที่ใหญ่โตและสวยงามมาก ระหว่างที่เราเดินเล่นกัน ก็มีเด็กๆ คอยวิ่งตาม ตื้อให้ซื้อของ ถ้าไม่เอาก็ตอบปฏิเสธไปสั้นๆ ว่า “No, Thank you.” ไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องชวนคุย

วันนี้ต้องทำเวลากันหน่อย เพราะนัดเค้าไว้ 4 โมงเย็น เพื่อจะขึ้นขี่อูฐไปยัง campsite กลางทะเลทรายที่เราจะไปนอนค้างกันคืนนี้ แค้มป์นี้ ชื่อ Caravanserai Luxury Desert Camp เต็นท์แต่ละหลังจะมีห้องน้ำส่วนตัวให้ เตียงใหญ่พอสำหรับ 3 คน พ่อ แม่ ลูก นอนด้วยกันอย่างสบายๆ มีอาหารเช้า อาหารเย็น และกิจกรรมรอบกองไฟ ทุกอย่างรวมอยู่ในค่าที่พักแล้วเรียบร้อย

ผมจองเต็นท์ผ่านทางเว็บ Booking.com แล้วอีเมล์ติดต่อเรื่องการขี่อูฐอีกที อย่าลืมคอนเฟร์มจุดนัดพบให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางนะครับ  ถ้าใครมีสัมภาระเยอะ สามารถแจ้งให้ทาง campsite เตรียมรถมาขนสัมภาระให้ได้… ส่วนรถเช่าที่ขับมา เราจอดทิ้งไว้ที่จุดนัดพบ ซึ่งของเราเป็นโฮสเทลเล็กๆ ชื่อ Auberge Akabar ตั้งอยู่ขอบเมือง Merzouga

พายุทราย: ช่วงที่ผมไป มีพายุทรายด้วย ถ้าใครจะเดินทางช่วงเดือน มีนา-เมษา แนะนำติดผ้าโพกหัวมาด้วย เผื่อเจอพายุทราย จะได้มีอะไรปิดหน้าไม่ให้ทรายเข้าหูเข้าตา

Day 7: Valley Gorge

จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ เมืองเฟส (Fes) ซึ่งพอถึงแล้วต้องเอารถเช่าไปคืน — วันนี้เราออกจาก campsite สายหน่อย เพราะลูกอยากเล่นทราย เส้นทางไม่มีอะไรมาก ขับเส้น N13 มุ่งขึ้นเหนือ ข้ามเทือกเขา Atlas Mountains ไปจนถึงเมือง Azrou แล้วเลี้ยวเข้าเส้น N8 ตามป้ายที่ชี้ไปเมือง Ifran ซึ่งไปทางเดียวกันกับเมือง Fes อยู่ห่างกันแค่ 1 ชั่วโมง

ระหว่างทางเราหยุดดู Ziz Valley Gorge ที่ร้าน Valée de Ziz (ร้านกาแฟเล็กๆ ข้างทาง มีห้องนำ้) แล้วหยุดทานเที่ยงที่ Hôtel Taddart ซึ่งเป็นโรงแรมข้างทาง ตั้งอยู่เนินราบบนเทือกเขา Atlas Mountains ณ เมือง Midelt

ก่อนถึง Fes เราหยุดพักเดินยืดเส้นยืดสายกันที่ Cèdre Gouraud Forest ซึ่งเป็นป่าสนใหญ่ มีลิงน้อยลิงใหญ่นั่งต้อนรับอยู่บนต้นสนมากมาย

กว่าจะถึง Fes ก็ปาไปเกือบ 1 ทุ่ม คืนนั้นหลังจากเอารถไปคืน เรานอนพัก 1 คืน ที่โรงแรม Fes Marriott Hotel Jnan Palace ซึ่งตั้งอยู่นอกเมดิน่า เหตุที่ยังไม่อยากเข้าไปพักอยู่ในเมดิน่าคืนนี้ ก็เพราะว่า พรุ่งนี้กะจะเดินทางไปเที่ยวเมือง Chefchaouen กันต่อ ในเมดิน่าค่อนข้างวุ่นวาย เข้าออกลำบาก

Day 8: Volubilis & Meknes

วันนี้ผมจ้างคนขับรถให้มารับที่โรงแรมแต่เช้า เพื่อขับพาเราไปเมือง Chefchaouen ถ้าขับตรงจาก Fes ใช้เวลาแค่ประมาณ 4 ชม. แต่ระหว่างทางเราลงเดินเที่ยวเมือง Meknes และ Volubilis แถมหยุดทานอาหารเที่ยงที่ Restaurant la Baraka ซึ่งเป็นร้านอาหารท้องถิ่นอยู่บนเขา ณ เมือง Moulay Idriss ปกติวิวจากร้านนี้จะสวยมาก แต่ช่วงที่เราไปมีเมฆหมอกเยอะไปหน่อย เลยไม่ค่อยเห็นอะไรมากนัก — การเดินทางที่ควรใช้เวลาแค่ 4 ชม. กลายเป็น 8 ชม. โดยปริยาย

