มาร์ราคิช, ประเทศโมร็อกโก (Marrakech, Morocco)

โมร็อกโก
โมร็อกโก
โมร็อกโก
โมร็อกโก


โมร็อกโก…แดนหรรษาบนแอฟริกาตอนเหนือ (e-magazine)

Article by Omyim
ประเทศโมร็อกโก หรือ ราชอาณาจักรโมร็อกโก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติก มีช่องแคบยิบรอลตาร์แบ่งกั้นกับประเทศสเปน โมร็อกโกเป็นประเทศที่มีความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ในทวีปเดียวกันอย่างมาก ซึ่งมีทั้งความทันสมัยและความเจริญรุ่งเรืองกว่า เนื่องจากครั้งหนึ่งประเทศทางยุโรปอย่างสเปนและฝรั่งเศส เคยเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองและการปกครอง จึงนำเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามาเผยแพร่ด้วย จึงทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความเป็นยุโรปอยู่มาก
          แต่ประชากรมีหลากหลายชาติพันธุ์ผสมผสานกัน ทั้งชนชาตินิกรอยหรือแอฟริกันนิโกร คอเคซอยด์ ได้แก่ชาวอาหรับ และชาวยุโรป ชนพื้นเมืองคือชาวเบอร์เบอร์ หากจะเรียกว่าเป็นแดนอาหรับก็น่าจะได้ เพราะมีความคล้ายคลึงกับประเทศแถบตะวันออกกลางเช่นกัน คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีชาวยิวอยู่เป็นจำนวนมาก คนที่นี่บอกว่าพวกเค้าอาจเป็นอิสลามที่ไม่เคร่งครัดที่สุดในโลกก็ได้ เพราะเค้าเลี้ยงสุนัข ดื่มไวด์ และสูบบุหรี่ด้วย แล้วสาว ๆ ที่นี่ก็เปรี้ยวจี๊ด นุ่งน้อยห่มน้อย ก็คงจะได้รับวัฒนธรรมจากยุโรปอยู่มากโขทีเดียว 
          โมร็อกโกยังคงมีความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ และงดงามอยู่มาก เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก จึงเป็นประเทศที่น่าสนใจในการไปเยือน รวมถึงสถานที่เที่ยวก็มีมากมายหลายเมือง อย่าง เมืองท่าคาซาบลังกา ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโมร็อกโก

โมร็อกโก

 เมืองคาซาบลังกา แต่เดิมเป็นเมืองท่าเล็ก ๆ แต่เนื่องจากมีกองถ่ายภาพยนต์ยกกองมาถ่ายทำกันที่เมืองนี้ แล้วก็มีเพลงเกี่ยวกับเมืองนี้ด้วย เมื่อหลายสิบปีก่อน จึงเริ่มเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป จนทำให้ทุกวันนี้ เมืองคาซาบลังกากลายเป็นเมืองท่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย หากมาเที่ยวเมืองนี้ก็จะได้เห็นสาว ๆ นุ่งสั้น ใส่สายเดี่ยว เอวลอย พูดคุยกับชายหนุ่มอย่างเปิดเผย ซึ่งต่างจากชาวมุสลิมทั่วไป

โมร็อกโก

          เมืองคาซาบลังกามีสถานที่เที่ยวมากมาย อย่าง ตลาดกลาง (Central Market) ซึ่งมีอาหารทะเลสด ๆ ใหม่ ๆ คุณภาพเต็มปากเต็มคำจากท้องทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียน มาวางเรียงรายขายกันทั้งตลาด สำหรับนักช้อปก็ต้องไปที่ย่าน Habous District ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งศูนย์รวมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือนที่นี่

โมร็อกโก

ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab) สถานที่พักตากอากาศของผู้มีอันจะกิน และผู้มีชื่อเสียงในสังคม เป็นชายหาดริมทะเลแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ในเมืองคาซาบลังกา ซึ่งดาราฮอลลีวูดชื่อดังหลายคนก็มีบ้านพักอยู่ในย่านนี้ นอกจากทิวทัศน์ที่งดงามแล้ว ย่านนี้ยังมีภัตตาคาร ร้านอาหารหรูหราราคาแพงอยู่มากมาย สมกับเป็นย่านคนรวยจริง ๆ

โมร็อกโก

เมืองมาร์ราเกซ (Marrakesh) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก คาซาบลังกา และเป็นหนึ่งในสี่เมืองแห่งราชอาณาจักร อิมพีเรียลซิตี้ ได้แก่ ราบัต เพซ เมกเนส และมาร์ราเกซ

โมร็อกโก

          มาร์ราเกซเป็นเมืองที่มีสีสันแห่งชีวิต โดยเฉพาะจัตุรัสเก่าแก่ใจกลางเมืองอย่าง เจมา เอล ฟนา (Djemaa El Fnaa) เปรียบเสมือนเวทีกลางแจ้งที่มีสีสันแห่งชีวิตของเหล่านักแสดงโชว์การละเล่นพื้นเมือง และเป็นที่ทำมาหากินของนักมายากล หมองู ช่างขัดรองเท้า แถมมีบริการถอนฟันด้วย จึ๋ย… แต่ที่โดดเด่นเห็นจะเป็น รถเข็นขายน้ำส้มคั้นสด ๆ จอดขายกันเรียงรายตลอดทางย่านนี้
          เสน่ห์ของมาร์ราเกซอยู่ที่การกำหนดของรัฐบาล โดยให้ทุกบ้านเรือนในเมืองนี้ทาสีส้มได้เพียงสีเดียวเท่านั้น สีจะออกเหมือนสีส้มอิฐ เมื่อกระทบกับแสงแดดก็จะสะท้อนออกเป็นสีอมชมพู คนที่นี่เค้าเลยเรียกเมืองนี้ว่า “เมืองสีชมพู” ก็น่ารักดี

โมร็อกโก
โมร็อกโก

          หากเบื่อในเมืองแล้ว สามารถออกไปสัมผัสธรรมชาตินอกเมืองกันต่อที่ หุบเขาโอริก้า บนเทือกเขาไฮแอตลัส (High Atlas Mountains) ซึ่งออกจากตัวเมืองมาร์ราเกซไปทางตอนใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร เทือกเขาไฮแอตลัส เป็นแนวเทือกเขาที่มีความสำคัญที่กั้นเมืองมาร์ราเกซกับทะเลทรายซาฮารา มีระดับความสูงกว่า 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งมีความหลากหลายของลักษณะอากาศ ที่มีทั้งความชื้นและแห้งแล้ง ตามแนวเชิงเขาเขตแห้งแล้ง เราสามารถพบเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวโมร็อกโก ที่มีการปลูกสร้างอย่างกลมกลืนไปกับธรรมชาติอยู่ตลอดแนว ช่างเป็นเหมือนภาพเขียนที่งดงามน่าประทับใจ

โมร็อกโก

          มาถึงโมร็อกโกหากไม่พูดถึงเมือง เฟซ (Fes) ก็คงไม่ได้ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเก่าประดุจเขาวงกต ที่มีความซับซ้อนในการปลูกสร้างบ้านเรือนที่ย้อนยุคไปกว่าพันปี มีตรอกซอกซอยกว่า 9,000 แขนง ความลึกลับซับซ้อนกลับกลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ล่อให้นักท่องเที่ยวไปติดกับจนยากที่จะหาทางออก เมืองนี้ยังมีการใช้ลาเป็นพาหนะอยู่ แหม…ช่างเหมือนเดินอยู่ในดินแดนแห่งนิยายปรัมปราแบบอาหรับเสียจริง

โมร็อกโก

          อาหารโมร็อกโกมีความแตกต่างจากอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียนในแถบยุโรป ซึ่งดูคล้ายกับมีความเป็นอาหรับเข้ามาช่วยเสริม แต่มีจุดเด่นเฉพาะตัวคือจะเสริฟมาในภาชนะที่มีฝาปิด เรียกว่า ทาจีน (Tagine) เป็นโลหะที่ทนและเก็บความร้อน เค้าจะใช้ภาชนะนี้ตั้งไฟปรุงอาหาร เมื่อปรุงเสร็จก็ยกมาเสริฟแบบนั้นเลย

โมร็อกโก

          อาหารจานหลักของโมร็อกโกคือ Seafood Tagine มีปลา หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ หอยตลับ ปลาหมึก กุ้ง ก็คือรวมปาร์ตี้ซีฟู๊ดนั่นแหละ (เนื่องจากมีน่านน้ำในการหาปลาเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาหารทะเลจึงมีมากมาย) แล้วก็ใส่มันฝรั่ง มะเขือเทศ แครอท มะกอก เครื่องเทศ และส่วนผสมอีกมากมาย โป๊ะมาบนข้าว หน้าตาน่ากิน
โมร็อกโกยังมีความงามของธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่หลายแห่ง และยังเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่น่าสนใจ อีกทั้งสถาปัตยกรรมก็ยังคงรูปแบบเก่าแก่มาหลายร้อยปี จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศมหาเสน่ห์ที่น่าไปเยือน

รู้จักประเทศโมร็อกโก

ประเทศโมร็อกโกหรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco) ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา โมร็อกโกมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเหมือนกับประเทศไทย พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 18 แห่งราชวงศ์อเลาลัว โดยพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งมีพระราชอำนาจออกพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติโมร็อกโกเป็นหนึ่งใน 3 ประเทศจากทั้งหมด 53 ประเทศในทวีปแอฟริกาที่ยังคงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (อีกสองประเทศ คือ ราชอาณาจักรเลโซโท และราชอาณาจักรสวาซิแลนด์)

ด้านพื้นที่ติดต่อกับประเทศอื่นๆ เพื่อเชื่อมไปสู่ภาคการค้านั้น พบว่า โมร็อกโก ในทางตอนเหนืออยู่ติดกับช่องแคบ Gibraltar ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้โมร็อกโกเหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้า นอกจากนี้การเดินทางโดยเครื่องบินจากโมร็อกโกไปกรุงปารีสเมืองหลวงของฝรั่งเศสจะใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงและใช้เวลาราว 7 ชั่วโมงไปยังสนามบิน John F. Kennedy มลรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ ประกอบกับโมร็อกโกได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจากหลายประเทศจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม Arab Maghreb Union (ประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ คือ อัลจีเรีย ลิเบีย โมร็อกโก มอริเตเนีย และตูนิเซีย ซึ่งล้วนตั้งอยู่ในแถบแอฟริกาเหนือ) การจัดทำ FTA ในลักษณะทวิภาคีกับสหรัฐฯ อียิปต์ ตุรกีซาอุดิอาระเบีย และจอร์แดน นอกจากนั้นยังมีการจัดทำความร่วมมือด้านการค้ากับกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้ European Union Association Agreement จากสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับจะช่วยเกื้อหนุนให้โมร็อกโกสามารถขยายการค้าไปยังตลาดเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น

1.      โครงสร้างประชากร

ศาสนาอิสลาม (นิกายสุหนี่) เป็นศาสนาประจำชาติโมร็อกโก ใช้ภาษาอารบิกเป็นภาษาราชการ ประชากรส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้เนื่องจากโมร็อกโกเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อน

ภาษาอาหรับแบบมาตรฐานเป็นภาษาทางการของโมร็อกโกแต่ผู้คนในประเทศนี้ก็พูดอาหรับสำเนียงท้องถิ่นอันมีเอกลักษณ์กันทั่วไป  นอกจากนี้ยังมีชาวโมร็อกโกอีกประมาณ 10 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่อาศัยในเขตชนบทพูดภาษาเบอร์เบอร์ – ซึ่งหากนับเฉพาะในโมร็อกโกก็ยังแยกลงตามภาษาถิ่นอีก 3 แบบ (ตาริฟิต, ตาเชลฮิต, และตามาลไซต์) – เป็นภาษาแรกหรือพูดสองภาษาร่วมกับภาษาอาหรับตามสำเนียงในแต่ละท้องถิ่น ส่วนภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาที่สามแบบไม่เป็นทางการของโมร็อกโกมีการสอนในมหาวิทยาลัยและยังคงเป็นภาษาหลักในการค้าและเศรษฐกิจ  และมีการใช้กันอย่างกว้างขวางในสถานศึกษาและรัฐบาล ชาวโมร็อกโกหลายคนอาศัยทางตอนเหนือและบางส่วนทางตอนใต้ของประเทศสามารถพูดภาษาสเปนได้  ส่วนภาษาอังกฤษถึงแม้จะมีคนพูดน้อยกว่าภาษาฝรั่งเศสและสเปนแต่นักเรียนก็เลือกเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนของรัฐตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่เป็นต้นไป

ประชากรส่วนใหญ่ของโมร็อกโกไม่ได้เป็นชนชาตินิกรอยด์หรือแอฟริกันนิโกรเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา แต่เป็นชนชาติคอเคซอยด์ซึ่งเป็นชาวอาหรับ ชาวเบอร์เบอร์ และชาวยุโรป อย่างฝรั่งเศสและสเปน เป็นต้น ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอาศัยอยู่ในตัวเมืองเพราะว่าประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน และมีอายุน้อยกว่า 25 ปี

–                 จำนวนประชากร :        33,322,699 คน (ค่าประมาณการ เดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2558)

–       เชื้อชาติ :                   อาหรับ – บาร์เบอร์ 99% อื่นๆ 1%

–       ศาสนา :                    ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ (นิกายสุหนี่) 99%
ศาสนาคริสต์ 1% และยิวประมาณ 6,000 คน

–       ภาษา :                     ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือ ภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้ มีภาษาท้องถิ่น Berber

–       ช่วงอายุ :                   0 – 14 ปี 27.1% (เพศชาย 4,489,297 คน/ เพศหญิง 4,353,921 คน)

15-24 ปี 18% (เพศชาย 2,918,765 คน/ เพศหญิง 2,951,131 คน)

25-54 ปี 41.7% (เพศชาย 6,590,575 คน/ เพศหญิง 7,033,013 คน)

55-64 ปี 7% (เพศชาย 1,135,921 คน/ เพศหญิง 1,135,747 คน)

65 ปีขึ้นไป 6.3% (เพศชาย 919,236 คน/ เพศหญิง 1,121,524 คน)

(ค่าประมาณการปี พ.ศ. 2556)

–       อัตราการเติบโตของประชากร :     1% (ค่าประมาณปี พ.ศ. 2558)

–       ประชากรในเมือง :                  57% ของจำนวนประชากรทั้งหมด (ค่าประมาณปี พ.ศ. 2554)

–       อัตราการเจริญเติบโตของเมือง :    1.62% (ค่าประมาณปี พ.ศ. 2553 – 2558)

–   จำนวนประชากร จำแนกตามเขตต่างๆ ตามตารางข้างล่าง ทั้งนี้ เขตที่มีประชากรมากที่สุด คือ    

    Casablanca และ Rabat (เมืองหลวง)

2.      การปกครอง

โมร็อกโกมีระบอบการปกครองโดยราชวงศ์ ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนถึงช่วงที่ประเทศฝรั่งเศสและสเปนเข้ามายึดครองโมร็อกโก ในปี พ.ศ. 2455 และเมื่อโมร็อกโกได้รับเอกราชเมื่อปีพ.ศ. 2499 กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 จึงได้สถาปนาราชวงศ์อะลาวี (Alawi) ขึ้นอีกครั้ง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ซึ่งได้สืบราชสมบัติต่อจากกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ในปี พ.ศ. 2542 เมื่อพระองค์ทรงมีอายุ 36 พรรษา

ระบบการปกครองของโมร็อกโกในปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีตลอดจนรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งมีพระราชอำนาจออกพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติ อย่างไรก็ดี ระบบการปกครองของโมร็อกโกกำลังพัฒนาจากระบบอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์ไปสู่ระบบรัฐสภาที่เน้นตัวแทนจากประชาชน

โมร็อกโกได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 4 และเปิดให้ประชาชนลงประชามติรับหลักการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2539 โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี 2 สภา กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) โดยการเลือกตั้งโดยตรง มีสมาชิก 325 คน และสภาที่ปรึกษา (Chamber of Counsellors) มีสมาชิก 270 คน ซึ่งเลือกตั้งโดยทางอ้อม โดยได้มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย Driss Jettou ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากภาคเอกชนของโมร็อกโก

–       รูปแบบการปกครอง:      ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

–       เมืองหลวง                  กรุงราบัต (Rabat) เมืองสำคัญ ได้แก่

เมืองคาซาบลังกา (Casablanca) เป็นเมืองท่า และเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศ

เมืองเฟส (Fes) เมืองหลวงเก่า เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

เมืองมาร์ราเกช (Marrakech) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ อยู่เชิงเขาแอตลัส และเป็นเมืองที่มีการเจรจาความตกลงทางการค้าโลก ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO)