เราเดินทางถึง Chefchaouen ตอนประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ เลยหาที่นอนค้างคืนกันก่อน เราพักที่ Riad Gharnata ซึ่งเป็นโฮสเทลเล็กๆ ตั้งอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมือง Chefchaouen มากนัก เรากะว่าพอเช้าขึ้น ก็จะเดินเที่ยวอยู่ในเมืองจนเที่ยง ทานเที่ยงเสร็จแล้วนั่งรถกลับ Fes ตอนบ่ายๆ

Day 9: Chefchaouen

ตอนเช้าเราเดินเที่ยวเมือง Chefchaouen หรือเป็นที่รู้จักกันว่า “เมืองสีฟ้าแห่งโมร็อกโก” จุดศูนย์กลางของเมืองคือ Place Uta el-Hamam เป็นลานกว้างที่เป็นจุดเชื่อมต่อสถานที่สำคัญต่างๆ รวมไปถึงตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียน สุเหล่า และพิพิธพันธ์ต่างๆพอเดินกันจนเหนื่อย ก็ขึ้นไปนั่งพักผ่อน หาอะไรกินเล่น ชมวิวที่ร้าน Casa Aladin — ตัวร้านเป็นตึกแถวเล็กๆ แต่ด้านในมีหลายโต๊ะอยู่เหมือนกัน ชั้นดาดฟ้าวิวดีมาก แต่ถ้าใครหิวต้องการหาอาหารท้องถิ่นอร่อยๆ ร้านนี้คงไม่เหมาะครับ วิวดีจริง แต่อาหารไม่ค่อยเท่าไหร่ — หลังจากกินกันเรียบร้อยแล้ว เดินเล่นต่ออีกแปบนึง แล้วก็นั่งรถกลับ Fes

เราเดินทางถึงเมือง Fes ประมาณ 5 โมงเย็น แต่เนื่องจากโรงแรมที่จองรอบนี้ ตั้งอยู่ลึกในเมดิน่า รถเข้าไปไม่ถึง คนขับรถเลยจอดส่งหน้าทางเข้าประตูเมือง แล้วเราก็จ้างให้คนเข็นกระเป๋า ช่วยเดินเข็นกระเป๋าตามเราไปจนถึงโรงแรม

ตรอกซอยในเมดิน่าของ Fes แคบกว่าที่ Marrakesh เยอะพอสมควร ที่นี่ไม่ค่อยเห็นมอเตอร์ไซค์วิ่ง เพราะเมืองตั้งอยู่บนเขาและทางเดินเป็นขั้นบันได คนที่นี่ส่วนใหญ่จะใช้ลาเป็นพาหนะขนของกัน ฉนั้น เวลาเดินต้องระวังเหยียบขี้ลากันหน่อย

Day 10-11: Fes

เราให้เวลาตัวเอง 2 วันเต็มๆ เพื่อเดินเที่ยวเมือง Fes โรงแรมที่เราพัก ชื่อ Dar Bensouda — ที่นี่สมัยก่อนเคยเป็นบ้านพักของนักสวดชื่อดัง ปัจจุบันได้ถูกบูรณะปรับปรุงใหม่ให้เป็นโรงแรม และนับว่าเป็น riad ที่เก่าแก่ที่สุดในมาดีน่า

เฟส (Fes) เคยเป็นเมืองหลวงของโมร็อคโกมาก่อน และยังคงสภาพความเก่าแก่ไว้อย่างไม่เจือจาง ถ้าใครอยากเดินเที่ยวในเมดิน่าเอง ก็คว้าแผนที่จากโรงแรมติดมือมาด้วยนะครับ หวังพึ่ง Google Maps ในเมดินาไม่ได้เลย เพราะสัญญาณอ่อนมาก โรงแรมในนั้นส่วนใหญ่จะให้โทรศัพท์มือถือติดตัวไว้ เผื่อหลง หาทางกลับโรงแรมไม่ถูกจะได้โทรเรียกคนให้เดินมารับได้