–       การแบ่งเขตการปกครอง: 15 เขต

–       วันที่ได้รับเอกราช:         2 มีนาคม พ.ศ. 2499 (ค.ศ.1956)

–       รัฐธรรมนูญ:                10 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ.1972)

–   ระบบกฎหมาย:            มีรากฐานมาจากกฎหมายอิสลามและระบบกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศสและสเปน

3.      เศรษฐกิจ

โมร็อกโก เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 3.75 ต่อปี (ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556-2561 (ประมาณการณ์)) หากพิจารณาขีดความสามารถการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ โมร็อกโกจัดเป็นอันดับ 9 ของภูมิภาค MENA และเป็นอันดับที่ 72 ของโลกจาก 140 ประเทศทั่วโลกโดยการจัดลำดับโดย World Economic Forum ในปี พ.ศ. 2558-2559 ปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ การส่งออกสินค้าเกษตรและประมง การท่องเที่ยวและภาคบริการ และการลงทุนจากต่างประเทศ ในช่วงที่ผ่านมาโมร็อกโกมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ คู่ค้าที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ได้รับสถานภาพพิเศษกับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 การทำความตกลง FTA สินค้าเกษตรระหว่างสหภาพยุโรปกับโมร็อกโก โดยยุโรปเป็นทั้งตลาดส่งออกและตลาดแรงงานที่สำคัญ ปัจจุบันชาวโมร็อกโกเข้าสู่ภาคแรงงานในกลุ่มประเทศยุโรปโดยเฉพาะสเปนและฝรั่งเศส มากกว่า 2.5 ล้านคน นอกจากนี้ โมร็อกโกยังได้มีการลงนามเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและตุรกีในช่วงที่ผ่านมา  

         

ภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของโมร็อกโก คือ อุตสาหกรรมฟอสเฟต เกษตร อาหารและประมง สิ่งทอ เครื่องหนัง เครื่องแต่งกาย อิเล็คทรอนิกส์ ยานยนตร์ และอุตสาหกรรมการบิน เป็นต้น โดยพบว่ามีนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเป็นประเทศที่มีการเข้ามาลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติมากเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคแอฟริกา รองจากประเทศแอฟริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2557 จำนวนโครงการลงทุนรวมทั้งสิ้น 65 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2556 ร้อยละ 59 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีการขยายการลงทุน ที่สำคัญได้แก่

·       อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจของโมร็อกโกค่อนข้างมาก ทั้งในด้านการผลิตเพื่อบริโภคและเพื่อการส่งออก โดยมีตลาดสหภาพยุโรปเป็นแหล่งรองรับที่สำคัญ ในปี พ.ศ. 2556 มีจำนวนเงินลงทุนที่เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อยู่ที่ 70 พันล้านเดอร์แฮม นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอาหารไปยังตลาดใหม่ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบในระบบเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

·       อุตสาหกรรมยานยนตร์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น กลุ่มบริษัทที่เข้ามาลงทุนในช่วง 5 ปี ที่สำคัญ ได้แก่ Renault-Nissan ที่มีฐานการผลิตอยู่ที่ Tanger มีกำลังการผลิต 340,000 คันต่อปี ร้อยละ 90 ผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นส่วนใหญ่

·       อุตสาหกรรมการบิน เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่โมร็อกโกให้ความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 มีบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้กว่า 100 บริษัท ที่สำคัญได้แก่ EADS, Boeing, Safran, Ratier Figeac, Eaton แล Hexcel ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตปลอดภาษี MIDPARC, Casablanca Free Zone  

แหล่งข้อมูล : http://www.africaneconomicoutlook.org/

นอกจากนี้  โมร็อกโกยังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้ที่นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 ทรงสนพระทัยอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโมร็อกโก และได้ทรงกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวโมร็อกโก 10 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันรายได้อันดับหนึ่งของประเทศมาจากภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โมร็อกโกยังสนับสนุนการส่งออกโดยการทำข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในปี 2549 ขยายข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าร่วมกับสหภาพยุโรปในปี พ.ศ. 2551 การทำข้อตกลง Agadir Agreement and the Arab Maghreb Union (AMU) เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การค้าการลงทุนในโมร็อกโกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง             

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของโมร็อกโก ปี พ.ศ. 2557

–       ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 110 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

–       GDP per capita :                  7,606 เหรียญสหรัฐฯ

–       อัตราการเจริญเติบโต GDP:         2.4%

–       GDP แยกตามภาคการผลิต:        ภาคการเกษตร 15.1%

ภาคอุตสาหกรรม 31.7%

ภาคการบริการ 53.2%

–       อัตราการว่างงาน:                   9.5%

–       อัตราเงินเฟ้อ :                       2.5%

–       ผลผลิตทางการเกษตร:              ข้าวบาร์เลย์  ข้าวสาลี ผลไม้จำพวกส้ม และมะนาว ไวน์ ผัก มะกอก ประมง และสัตว์เลี้ยง

–       อุตสาหกรรม :                       การทำและแปรรูปเหมืองหินฟอสเฟต แปรรูปอาหาร สินค้าทำจากหนัง สิ่งทอ การก่อสร้าง การท่องเที่ยว

–       อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรม :1.2%

–       มูลค่าการส่งออก:                    16.78 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

–       สินค้าส่งออก:                        เครื่องนุ่งห่ม แร่ฟอสเฟตและปุ๋ย สินแร่ สารเคมี ผลิตภัณฑ์ เคมี ปลา ผักและผลไม้ เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ และปิโตรเลียม

–       ประเทศส่งออกที่สำคัญ:             ฝรั่งเศส 21% สเปน 17.3% บราซิล 5.4% อินเดีย 4.9% สหรัฐอเมริกา 4.6% 

–       มูลค่าการนำเข้า:                    38.66 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

–       สินค้านำเข้า:                         น้ำมันดิบ สิ่งทอ อุปกรณ์สื่อสาร ข้าวสาลี ก๊าซและไฟฟ้า พลาสติก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

–       ประเทศนำเข้าที่สำคัญ:              สเปน 13.1% ฝรั่งเศส 12.1% จีน 6.9% สหรัฐอเมริกา 6.8% ซาอุดิอาระเบีย 6.2%อิตาลี 5.1% รัสเซีย 5% เยอรมัน 4.9% 

–       สกุลเงิน:                             Moroccan Dirham (MAD)

–       สัญลักษณ์เงิน:                       MAD

–       อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา:       1.00 USD = 8.3225 MAD

1.0    THB = 0.26494 MAD

ที่มา : World Bank, indexmundi

 ในด้านคุณภาพแรงงาน ในโมร็อกโก ก็พบว่ามีคุณภาพที่ดีขึ้นส่งผลต่อคุณภาพในภาคสินค้าและบริการ ทั้งนี้ การควบคุมคุณภาพแรงงาน โมร็อกโกมีกฎหมายแรงงานที่ระบุว่า แรงงานจะต้องทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เริ่มงานระหว่าง 8.30 น. ถึง 9.00 น. และเลิกงานในเวลา 18.00 น. ทั้งแรงงานในภาคการอุตสาหกรรมและบริการ ขณะที่ภาคการธนาคารจะมีความแตกต่างไปเล็กน้อย โดยเริ่มเปิดทำการในเวลา 8.15 น. ถึง 11.30 น . และจะเปิดทำการอีกครั้งในเวลา 14.15 น. และเลิกในเวลา 16.30 น. นอกจากนี้ แรงงานจะมีเวลาในการพักกลางวันถึงวันละ 2 ชั่วโมง  โดยแรงงานส่วนใหญ่จะเลือกที่จะกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้าน และกลับมาทำงาน  ถ้าไม่ได้ทำงานไกลจากที่พักอาศัย สำหรับบริษัทที่มีความทันสมัย (modern company) โดยเฉพาะบริษัทต่างประเทศจะยอมให้พักกลางวันเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น แรงงานที่ทำงานกับบริษัทเหล่านี้เลือกที่จะนำอาหารที่ทำมาจากบ้านมารับประทานในที่ทำงาน 

4.โครงสร้างพื้นฐาน

โมร็อกโกนั้นมีความเจริญมากกว่าประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกา บ้านเมืองและตึกต่างๆ ใน โมร็อกโกนั้นมีความทันสมัยมาก เนื่องจากว่าประเทศฝรั่งเศสและสเปนเคยยึดครองโมร็อกโก จึงทำให้ระบอบการเมืองการปกครอง การศึกษา สาธารณสุข และการคมนาคม ถูกวางรากฐานไว้เป็นอย่างดี รัฐบาลโมร็อกโกเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งและกระจายสินค้า ประกอบด้วย

-ทางบก 

โมร็อกโกมีเครือข่ายถนนยาวถึง 58,395 กิโลเมตร (จัดเป็นหนึ่งในเครือข่ายถนนที่ดีที่สุดในทวีฟแอฟริกา) แบ่งเป็นถนนลาดยาง (Paved) 41,116 กิโลเมตร ในจำนวนนี้เป็นถนนทางด่วนระยะทาง 1,080 กิโลเมตร และถนนไม่ลาดยาง (Unpaved) 17,279 กิโลเมตร โดยโมร็อกโกมีแผนที่จะขยายเครือข่ายถนนเพิ่มอีกราว 1,500 กิโลเมตรต่อปี รวมทั้งมีแผนจะก่อสร้างถนน Highway เพิ่มเติม ตลอดจนเร่งพัฒนาและขยายเครือข่ายเส้นทางรถไฟในประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2557 โมร็อกโกมีเส้นทางรถไฟรวมระยะทางทั้งสิ้น 2,067 กิโลเมตร ซึ่งทั้งหมดเป็นรางรถไฟแบบ Standard gauge โดยในจำนวนนี้เป็นระบบรางไฟฟ้า 1,022 กิโลเมตร   นอกจากนี้ โมร็อกโกยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมระหว่างเมืองแทนเจียร์ และเมืองคาซาบลังกา มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 20 พันล้านดีร์แฮม โดยเป็นเงินงบประมาณของรัฐบาล 4.8 พันล้านดีร์แฮม ซึ่งเมื่อการก่อสร้างดังกล่าวสำเร็จจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางจากเดิมที่ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 45 นาที เหลือเพียง 2 ชั่วโมง 10 นาที สำหรับระบบรถราง (Tramway) ของโมร็อกโก ปัจจุบันมี 2 ระบบ คือ Rabat-Salé Tramway เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2554 และ Casablanca Tramway เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2555 ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้เฉลี่ยวันละ 172,000 และ 100,000 คน ตามลำดับ

 -ทางน้ำ 

ท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญของโมร็อกโกมีทั้งหมด 9 ท่าเรือประกอบด้วย Nador, Mohammedia, Casablanca, Jorf Lasfar, Safi, Agadir, Laayoune, Dakhla และ Autres โดยการท่าเรือแห่งโมร็อกโกพัฒนาท่าเรือ Casablanca (เป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ) ให้สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และมีท่าเรือ Tangier-Med ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากท่าเรือ Casablanca ทางตอนเหนือของโมร็อกโก ห่างจากสเปนเพียง 15 กิโลเมตร 

-ทางอากาศ 

รัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรีทางการบิน และโมร็อกโกมีโครงการที่จะลงทุนเป็นมูลค่าสูงถึง 140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาสนามบินให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 27 ล้านคนต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2563 อีกด้วย โดยในปี พ.ศ. 2556 โมร็อกโกมีสนามบินที่เปิดให้บริการรวมทั้งสิ้น 55 แห่ง แบ่งเป็นสนามบินที่ลาดทางรันเวย์ (Paved runway) 31 แห่ง และสนามบินที่ไม่ได้ลาดทางรันเวย์ (Unpaved runway) 24 แห่ง โดยสนามบินที่ใหญ่ที่สุด 5 แห่ง คือ

ท่าอากาศยานนานาชาติโมฮัมเหม็ดที่ห้า (Mohammed V International Airport) อยู่ที่เมืองคาซาบลังกา มีผู้ใช้บริการมากถึง 7.97 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2557

ท่าอากาศยานมาร์ราคิช-เมนารา (Marrakesh Menara Airport) อยู่ที่เมืองมาร์ราคิช มีผู้ใช้บริการ 4.03 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2557

ท่าอากาศยานอัลมัซซิรา (Al Massira Airport) อยู่ที่เมืองอากาดีร์ (Agadir) มีผู้ใช้บริการ 1.41 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2558

ท่าอากาศยานเซส (Saïss Airport) อยู่ที่เมืองเฟซ (Fes) มีผู้ใช้บริการ 0.89 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2558

ท่าอากาศยานแบตตูตา (Ibn Battouta Airport) อยู่ที่เมืองแทนเจียร์ มีผู้ใช้บริการ 0.85 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2554 

 5.ระบบการเงินการธนาคาร

 ระบบการเงิน

สกุลเงินตราที่ใช้หมุนเวียนในประเทศโมร็อกโกคือ ดีร์แฮม (Dirham Morocco: MAD) โดย ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 บาท = 0.28 MAD หรือ 1 MAD = 3.60 บาท 

ระบบการธนาคาร

ระบบการธนาคารของโมร็อกโกประกอบด้วยธนาคารกลางของรัฐบาล ซึ่งมีสาขาอยู่ในคาซาบลังกาและหน่วยงานใน 18 เมืองอื่นๆ ของโมร็อกโก ธนาคารพาณิชย์เอกชนจำนวน 5 ธนาคาร และธนาคารต่างประเทศ จำนวน 2 ธนาคาร ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานดังนี้ 

ธนาคารกลางของรัฐบาลโมร็อกโก หรือ Bank Al-Maghrib ทำหน้าที่ควบคุมสถาบันการเงินทั้งหมด โดยกําหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก อัตราส่วนของสินทรัพย์และหนี้สิน อัตราแลกเปลี่ยนและออกธนบัตร

 ธนาคารพาณิชย์เอกชน ที่สำคัญได้แก่

1.BMCE Bank (BMCE ย่อมาจาก Banque Marocaine du Commerce exterieur ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของโมร็อกโกมีสาขามากกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ

2.Attijariwafa Bank เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของโมร็อกโกเกิดจากการควบรวมกิจการระหว่างธนาคาร Banque Commerciale du Maroc และธนาคาร Wafabank โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในคาซาบลังกา 

3.BMCI Bank (BMCI ย่อมาจาก Banque marocaine pour le commerce et l’industrie ในภาษาฝรั่งเศส หรือ Morocco Bank of Commerce and Industry ในภาษาอังกฤษ) 

4.CIH Bank S.A. เป็นส่วนหนึ่งของ Caisse de Depot et de Gestion Group (CDG) มุ่งเน้นการให้บริการเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว 

5.Banque Populaire du Maroc

ธนาคารต่างประเทศ ที่สำคัญได้แก่

1.Commerzbank ของประเทศเยอรมนี

2.Arab Bank Maroc ของประเทศจอร์แดน

6.สิทธิประโยชน์ทางการค้า

เขตการค้าเสรี

 ความตกลงเขตการค้าแบบสมบูรณ์แบบระหว่างสหภาพยุโรปกับโมร็อกโก 

1.Accord Libre-échange Complet et Approfondi (ALECA) หรือ Agadir Agreement เป็นความตกลงที่ครอบคลุมการค้า การลงทุน และการบริการ ระหว่างประเทศในแอฟริกาเหนือ 4 ประเทศ[1] และ EU โดยมีโมร็อกโกเป็นหนึ่งในสมาชิกของความตกลงนี้ และมีความคืบหน้าในการหารือถึงข้อตกลงทางการค้า การลงทุน และการบริการมากที่สุด

2.ภายใต้ข้อตกลง ALECA โมร็อกโก และ EU มีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มความสัมพันธ์ด้านพาณิชย์ (การค้า การลงทุน การบริการ) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดและต่อยอดความตกลงด้านเศรษฐกิจที่ EU มีกับประเทศโมร็อกโกอยู่แล้วให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรวมตลาดโมร็อกโกและ EU เข้าด้วยกัน โดยการลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี การปรับเปลี่ยนพิธีการศุลกากรให้ง่ายขึ้น สนับสนุนภาคบริการ ปกป้องการลงทุนโดยต่างชาติ และปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการการพาณิชย์ให้เข้ากับและเทียบเท่ากับระเบียบของ EU  