Day 12: Rabat

หลังจากเที่ยวเมือง Fes เสร็จ เราก็นั่งรถไฟต่อไปยังกรุง Rabat ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. รถไฟที่นี่สะอาด นั่งสะบายดี พอถึงสถานี ก็แบกกระเป๋าเดินหารถแท๊คซี่นั่งไปโรงแรม รถแท๊คซี่หาไม่ยากครับ จอดรอลูกค้าอยู่หน้าสถานีกันเต็มเลย แต่ก่อนขึ้นรถควรตกลงราคาให้เรียบร้อยกันก่อน

Day 13: Casablanca

เราพักอยู่โรงแรม Four Seasons Hotel Casablanca ซึ่งอยู่ติดทะเล มีศูนย์การค้า ร้านอาหาร และฟู้ตคอร์ทใกล้ๆ หาของกินได้สะดวก หลังจากเที่ยวมัสยิด Hassan II Mosque กันเสร็จ เราก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม เดินเล่นริมหาด พอตกเย็นก็ไปนั่งกินที่ฟู้ตคอร์ทในศูนย์การค้า แล้วก็กลับโรงแรมไปเก็บกระเป๋า เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านพรุ่งนี้เช้า

Day 14: Leaving Morocco

วันนี้เราบินออกจากสนามบิน Casablanca แต่เช้ามืด ทางโรงแรมช่วยเรียกรถแท็กซี่มารับพาเราไปสนามบิน รอบนี้บินสายการบิน Air Canada จาก Casablanca ไปต่อเครื่องที่ Montreal ประเทศแคนนาดา แล้วต่อไปยัง Los Angeles, California.

รีวิวเต็ม Marrakesh Hua Hin Resort & Spa อยู่แค่หัวหิน ก็ได้กลิ่นโมร็อกโก

ถ้าจะกล่าวถึง ประเทศโมร็อกโก (Morocco) เราว่านี่คือหนึ่งใน Bucket List ของใครหลายๆ คน แค่จินตนาการว่าเรากับแฟนกำลังขี่อูฐไปตามทะเลทรายสวย ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า นึกถึงความงามวิจิตรของสถาปัตยกรรมอาหรับ นึกถึงชีวิตพร่างพราวราวกับควีนในฮาเร็ม โอ๊ว!! นี่แหล่ะประสบการณ์พิเศษที่ใครๆ ก็อยากพบสักครั้งในชีวิต

บางคนอาจได้สัมผัสมาแล้ว แต่อีกหลายคนอาจยังไม่พร้อมจะไปถึง ไม่เป็นไร วันนี้เราจะชวนคุณไปกรุ่นกลิ่นโมร็อกโก (Morocco) กับรีสอร์ทสไตล์ Neo-Moroccan ริมชายหาดหัวหิน ที่ Marrakesh Hua Hin Resort & Spa (มาราเกซ หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา) กันครับผม!!

สำหรับคนทำงานประจำ การได้ปลีกตัวมาพักผ่อนชาร์จพลังสัก 1-2 วัน เป็นเรื่องดี และหัวหินก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ไม่ไกลเกินจะขับรถ เมืองตากอากาศชายทะเลแห่งนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวมาหลายสิบปีแล้ว นับวันก็ยิ่งมีที่พัก ที่เที่ยว รวมถึงร้านเก๋ๆ มากระตุ้นให้เราเปลี่ยนบรรยากาศอยู่เป็นประจำ

Marrakesh Hua Hin Resort & Spa ก็เป็นที่พักอีกแห่งนึงที่เราจะพาทุกคนมาสัมผัส บทความนี้จะบอกเล่าประสบการณ์การเข้าพักของเรากับยัยหมวย ตลอด 3 วัน 2 คืน ให้ทุกคนได้อ่านแบบตรงไป ตรงมา เราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักรีสอร์ทแห่งนี้มากขึ้นแน่นอน

มารู้จักกับ Marrakesh Hua Hin Resort & Spa กันสักนิด

รีสอร์ทแห่งนี้ชื่อ Marrakesh ออกเสียงว่า “มาราเกช” เป็นชื่อตั้งตามชื่อเมืองท่องเที่ยวริมทะเลในประเทศโมร๊อกโก (Morocco) เมืองที่ได้ฉายาว่า “City of Red” หนึ่งในเมืองสีสันสดใส ที่สร้างจากดินสีแดง รีสอร์ทแห่งนี้จึงใช้เอกลักษณ์ดังกล่าวมาผสมผสานการออกแบบสไตล์ Neo-Moroccan เกิดเป็นโรงแรมที่ให้ทั้งความหรูหรา ทันสมัย สีสันสดใส และเต็มไปด้วย

ใครที่ชอบงานดีเทลสไตล์อาหรับคงจะหลงรักที่นี่ได้ไม่ยากครับ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบถ่ายภาพ (และชอบถูกถ่ายภาพ) ก็คงจะยิ่งว๊าวแน่นอน ที่นี่มุมถ่ายรูปเยอะไปหมด!!