3.โมร็อกโก และ EU มีความตกลงที่เกี่ยวข้องและส่งเสริมความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการพาณิชย์อื่นๆ เช่น EU-Moroccan Association Agreement[2] ซึ่งลงนามในปี ค.ศ. 2000 มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการเปิดเสรีการค้าระหว่างกัน และความตกลงด้านเกษตรกรรม ซึ่งลงนามในปี 2012 ทำให้สินค้าเกษตรโมร็อกโกกว่าร้อยละ 98 สามารถเข้าสู่ตลาด EU ได้โดยไม่เสียภาษี ในขณะที่สินค้าเกษตรของ EU จะสามารถทยอยนำเข้าโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า (ระยะเวลา 10 ปี) นอกจากนี้ ในปี 2008 โมร็อกโกได้รับสถานะ advance status จาก EU ซึ่งช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาโมร็อกโกยังไม่สามารถส่งออกสินค้าเข้าสู่ EU ได้อย่างเต็มที่แม้ว่าจะได้ปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เข้ากับ EU ไปบ้างแล้ว เนื่องจากติดขัดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี เช่น ระเบียบมาตรฐานสินค้า มาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า ซึ่งโมร็อกโกมีมาตรฐานที่ต่ำกว่า ALECA ทำให้โมร็อกโกต้องปรับกฎระเบียบต่างๆ ในด้านการพาณิชย์ให้เข้ากันกับของ EU (ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าของโมร็อกโกมีมาตรฐานเท่ากับสินค้าของ EU ไม่เป็นอุปสรรคในการส่งออก)

4.สภา EU ได้มีมติให้เริ่ม ALECA ตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. ค.ศ. 2011 โดยโมร็อกโก และ EU ได้เริ่มการเจรจาในปี ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมา และมีการเจรจามาแล้วสี่รอบ อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาการเจรจา เพราะขึ้นอยู่กับพัฒนาการในเรื่องต่างๆ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาผลกระทบของ ALECA ต่อโมร็อกโกอยู่ โดย EU ได้เร่งรัดการการจัดทำ ALECA มากขึ้น ภายหลังจากที่เกิด Arab Spring ในภูมิภาค เพื่อเป็นกลยุทธลดแรงกดดันที่เกิดจาก Arab spring โดยการสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนในภูมิภาค

5.ในการเจรจา ALECA โมร็อกโก และ EU ได้เจรจากับทุกๆ ฝ่ายในระดับรัฐบาล และทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม สมาคมการค้าต่างๆ องค์กรเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นต้น ซึ่งทำให้ ALECA พัฒนาไปได้ค่อนข้างเร็ว ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ และเตรียมความพร้อมให้กับสังคมโมร็อกโกไปในตัว โดยEU จะมีส่วนในการสนับสนุนโมร็อกโกเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นตลาดเดียวกับ EU โดยแบ่งได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับรัฐบาล ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ มาตรฐานต่างๆ ให้เข้ากับ EU เช่น มาตรฐานอุตสาหกรรม กฎระเบียบเกี่ยวกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการทางการเงิน เป็นต้น และในระดับภาคเอกชน ซึ่งธนาคารของ EU จะให้เงินกู้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของ EU  

6.ความตกลง ALECA จะครอบคลุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองภาคี ทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนการค้า การแลกเปลี่ยนบริการ (โทรคมนาคม ประกันภัย ธนาคาร เป็นต้น) และการแลกเปลี่ยนการลงทุน ยกเว้นในสาขาสุขภาพ และการศึกษา โดยไม่ได้ให้สถานะโมร็อกโกเป็นสมาชิก EU แต่เน้นเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความเป็นตลาดเดียวกัน โดยความตกลงฯ จะไม่ครอบคลุมเรื่องระเบียบการเข้าเมือง แต่มีการเจรจาในเรื่อง mobility partnership ให้กับนักธุรกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย และ เจ้าหน้าที่ของรัฐ

7.สินค้าที่โมร็อกโกนำเข้าจาก EU มากที่สุดคือ เครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง สินค้าบริโภค ผลิตภัณฑ์เคมี และน้ำมัน ในขณะที่ EU นำเข้าเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์เกษตร เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่งจากโมร็อกโก

________________________________________

[1] Agadir Agreement เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศของ 4 ประเทศได้แก่ โมร็อกโก จอร์แดน อิยิปต์ และตูนีเซีย

[2] เป็นความตกลงที่เป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่าง EU และโมร็อกโกทั้งหมด รวมถึงด้านเศรษฐกิจด้วย

ความตกลงด้านการประมงระหว่าง EU และโมร็อกโก 

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ปีพ.ศ. 2556 โมร็อกโกและ EU ได้ลงนามต่ออายุความตกลงด้านประมงอีกครั้ง หลังจากที่ระงับการต่ออายุไปถึง 18 เดือน และได้มีความพยายามเจรจากันถึง 6 รอบ ความตกลงฯ ฉบับนี้มีระยะเวลาบังคับ 4 ปี และอนุญาตให้เรือ EU จำนวน 126 ลำเข้ามาทำการประมงในพื้นที่ทางทะเลของโมร็อกโก โดย EU ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ทั้งหมด 40 ล้านยูโรต่อปี (ในจำนวนนี้ เจ้าของเรือจะต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่าย 10 ล้านยูโรต่อปี) โดยเป็นเงินให้รัฐบาล และเงินในการพัฒนาประมงในโมร็อกโก  โดยความตกลงฯ ฉบับนี้ มีการกล่าวถึงการสนับสนุนความมั่นคง และการพัฒนาใน Western Sahara ด้วย

สหภาพยุโรปและโมร็อกโกได้ทำความตกลงกรอบความร่วมมือ (Accord d’association หรือ Association Agreement) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2543 โดยเป็นกรอบความร่วมมือใหญ่ที่กำหนดแนวทางการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิชาการ และวัฒนธรรม ทั้งนี้ ในปัจจุบัน โมร็อกโกเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ (partenaire privilégié) ของสหภาพยุโรป และเป็นประเทศที่ได้รับเงินช่วยเหลือภายใต้กรอบนโยบายสหภาพยุโรปว่าด้วย เพื่อนบ้าน (Politique européenne de voisinage) มากที่สุด และสหภาพยุโรปเองก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของโมร็อกโก เป็นผู้ลงทุนหลักจากต่างประเทศทั้งในภาครัฐและเอกชนของโมร็อกโก รวมถึงเป็นตลาดท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของชาวโมร็อกโกอีกด้วยการทำประมงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักโมร็อกโกซึ่งเป็นตลาดสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยภาคการทำประมงมีสัดส่วนร้อยละ 3 ในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของโมร็อกโก ทั้งนี้ มีแรงงานจำนวนประมาณ 400,000 รายที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ปีพ.ศ. 2549 ประชาคมยุโรปและราชอาณาจักรแห่งโมร็อกโกได้ทำความตกลง ความเป็นหุ้นส่วนด้านการทำประมง[1] (Accord de partenariat dans le secteur de la pêche หรือ APP) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 และหมดอายุลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 โดยสหภาพยุโรปได้ต่ออายุ คตล. ฉบับดังกล่าวกับโมร็อกโกอีก 1 ปี เป็นการชั่วคราว

________________________________________

[1] ในบรรดาความตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้านการทำประมงที่สหภาพยุโรปมีกับประเทศ ต่างๆ ทั้งหมด คตล. ที่มีกับโมร็อกโกจัดอยู่ในอันดับสองในแง่มูลค่าของสัมปทานต่อปีที่สหภาพ ยุโรปชดเชยให้กับโมร็อกโกตามข้อบทของ คตล. ดังกล่าว

7. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

โมร็อกโกจัดเป็นประเทศอันดับที่ 54 จาก 97 ประเทศ ที่มีการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางกายภาพและทางปัญญาตามสิทธิการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (IPR) โดยในเดือนธันวาคมปี 2004 รัฐสภาโมร็อกโกได้ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและนำลงไปปฏิบัติตามภาระผูกพันภายใต้ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก ทั้งนี้ โมร็อกโกยังได้เป็นสมาชิกขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 

นอกจากนี้ โมร็อกโกยังได้ทำงานร่วมกับสหรัฐที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้เขตการค้าเสรีสหรัฐอเมริกากับโมร็อกโก (US-Morocco FTA) ที่มีความแข็งแรงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยโมร็อกโกได้ออกกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ปี 2006 และแก้ไขขั้นตอนสำคัญภายใต้การการคุ้มครองให้สอดคล้องกับสนธิสัญญาบูดาเปสต์สิทธิบัตรและสนธิสัญญา WIPO รวมถึงได้ลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าการปลอมแปลงข้อตกลง (ACTA) ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ได้มีผลบังคับ แต่ก็คาดว่าจะสามารถออกเป็นกฎหมายคุ้มครองได้ในอนาคต สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสนธิสัญญาผูกพันด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการติดต่อกับสำนักงานคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาท้องถิ่นของโมร็อกโก สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wipo.int/directory/en

8. วัฒนธรรม (Culture)