แค่โถง Lobby ก็วิจิตรอลังการแล้ว

ที่ตั้งของรีสอร์ทนั้นอยู่ในโซนตัวเมืองหัวหิน ไม่ไกลจากเขาตะเกียบและตลาด Cicada ตั้งอยู่ระหว่างซอยหัวหิน 83/1 กับซอยหิวหิน 85 จะไปเที่ยวทานอาหารทะเลแถวเขาตะเกียบก็สบาย หรือจะไปเดินเล่นตลาดฉัตรชัยก็ไม่ไกลครับผม

ห้องพักสไตล์ Neo-Moroccan

พอบอกว่ารีสอร์ทนี้เป็นสไตล์ Neo-Moroccan ดีไซน์ของห้องเลยเปิดกว้างที่จะผสานเอกลักษณ์แบบอาหรับเข้ากับสไตล์ใหม่ๆ ได้เยอะไปหมด เราชอบความกล้าในการออกแบบ และชอบที่เค้าจับมาผสมความเป็นโมร็อกโกได้อย่างลงตัว อาคารที่พักที่ Marrakesh มี 3 โซน แต่ละโซนก็คนละตึก แต่ละตึกตั้งชื่อได้เข้าธีมทะเลทรายมากๆ เช่น

  1. อูฐ หมายถึง ตัวแทนการเดินทาง
  2. กระโจม หมายถึง ที่พักอาศัย
  3. ต้นปาล์ม หมายถึง ปลายทางของโอเอซิส

สำหรับห้องพักนั้นมีทั้งหมด 7 แบบ และมี 2 โทนสี ได้แก่สีแดงและสีน้ำเงิน ตามความเชื่อของชาวอาหรับในเรื่องแสงแดดและท้องทะเล

  1. ห้องจากุซซี่ สวีท
  2. ห้องจากุซซี่ สวีท พูลวิว
  3. ห้องแฟมิลี่ สวีท
  4. ห้องฟาวน์เทน พูล สวีท
  5. ห้องโอเชี่ยน ฟรอนท์ สวีท
  6. ห้องเซลเลสเทียล สวีท (จากุซซี่ในห้องนอน)
  7. ห้องเซลเลสเทียล สวีท (จากุซซี่ริมระเบียง)

ห้องพักของเราคือห้อง “โอเชี่ยนฟรอนท์ สวีท (Ocean Front Suite)” ซึ่งมีระเบียงมองเห็นวิวทะเล 180 องศา ภายในตกแต่งด้วย 3 สีหลัก ได้แก่ สีน้ำเงิน, สีฟ้าและสีขาว ใส่ลูกเล่นซุ้มประตู, โคมไฟแขวน และของตกแต่งสไตล์อาหรับให้ความรู้สึกโปร่ง สงบ สบาย แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายโมร็อกโก ในห้องมี Welcome Snacks และผลไม้ตามฤดูกาล

ห้อง Ocean Front Suite มีพื้นที่กว้างถึง 62 ตร.ม. มีจุดเด่น คือ

พื้นที่ห้องกว้าง 62 ตร.ม. มีอ่างจากุซซี่ในห้อง ที่ระเบียงเห็นวิวทะเล

มีโซฟาอยู่ปลายเตียงไว้นอนอ่านหนังสือ

หรือจะนั่งจิบเครื่องดื่ม ทานขนม ชมวิว ก็ชิลล์มาก

วิวระเบียงพาโนรามา มองเห็นได้ 180 องศา

วิวสระว่ายน้ำและวิวทะเล แจ่มมาก

Day Bed สไตล์อาหรับในห้องนอน เอาไว้นั่งชิลล์ก็ดี ไว้เป็นมุมถ่ายรูปก็เก๋

ภายในห้องน้ำทาผนังสีน้ำเงิน มีการแบ่งโซนแห้ง โซนเปียกไว้คนละด้าน

โคมตกแต่งสไตล์อาหรับ ช่วยสร้างบรรยากาศแบบ Moroccan

อ่างจากกุซซี่จะอยู่ริมด้านในของห้อง อ่างกว้างนั่งได้ 2 คนสบายๆ

ในห้องมี Bubble Bath ให้ 3 ก้อน 3 กลิ่น

ที่พักโรงแรมในโมร็อคโก ท่องเที่ยว

Ait Ben Haddou หมู่บ้านดินเอท เบนฮัดโด ที่ Morocco

เอท เบนฮัดโด เป็นหมู่บ้านป้อมปราการ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลทรายซาฮาร่าและเมืองมาราเกช ในประเทศโมร็อคโค บ้านและอาคารสร้างจากดินโคลนในสไตล์โมร็อคโค และที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1987

ถ้าได้เห็นเมืองเอท เบนฮัดโด ด้วยตาตัวเอง ขอบอกว่ายิ่งใหญ่มาก เหมือนเป็นปราสาททรายในขนาดจริง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วเคยมีคนอาศัยอยู่และพวกเขาก็ยังอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นต้องระวังไม่ไปเข้าบ้านคนอื่นด้วย

ด้วยความสวยงามและสมบูรณ์ของบ้านเรือน ทำให้เอท เบนฮัดโดถูกเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Mummy, Gladiator, และ Game of Thrones ซึ่งนอกจากคนที่ชอบเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ ชอบสถาปัตยกรรมแล้ว ยังมีคนมาตามรอยหนังดังกันอีกด้วย

Casablanca เรื่องลึกลับในเมืองวุ่นวาย ที่ Morocco

ที่ตั้ง : คาซาบลังก้า ประเทศโมร็อคโค

คาซาบลังก้า เป็นเมืองท่าที่สำคัญและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโมร็อกโก ในอดีตชาวเบอร์เบอร์เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ต่อมาชาวฟินิเชีย ชาวโรมัน และชาวเมรินิดเข้ามาใช้ที่นี่เป็นเมืองท่า หลังจากนั้นตอนต้นศตวรรษที่ 15 ที่นี่กลายเป็นแหล่งกบดานของโจรสลัด ทำให้โปรตุเกสเข้ามาทำลายเมือง สร้างป้อมปราการขึ้นมาและสร้างเมืองขึ้นรอบป้อมปราการด้วย ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวทำให้ชาวยุโรปต้องทิ้งเมืองนี้ไป หลังจากนั้นสุลต่านแห่งโมร็อคโคก็เข้ามาสร้างเมืองอีกครั้งโดยได้รับความช่วยเหลือจากสเปน

ตรงหาดคาซาบลังก้ามีคลับอยู่ ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว มีข่าวลือว่ามีคนถูกฆ่าที่นี่และหลังจากนั้นก็มีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นภายในคลับ แม้ว่าที่นี่จะอยู่ติดทะเล และทำเลดีมากๆ แต่กลับไม่มีใครมาซื้อตึกนี้เลย อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในปี 2011 ห้าง Morocco Mall เปิดให้บริการ เป็นแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่มาก แต่ว่ากันว่าห้างนี้สร้างทับสุสาน ทำให้มีคนมองเห็นวิญญาณ และเหตุการณ์ผิดธรรมชาติหลายครั้ง

ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวเมื่อง Morocco

Casablanca เรื่องลึกลับในเมืองวุ่นวาย ที่ Morocco

เที่ยวเมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga)

เที่ยวโมร็อกโกทั้งที ต้องมาเช็คอินที่เมืองนี้ เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) เป็นเมืองขนาดเล็กอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ภายในทะเลทรายซาฮาร่า(Sahara Desert) เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ติดกับเขตแดของแอลจีเรีย เป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังในเรื่องการท่องเที่ยวขี่อูฐในทะเลทรายซาอาร่า โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมขี่อูฐไปตามสันทรายสูงๆ เรียงกัน สวยงาม เรียกบริเวณนั้นว่า “เอิร์ก เชบบิ” (Erg Chebbi) ชมทิวทัศน์ของทะเลทราบสีส้มแดงแปลกตาตั้งแคมป์นอนกลางทะเลทราย ถ่ายรูปสวยๆ ของสีส้มเม็ดทรายและตัดกับสีท้องฟ้า ตกดึกก็นอนนับดาวแบบไม่มีออะไรมากั้นกลางเลย ได้ฟิลลิ่งสุด การที่เราได้ไปสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบชาวพื้นเมืองในเขตทะเลทรายซาฮาร่าเป็นประสบการณ์ที่บอกเลยว่า ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต

เที่ยวเมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga)
เที่ยวเมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga)
เที่ยวเมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga)

เที่ยวเมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen)

เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) เมืองที่ถูกย้อมด้วย “สีฟ้า-น้ำเงิน” แห่งโมร็อกโกที่ห้ามพลาด เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโมร็อกโก เมืองนี้เหมาะสำหรับสายถ่ายรูปมาก เพราะไม่ว่าจะถ่ายมุมไหนก็ออกมาสวย ด้วยเสน่ห์ของสี “สีฟ้า-น้ำเงิน” ของเมืองทั้งเมืองที่มีความเชื่อว่าเป็นสีสัญลักษ์ของท้องฟ้าและเทพพระเจ้า