ชาวโมร็อกโกส่วนใหญ่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอิสลาม และอิสลามก็มีอิทธิพลต่อผู้คนทั้งในระดับชีวิตส่วนตัว, การเมือง, เศรษฐกิจ และกฎหมาย  อิสลามเผยแผ่จากพื้นที่ซึ่งปัจจุบันนี้คือ ซาอุดิอาระเบีย  เชื่อกันว่านบีมุฮัมหมัดเป็นผู้นำสาสน์คนสุดท้ายจากพระเจ้า (นับต่อเนื่องมาจากพระเยซู, โมเสส, นบีอิบรอฮิมและคนอื่นๆ) หนึ่งในบรรดาข้อบังคับทางศาสนาสำหรับมุสลิมก็คือการละหมาดห้าครั้งในหนึ่งวัน ซึ่งได้แก่ เวลารุ่งเช้า, เที่ยง, บ่าย, ตะวันตกดิน และช่วงค่ำ  หนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นจะแจ้งช่วงเวลาละหมาดที่แน่นอนในแต่ละวัน

วันศุกร์เป็นวันศักดิ์สิทธิสำหรับมุสลิม  กิจการร้านค้าทุกอย่างจะปิดหมด  บริษัทหลายแห่งปิดในวันศุกร์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม วันหยุดสุดสัปดาห์ในโมร็อกโกเป็นวันเสาร์และอาทิตย์

ระหว่างเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนศักดิ์สิทธิชาวมุสลิมจะถือศีลอดตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันตกดินและทำงานเพียงหกชั่วโมงต่อวัน  การถือศีลอดหมายถึง การงดการรับประทานอาหาร, การดื่ม, การสูบบุหรี่หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง คนที่เดินทางอยู่ไม่จำเป็นต้องถือศีลอดแต่ก็ต้องไม่รับประทานอาหาร, ดื่ม, สูบบุหรี่หรือเคี้ยวหมากฝรั่งในที่สาธารณะ เมื่อตะวันตกดินคนในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนจะรวมตัวกันเพื่อฉลองการละศีลอด (อิฟตาร์)  การฉลองมักจะต่อเนื่องไปตลอดทั้งคืน  ดังนั้น โดยปกติแล้วสิ่งต่างๆ จะดำเนินไปช้ากว่าเดิมในเดือนรอมฎอน  ธุรกิจหลายแห่งมีชั่วโมงการทำงานลดลง  ร้านค้าอาจเปิดและปิดต่างไปจากเวลาปกติ

–          แนวคิดเกี่ยวกับความละอาย – ฮชุมะ

สิ่งที่ชาวโมร็อกโกเชิดชูมากที่สุดคือเกียรติและศักดิ์ศรีซึ่งไม่เพียงเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองเท่านั้นแต่ยังรวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วยชาวโมร็อกโกจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อจะรักษาเกียรติของตนเอง ฮชุมะจะเกิดขึ้นเมื่อคนอื่นรู้ว่าพวกเขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ชาวโมร็อกโกมองคุณค่าของตนเองจากภายนอก  ดังนั้น การที่คนอื่นจะมองพวกเขาอย่างไรจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หากมีคนทำเรื่องน่าละอายเขาอาจถูกขับออกจากสังคมหรือแม้แต่ถูกขับไล่จากครอบครัวของตนเอง

ดังนั้น เพื่อเลี่ยงฮชุมะ ชาวโมร็อกโกจึงมักพูดหรือกระทำสิ่งต่างๆ ในที่สาธารณะเพื่อที่จะทำให้ตัวเองดูดีหรือช่วยเลี่ยงมิให้เกิดความอับอายหรือกระอักกระอ่วน

เมื่อทำธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องยืนยันข้อตกลงใดๆ ก็ตามต่อหน้าคนอื่นๆ เพราะข้อตกลงนั้นอาจทำอย่างไม่จริงใจ และบุคคลที่ทำข้อตกลงก็อาจไม่ได้ตั้งใจที่จะทำตามที่สัญญาไว้จริงๆ

–          ค่านิยมเกี่ยวกับครอบครัวของชาวโมร็อกโก

ครอบครัวเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในชีวิตของชาวโมร็อกโกและมีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางสังคม  ชาวโมร็อกโกมักให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นน้อยกว่าครอบครัวและกลุ่มเพื่อนคนโมร็อกโกมองการเห็นแก่พวกพ้องในแง่บวก เนื่องจากมันแสดงถึงระบบอุปถัมภ์ในครอบครัวของพวกเขาครอบครัวในความหมายนี้ประกอบด้วยครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย ผู้อาวุโสได้รับความยกย่องและนับถือและมีอิทธิพลต่อคนอื่นๆ ในครอบครัวอย่างมาก

–          มารยาทในการพบปะ

เมื่อชาวโมร็อกโกทักทายกันและกัน พวกเขาใช้เวลาอย่างมากและพูดคุยกันถึงครอบครัว เพื่อนและหัวข้ออื่นๆ ปกติการทักทายใช้วิธีการจับมือ หากว่าเป็นในกลุ่มเพศเดียวกันการจับมืออาจเป็นการสัมผัสเบาๆ ตามมาตรฐานตะวันตก แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลพัฒนาขึ้นก็เป็นเรื่องปกติที่จะจูบที่แก้มทั้งสองข้าง โดยเริ่มจากแก้มซ้ายพร้อมกับการจับมือระหว่างชายกับชายและหญิงกับหญิง ในการทักทายระหว่างชายและหญิง  ฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายยื่นมือไปก่อน  หากผู้หญิงไม่ยื่นมือไปก่อนฝ่ายชายควรก้มศีรษะเป็นการทักทาย เมื่อเข้ากลุ่มสังคมให้เริ่มจับมือกับคนทางด้านขวามือก่อนและทักทายต่อไปจนทั่วห้องจากขวาไปซ้ายและควรกล่าวลากับทุกๆ คนเมื่อลากลับ

–          มารยาทในการให้ของขวัญ

หากได้รับคำเชิญไปบ้านชาวโมร็อกโก ควรหาขนมอบ, ถั่ว, มะเดื่อ, อินทผลัม หรือดอกไม้ไปฝากเจ้าบ้านของขวัญเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเด็กๆ จะทำให้ได้รับความรักความชื่นชมยิ่งขึ้น แต่โปรดอย่านำเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไปเป็นของฝาก เว้นเสียแต่ว่าเจ้าบ้านดื่มของมึนเมา ผู้รับไม่ควรเปิดของขวัญทันทีที่ได้รับ

–          ความสัมพันธ์และการสื่อสาร

ชาวโมร็อกโกมักเลือกทำธุรกิจกับคนที่รู้จักและนับถือ ดังนั้น ต้องใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวก่อนเริ่มทำธุรกิจและการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์และวางรากฐานคนรู้จักจะช่วยให้การติดต่อทางราชการซึ่งมีระบบซับซ้อน สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

อาหารและเครื่องดื่มที่มีการเสิร์ฟระหว่างพบปะเจรจาคือ ชาใส่มิ้นต์ เพราะเป็นวิธีแสดงความยินดีต้อนรับของชาวโมร็อกโก วิธีการทำธุรกิจของชาวโมร็อกโกได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส แต่เพิ่มความมีอัธยาศัยไมตรีและความเป็นทางการขึ้นมา เนื่องจากชาวโมร็อกโกตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก จึงควรแต่งกายให้ดูดีและเหมาะสม

–          มารยาทในการพบปะทางธุรกิจ

การนัดหมายเป็นสิ่งสำคัญและควรนัดหมายล่วงหน้านานเท่าที่จะทำได้ ไม่ลงตารางนัดหมายช่วงเดือนรอมฎอน เนื่องจากชาวมุสลิมจะไม่รับประทานอาหารหรือดื่มในระหว่างวันในช่วงเดือนรอมฎอน อย่าลงตารางนัดหมายในช่วง 11.15 -15.00 น. ของวันศุกร์ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่จะปิดเพื่อทำการละหมาด พยายามไปถึงสถานที่นัดหมายตรงเวลาและเตรียมตัวคอยคนอื่น

นักธุรกิจชาวโมร็อกโกที่คุ้นเคยกับการติดต่อกับบริษัทต่างชาติมักพยายามมาถึงให้ตรงต่อเวลาแม้ว่ามันจะค่อนข้างยากสำหรับพวกเขาซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมที่มีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยทั่วไปแล้วชาวโมร็อกโกมักเปิดประตูทิ้งไว้แม้กระทั่งระหว่างการประชุม 