เที่ยวเมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen)

เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) เป็นเมืองที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติ เป็นเมืองที่ถูกล้อมด้วยหุบเขารีฟ (Rif Montain) บ้านเมืองดูสะอาดตา สีสันสวยงามทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้เมืองเชฟซาอูนยังเป็นแหล่งปลูกกัญชาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศโมร็อกโกอีกด้วย หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวโมร็อกโกบอกเลยว่าเมืองนี้ คือ ห้ามพลาดจริงๆ

เที่ยวเมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen)
เที่ยวเมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen)

เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)

เลส เดออคซ์ ทัวร์ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลเหมาะเจาะของมาร์ราเกช เป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการออกสำรวจเมืองอันมีสีสัน ที่พักอยู่ห่างจากใจกลางเมือง 10.0 km และเดินทางไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ ของเมืองได้อย่างสะดวก นักท่องเที่ยวที่พักที่นี่จะได้เพลิดเพลินกับการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมือง เช่น La Palmeraie, Musee de la Palmeraie, Tanneries

เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)
เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)

บริการและสิ่งอำนวยความสะดวก
ตู้นิรภัย บริการซักแห้ง
พื้นที่สูบบุหรี่ ที่พักปลอดบุหรี่
บริการทำความสะอาดรายวัน ร้านขายของที่ระลึก
นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ บริการรับฝากสัมภาระ
ร้านค้า บริการคอนเซียร์จ
บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา ร้านเสริมสวย
บริการเช็คอิน/เช็คเอาต์แบบไร้การสัมผัส บริการส่งอาหาร
ห้องสมุด บริการซักรีด
แผนกต้อนรับ (24 ชั่วโมง) Wi-Fi ทุกห้อง (ฟรี)
Wi-Fi ในพื้นที่สาธารณะ

เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)

อาหาร เครื่องดื่ม ของว่าง
บริการส่งของชำ บาร์ริมสระน้ำ
ห้องอาหาร บาร์
รูมเซอร์วิส ห้องอาหารฮาลาล
บริการอาหารเช้า
อเมริกัน ฮาลาล
มังสวิรัติ วีแกน
ปราศจากกลูเตน

เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)

กิจกรรมผ่อนคลาย
ซาวน่า สนามกอล์ฟ (ในที่พัก)
สวน บริการทัวร์
สปาห้องฟิตเนส บริการนวด
สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องอบไอน้ำ

เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)

การเข้าที่พัก
โถงทางเดินด้านนอก การเดินทาง
ที่จอดรถ (ในที่พัก) บริการเช่ารถ
บริการรับส่งสนามบินที่จอดรถ (ฟรี) บริการรถรับส่ง

เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)

เช็คอิน/เช็คเอาต์
เช็คอินได้ตั้งแต่: 14:00
เช็คเอาต์ได้จนถึง: 12:00
การเดินทาง
ระยะห่างจากตัวเมือง: 10.0 km
ระยะเวลาเดินทางสู่สนามบิน (นาที): 20

เลส เดออคซ์ ทัวร์ (Les Deux Tours)

ที่เที่ยวใกล้ที่พัก
– La Palmeraie – 2.9 km
– Musee de la Palmeraie – 3.45 km
– Morocco Planet – Day Tours – 5.95 km
– Bab Debbagh – 6.54 km
– Quartier Des Tanneurs – 6.61 km
– Tanneries – 6.62 km
– โรงพยาบาล Cheikh Daoud El Antaki – 6.67 km
– Cote bougie – 6.72 km
– Artisanat Dar Essalam – 6.72 km
– Place de Foucauld – 6.96 km

บาร์เซโล ปาลเมอแร (Barcelo Palmeraie)

บาร์เซโล ปาลเมอแร มีทำเลที่ตั้งอันเหมาะเจาะในวีล นูเวล และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมในการท่องเที่ยวสำรวจเมคเนส จากที่พัก ท่านสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดายไปยังทุกที่ในเมืองที่มีชีวิตชีวานี้ ด้วยโลเคชั่นที่ยอดเยี่ยม ผู้เข้าพักจะเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ ของเมืองได้อย่างสะดวกง่ายดาย

สิ่งอำนวยความสะดวก

  • เช็คอิน/เช็คเอาต์ด่วนพิเศษ
  • บริการซักแห้ง
  • เช็คอิน/เช็คเอาต์ส่วนตัว
  • บริการทำความสะอาดรายวัน
  • ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
  • ตู้นิรภัย
  • บริการเบิกถอนเงินสด
  • ร้านขายของที่ระลึก
  • นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้
  • บริการรับฝากสัมภาระ
  • ร้านค้า
  • บริการคอนเซียร์จ
  • บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา
  • ร้านเสริมสวย
  • บริการซักรีด
  • แผนกต้อนรับ (24 ชั่วโมง)

บริการทุกห้อง

  • ของใช้ในห้องน้ำ
  • ตู้เซฟในห้องพัก
  • เครื่องชงกาแฟ/ชา
  • ตู้เสื้อผ้า
  • มินิบาร์
  • เครื่องตรวจจับควัน
  • โต๊ะทำงาน
  • ระเบียง/ชานเรือน
  • เครื่องปรับอากาศ
  • โทรทัศน์ดาวเทียม/เคเบิล
  • ฮีตเตอร์
  • ไดร์เป่าผม
  • โทรศัพท์
  • Wi-Fi ทุกห้อง (ฟรี)
  • Wi-Fi ในพื้นที่สาธารณะ

การเดินทาง
ที่จอดรถ (ฟรี) บริการแท็กซี่
บริการรับส่งสนามบิน บริการเช่ารถ
บริการรถรับส่ง

อาหาร เครื่องดื่ม ของว่าง
คอฟฟี่ช็อป บาร์ริมสระน้ำ
ห้องอาหาร บาร์
รูมเซอร์วิส 24 ชั่วโมง อุปกรณ์ทำบาร์บีคิว
บริการอาหารเช้า
อเมริกัน คอนติเนนทัล
ฮาลาล อังกฤษ/ไอริช

เช็คอิน/เช็คเอาต์
เช็คอินได้ตั้งแต่: 14:00
เช็คเอาต์ได้จนถึง: 12:00

ที่เที่ยวใกล้ที่พัก

  • โรงพยาบาล Cheikh Daoud El Antaki – 1.18 km
  • Cote bougie – 1.23 km
  • Bab Debbagh – 1.32 km
  • Quartier Des Tanneurs – 1.35 km
  • Tanneries – 1.36 km
  • Artisanat Dar Essalam – 1.4 km
  • พิพัณฑ์ภาพถ่ายแห่งมาราเกช – 1.65 km
  • ฟาร์นาชิส – 1.69 km
  • Morocco Planet – Day Tours – 1.69 km
  • Herboriste Des Amis – 1.71 km

Sofitel Marrakech Lounge & Spa

โซฟิเทล มาร์ราเคช เลานจ์ แอนด์ สปา โฮเต็ล เป็นสถานที่พักอันลงตัวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำกับสีสันของมาร์ราเกชอย่างเต็มที่ จากที่พัก ท่านสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดายไปยังทุกที่ในเมืองที่มีชีวิตชีวานี้ หากต้องการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ท่านจะไม่ต้องมองหาที่ไหนไกล เพราะที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้Cyber Park Arsat Moulay Abdeslam, ไซเบอร์พาร์ค, Ibn Zohr Hospital

Sofitel Marrakech Lounge & Spa

สิ่งอำนวยความสะดวก

  • เช็คอิน/เช็คเอาต์ด่วนพิเศษ
  • บริการซักแห้ง
  • พื้นที่สูบบุหรี่เช็คอิน/เช็คเอาต์ส่วนตัว
  • บริการทำความสะอาดรายวัน
  • ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
  • ตู้นิรภัย
  • บริการเบิกถอนเงินสด
  • ร้านขายของที่ระลึก
  • นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้
  • บริการรับฝากสัมภาระ
  • ร้านค้า
  • บริการคอนเซียร์จ
  • บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา
  • ร้านเสริมสวย
  • บริการซักรีดแผนกต้อนรับ (24 ชั่วโมง)
  • ห้องสมุด
Sofitel Marrakech Lounge & Spa
Sofitel Marrakech Lounge & Spa

บริการอินเทอร์เน็ต

  • Wi-Fi ทุกห้อง (ฟรี)
  • Wi-Fi ในพื้นที่สาธารณะ

บริการทุกห้อง

  • เครื่องปรับอากาศ
  • ไดร์เป่าผม
  • อินเทอร์เน็ตไร้สาย
Sofitel Marrakech Lounge & Spa

บริการอาหารเช้า
คอนติเนนทัล
ห้องอาหารของที่พัก
Le Jardin
ประเภทอาหาร:ฝรั่งเศส
เมนู:สั่งจากเมนู