ปกติการทำธุรกิจในโมร็อกโกใช้ภาษาฝรั่งเศส บางบริษัทอาจใช้ภาษาอังกฤษ ควรเช็คว่าในการพบปะจะต้องใช้ภาษาใดเพื่อจะได้ทราบล่วงหน้าว่าต้องจ้างล่ามหรือไม่

–          การเจรจาทางธุรกิจ

มีความสัมพันธ์เป็นลำดับชั้นภายในบริษัท คนที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นผู้ตัดสินใจแต่จะตัดสินใจหลังได้รับการเห็นชอบจากหมู่คณะแล้ว หากการทำธุรกิจต้องเกี่ยวข้องกับรัฐบาล การหารือจะนานกว่าปกติ เนื่องจากธุรกิจต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีของหลายกระทรวง

ชาวโมร็อกโกมักต้องการความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ควรวิจารณ์คนอื่นในที่สาธารณะ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ไม่ควรทำให้คู่ค้าทางธุรกิจชาวโมร็อกโกได้รับความอับอาย

ส่วนการตัดสินใจทางธุรกิจในโมร็อกโกเป็นไปอย่างเชื่องช้า จึงไม่ควรเร่งการตัดสินใจเพราะอาจถูกมองว่าเป็นการดูถูก สังคมโมร็อกโกเป็นสังคมราชการ การตัดสินใจทางธุรกิจต้องการการอนุมัติหลายขั้นตอนจากทางราชการ ดังนั้น ต้องไปติดต่อหลายหน่วยงานเพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น ไม่ควรใช้วิธีกดดันเพื่อแก้ปัญหาเพราะอาจส่งผลให้เกิดการต่อต้านคุณแทน บางครั้งชาวโมร็อกโกก็สามารถเจรจาอย่างชาญฉลาดและหนักแน่น

–          มารยาทการแต่งกาย

ชุดแต่งกายแบบนักธุรกิจมีลักษณะเป็นทางการและอนุรักษ์นิยม ผู้ชายควรแต่งกายด้วยสูทนักธุรกิจสีเข้ม ในการพบปะกันครั้งแรกๆ ผู้หญิงควรสวมชุดสูทนักธุรกิจที่ดูสง่า  เป็นชุดกระโปรงยาวหรือชุดกางเกง ผู้หญิงต้องใส่ชุดที่คลุมร่างกายมิดชิด  กระโปรงและชุดยาวควรคลุมถึงเข่าและแขนเสื้อควรปกปิดพื้นที่ส่วนใหญ่ของแขน ไม่ควรใส่เครื่องประดับราคาแพง

ปัจจัยสนับสนุนให้เกิดโอกาสทางการค้าการลงทุนในโมร็อกโกที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้

1)    การเมืองมีเสถียรภาพ เนื่องจากปกครองด้วยระบอบปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและนโยบายต่างๆ ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจังซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

2)    การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นตลาดใหม่ (Emerging market) ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ  

3)    จำนวนประชากรกว่า 33 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน นับเป็นตลาดที่น่าสนใจในด้านการบริโภค และการจ้างงาน

4)    ค่าแรงขั้นต่ำแรงงานในอุตสาหกรรม 11.5 เหรียญสหรัฐฯ/วัน และแรงงานในภาคเกษตร 7.5 เหรียญสหรัฐฯ (ที่มา : http://www.nationmaster.com/country-info/profiles/Morocco/Labor)

5)    มีทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบด้านการเกษตรและอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เช่น เป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองหนาวที่สำคัญ เช่น ส้ม สตอเบอรี่ เมล่อน เป็นแหล่งวัตถุดิบผลผลิตทางด้านประมง เช่น ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

6)      มีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารจากต่างประเทศ

สายสัมพันธ์ (Connection) ที่ดีระหว่างไทย-โมร็อกโก ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจได้สูง 

โมร๊อกโก 10 วัน: ขับรถเที่ยวเหนือจรดใต้

ทริปนี้ใช้เวลา 10 วัน ออกเดินทางจากกรุงมาราเกช (Marrakesh) ขับรถข้ามเทือกเขา Atlas Mountains ผ่านช่องแคบ Tizi n’Tichka หยุดชมเมืองโบราณ ทิวทัศน์หุบเขา สัมผัสทะเลทรายซาฮาร่า และอารยธรรมอันเก่าแก่ของชุมชนชาวเบอร์เบ้อ ปิดท้ายด้วยการเที่ยวชมเมืองเฟส (Fes) เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) และเมืองแท็งเจียร์ (Tangier)

การเดินทาง: ทริปนี้จะเน้นการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก เพื่อนๆสามารถเช่ารถขับเอง หรือจ้างคนขับรถส่วนตัวได้ เส้นทางและท้องถนนของทริปนี้ค่อนข้างดี เป็นถนนลาดยางตลอดสาย แต่จะคดเคียวพอสมควร ส่วนที่เขียนไว้ว่าใช้ 10 วันนั้น คืออย่างน้อยต้องมีเวลา 10 วัน แต่ที่ถ้าอยากเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ สามารถยืดเวลาเป็น 2 อาทิตย์ได้อย่างสบายๆ

ไฮไลท์ของทริปนี้

  • หลงเสน่ห์ความสงบของ Chefchaouen เมืองสีฟ้าแห่งโมร๊อกโก
  • เดินสำรวจ Volubilis ซากเมืองโรมัน
  • ขี่อูฐ นอนเต็นท์ในทะเลทรายซาฮาร่า
  • เดินหลงใน Fes เมืองเขาวงกตแห่งโมร๊อกโก
  • นั่งจิบชา สัมผัสความวุ่นวาย ณ จัตุรัส Jemaa el-Fna ในกรุง Marrakesh

ตารางการเดินทาง

วันไฮไลท์ค้างคืน
1MarrakeshMarrakesh
2EssaouiraEssaouira
3กลับมาเที่ยว MarakeshMarrakesh
4Tizi n’Tichka, Aït Benhaddou และ OuarzazateBoumalne Dades
5Todra Gorge และ Sahara DesertMerzouga
6Middle Atlas: Ziz Valley & MideltFes
7FesFes
8Volubilis และ MeknesChefchaouen
9Chefchaouen และ TangierTangier
10เที่ยว Tangier จนถึงเวลาขึ้นเครื่อง

วันที่ 1: กรุงมาราเกช (Marrakesh)

วันนี้บุกเที่ยวในเขตเมืองเก่า หรือ “มาดิน่า” กันก่อนเลย เริ่มต้นจากจตุรัส Jemaa el-Fna ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองเยื้องจาก Koutoubia Mosque ไม่ไกลมากนัก บริเวณรอบๆ ก็จะมีซุกส์ (souks) หรือตลาดแบบดั้งเดิม ที่ขายสารพัดสินค้าจากเครื่องเทศไปถึงงานฝีมือ ที่พลาดไม่ได้ก็มี Souk el Attrin (ตลาดเครื่องเทศ), Souk Haddadine (งานฝีมือสลักโลหะ), Souk Smata (รองเท้าแตะผ้าสไตล์พื้นเมือง) และ Souk des Teinturiers (งานย้อมสีต่างๆ)

สำหรับคนที่สนใจงานสถาปัตยกรรม แนะนำให้เข้าไปดู Bahia PalaceSaadian Tombs และ El Badi Palace สถานที่ 3 แห่งนี้ตั้งอยู่ด้านใต้ของจตุรัส Jemaa el-Fna และอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก และยังมี Marakesh Museum หรือ Museum of Moroccan Arts สำหรับคนที่สนใจงานศิลปะชาวพื้นเมืองโมร๊อกโก

วันที่ 2: เอสเซาอิร่า (Essaouira)

สายๆ ออกเดินทางไปยังเมืองเอสเซาอิร่า (Essaouira) ซึ่งเป็นเมืองชาวประมงฝั่งแอตแลนติคอันเทรนดี้ของโมร๊อกโก เดินทางด้วยรถยนจากกรุงมาราเกชใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. ระหว่างทางจะผ่านสวนต้นอาร์แกน ซึ่งอาจจะเห็นฝูงแพะยืนอยู่ตามกิ่งต้นอาร์แกนกินพืชผลกันอยู่ เราสามารถหยุดชมการกลั่นน้ำมันอาร์แกนอย่างแท้จริงได้ด้วย 