Sofitel Marrakech Lounge & Spa

ที่เที่ยวใกล้ที่พัก

  • Lawrence Bar – 100 m
  • Casino de Marrakech – 240 m
  • เลอเตอาร์ทโท – 280 m
  • เลอคอมทัวร์ – 340 m
  • Grand Casino La Mamounia – 490 m
  • ลาคาซ่า – 500 m
  • สวนไซเบอร์อาร์ซัต มูไลย์ อับเดสลาม – 690 m
  • ไซเบอร์พาร์ค – 720 m
  • โรงพยาบาล Ibn Zohr – 740 m
  • มัสยิดคูตูเบียร์ – 850 m
Sofitel Marrakech Lounge & Spa

เช็คอิน/เช็คเอาต์
เช็คอินได้ตั้งแต่: 15:00
เช็คเอาต์ได้จนถึง: 12:00
ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม
ค่าอาหารเช้า (เมื่อไม่รวมอยู่ในราคาห้องพัก): 253 MAD

Kech Boutique Hotel & Spa, มาร์ราเกช

Kech Boutique Hotel & Spa, มาร์ราเกช โรงแรมนี้ไม่รับเช็คอินหลังเวลาทำการ พนักงานต้อนรับจะรอต้อนรับผู้เข้าพักเมื่อมาถึง มีบริการรับส่งสนามบิน 24 ชั่วโมง ติดต่อโรงแรมล่วงหน้าเพื่อรับรายละเอียด อาจมีค่าธรรมเนียม กรุณาติดต่อที่พักล่วงหน้าเพื่อนัดหมายบริการ เด็ก (อายุไม่เกิน 12 ปี) เข้าพักฟรี 1 คน โดยเข้าพักในห้องเดียวกับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลและใช้เตียงนอนที่มีในห้องพัก

Kech Boutique Hotel & Spa, มาร์ราเกช

สิ่งอำนวยความสะดวก

  • ห้องพัก 72 ห้อง
  • ทุกวัน
  • 2 ห้องอาหารและ บาร์/เลานจ์
  • บริการสปาครบวงจร
  • สระว่ายน้ำกลางแจ้ง
  • ฟิตเนสที่เปิด 24 ชั่วโมง
  • รถรับส่งสนามบิน
  • ลานระเบียง
  • ฝ่ายต้อนรับ 24 ชั่วโมง
  • ชา/กาแฟในส่วนกลาง
  • เครื่องปรับอากาศ
  • ห้องสมุด
  • ฟรีอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์, Wi-Fi และที่จอดรถ
  • สระว่ายน้ำสำหรับเด็ก
  • เตียงพับ/เตียงเสริม (คิดค่าบริการ)
  • โซฟาเบด
  • ห้องน้ำส่วนตัว
  • ของใช้ในห้องน้ำฟรี
  • ลานระเบียง
Kech Boutique Hotel & Spa, มาร์ราเกช

สิ่งที่ต้องนำไปเช็คอิน

  • ต้องมัดจำด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเงินสด
  • อาจต้องมีบัตรประจำตัวติดรูปถ่ายที่ออกโดยหน่วยงานราชการ
  • อายุขั้นต่ำที่สามารถเช็คอินได้คือ 18 ปี
  • กฎหมายของท้องถิ่นอาจห้ามคู่รักที่ยังไม่ได้สมรสกันเข้าพักในห้องเดียวกัน

เช็คอิน/เช็คเอาท์

  • เวลาเช็คอิน 14:00 น.-เที่ยงคืน
  • เช็คเอาท์เวลา เที่ยง
Kech Boutique Hotel & Spa, มาร์ราเกช

การเดินทาง

  • มาร์ราเกช (RAK-สนามบิน Menara) – ขับรถ 9 นาที
  • สถานีรถไฟกลาง Marrakech – ขับรถ 10 นาที
  • รถรับส่งสนามบิน (คิดค่าบริการ)

ที่จอดรถ

  • ที่จอดรถระยะยาว ฟรี (จำกัด)
  • ที่จอดรถในบริเวณใกล้เคียงฟรี
Kech Boutique Hotel & Spa, มาร์ราเกช

บริเวณรอบๆ โรงแรม

  • ตั้งอยู่ในAgdal
  • สวน Agdal – เดิน 14 นาที
  • สุสาน Saadian – เดิน 41 นาที
  • พระราชวัง El Badi – 4 กม.
  • มัสยิดคูตูเบียร์ – 4.1 กม.
  • ตลาด Jemaa el-Fnaa – 4.2 กม.
  • พิพิธภัณฑ์ Dar Si Said – 4.5 กม.
  • พระราชวังบาเอีย – 4.6 กม.
  • สวน Menara – 5 กม.
  • พิพิธภัณฑ์ Marrakesh – 7.4 กม.