เมื่อถึงเมืองเอสเซาอิร่า สามารถเดินเที่ยว Skala du Port เป็นจุดจอดเรือชาวประมง และ Skala de la Kasbah ซึ่งเป็นป้อมและกำแพงเมืองที่ชาวโปรตุเกสสร้างไว้ในศตวรรษที่ 16 เดินบนกำแพงไปจนถึง Place Moulay Hassan (จตุรัสศุนย์กลางของเมือง) ต่อจากนั้นเดินสำรวจเมดิน่า ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปในอดีต ในนั้นจะเป็นถนนคนเดินที่มีบ้านสีฟ้าและขาว เด็กๆวิ่งเล่นกันตามท้องถนน มีแผงลอยข้างทางขายของที่ระลึกทุกชนิด ตกเย็นก็มานั่งทานอาหารทะเลดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลกันได้

วันที่ 3: กรุงมาราเกช (อีกรอบ)

ตื่นเช้ามา เดินเล่นสูดอากาศอันสดชื่นริมทะเลรอบสุดท้ายก่อนขึ้นรถกลับกรุงมาราเกช

พอถึงมาราเกช ถ้าไม่คิดถึงมาดิน่ากัน ก็ออกมาเที่ยวนอกรั้วเมดิน่ากันบ้าง จ่ายตั๋วเข้าเดินชมสวน Majorelle Gardens ชื่นชมพันธ์ไม้อันสวยงามและใหญ่โตของกรุงมาราเกช หลังจากนั้นก็สามารถเดินเที่ยวย่าน Gueliz สุดเก๋ที่อยู่ไม่ห่างจาก Majorelle Gardens นัก ย่านนี้มีร้านขายของตกแต่งบ้านและเสื้อผ้าเก๋ไก๋ ร้านอาหารกินเล่น คาเฟ่เล็กๆ น่านังจิบชากาแฟเปิดติดกันเป็นแถว

วันที่ 4: Dades Valley, Quarzazate และ Aït Benhaddou

โบกมือลากรุงมาราเกชที่แสนวุ่นวาย ออกเดินทางกันแต่เช้า มุ่งหน้าสู่เทือกเขา Atlas Mountains ขับไต่ขึ้นเขาผ่านช่องแคบ Tizi n’Tichka ระหว่างทางมีร้านกาแฟและร้านขายของเล็กๆ ที่สามารถจอดลงถ่ายรูปวิวเทืองเขา และยอดเขา Mount Toubkal (สูงที่สุดในแอฟริกาเหนือ) ได้อย่างสวยงาม

ขับข้ามลงเขามาซักระยะ ก็จะเจอเมือง Quarzazate ซึ่งมีชื่อเสียงมาจากที่ได้เป็นฉากให้หนังโรงดังๆ มาหลายสิบเรื่อง รวมไปถึงเรื่อง Gladiator, Black Hawk Down และ Lawrence of Arabia — ถ้าใครสนใจ ยังมีพิพิธภัณฑ์ Musée du Cinema ให้ได้เข้าไปดูวิธีและกระบวนการถ่ายทำหนังเหล่านี้กันด้วย

ถัดจาก Quarzazate ไปหน่อย จะเป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยเมืองเล็กเมืองน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองเก่าที่ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือเมือง Aït Benhaddou ซึ่งเป็นเมืองเก่าชื่อดังที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และยังได้ถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดยหน่วยงาน UNESCO อีกด้วย

ตกเย็นหยุดพักแถวเมือง Boumalne Dades ซึ่งอยู่ทางขึ้น Dadès Gorge และไม่ไกลนักจาก Todgha Gorge 

วันที่ 5: Todra Gorge & Sahara Desert

วันนี้ออกเดินทางกันเช้าหน่อย เพราะสถานที่เที่ยวแต่ละแห่งต้องใช้เวลาเยอะ จุดหมายปลายทางของวันนี้ คือ เมือง Merzouga ซึ่งเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปขึ้นอูฐออกไปเที่ยวทะเลทรายกัน 

เริ่มต้นวันด้วยการขับรถขึ้น Dadès Gorge และตรงไปยัง Todgha Gorge ซึ่งเป็นหุบเขาที่มีกำแพงหินสูงใหญ่ มีแม่น้ำ Taodgha River ไหลผ่าน และทางเดินที่เพื่อนๆ สามารถจอดรถลงเดินชมหุบเขา และชุมชนการเกษตรที่อยู่แถวนั้นได้ หลังจากนั้นก็ขับตรงไปยังเมือง Merzouga ระหว่างทางจะมีหมูบ้าน Rissani เป็นหมู่บ้านชาวยิปซี ที่มีตลาดเก่าแก่ขายของท้องถิ่นมากมาย ถ้ามีเวลาก็สามารถแวะเข้าไปเดินดูการเป็นอยู่และสินค้างานฝีมือ

เมื่อถึง Merzouga ก็ขึ้นอูฐออกเดินทางสู่ทะเลทรายไปยังแค้มป์ในทะเลทรายที่จะนอนค้างคืน ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ละแวกเนินทราย Erg Chebbi ซึ่งเป็นเนินทรายใหญ่แพ็คไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขับ ATV ไปเยี่ยมชมชุมชนต่างๆในทะเลทราย เล่นแซนด์บอร์ด หรือ ขี่อูฐปินเนินทรายขึ้นไปนั่งดูพระอาทิตย์ตก

วันที่ 6: Middle Atlas — Ziz Valley & Midelt

ออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเทือกเขา Middle Atlas ซึ่งภูมิอากาศแถบนั้นจะค่อนข้างชื้น มีป่าไม้ มีหิมะเกาะอยู่บนยอดเขา มีแอ่งนำ้เล็กใหญ่สลับกับที่ราบดินแดงและต้นไม้ที่ขึ้นอยู่กันเป็นหย่อมๆ ไปตลอดทาง วิวระหว่างทางสวยงามมากเลยทีเดียว

หลังจากรับประทานอาหารเช้า และเดินทางออกมาจาก Erg Chebbi ได้ซักระยะ ก็จะถึงช่องเขา Tizi n’Talremt ซึ่งเส้นทางจะเริ่มชัน และคดเคี้ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขับไต่เขาขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงจุดชมวิว Ziz Valley สามารจอดพักลงยืดเส้นยืดสาย และถ่ายรูปกันได้ — Ziz Valley เป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นปาล์มขึ้นอยู่กันอย่างหนาแน่น มองไปก็จะเห็นเมืองโอเอซิสเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายเป็นจุดๆ

บนเทือกเขา Middle Atlas จะมีเมือง Midelt ที่เวลาขับผ่าน จะเห็นต้นแอปเปิ้ลขึ้นกันอย่างหนาทึบเต็มสองข้างทาง ถ้าใครโชคดีก็จะเห็นฝูงลิงบาร์บารีตัวเล็กตัวน้อย ออกมานั้งตามกิ่งต้นแอปเปิ้ล คอยทักทายนักท่องเที่ยวที่หยุดถ่ายรูปตามขอบถนน — จาก Midelt เดินทางต่ออีก 3 ชม. ถึงเมือง Fes

วันที่ 7: เฟส (Fes)

11th-century stone pots filled with dye, Chouara Tannery

เฟส (Fes) เป็นเมืองจักรพรรดิที่เก่าแก่ที่สุดของโมร๊อกโก ตั้งอยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ระหว่างเทือกเขารีฟ (Rif Mountain) และเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีแม่น้ำเฟส (River Fes) ไหลผ่านกลาง เมืองเฟสประกอบได้ด้วย 3 เขตใหญ่ๆ ด้วยกัน เขตแรก Fes el Bali เป็นเขตในเมดิน่าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตนี้ เขตที่สองคือ Fes el Jdid ชึ่งเป็นเขตในเมดิน่าที่ใหม่ขึ้นมาหน่อย และเขตสุดท้าย Ville Nouvelle เป็นเขตเมืองใหม่ที่ชาวฝรั่งเศสเข้ามาสร้าง และอาศัยอยู่กันเยอะในช่วงศตวรรษที่ 20

สถานที่ที่พลาดไม่ได้คือ Chouara Tannery โรงย้อมหนังชื่อดังของเมืองเฟส และสถานศึกษาอันเก่าแก่ของเมืองเฟส Al Attarine Madrasa ซึ่งด้านในมีงานกระเบื้องที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ หลังจากนั้นเดินชมสินค้างานฝีมือตาม souks ทางด้านใต้ของเมดิน่า จนไปถึง Bab Bou Jeloud (Blue Gate) หรือประตูเมืองสีนำเงิน ที่อยู่ไม่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านของชาวโมร็อกโก Batha Museum ไปไม่มากนัก

วันที่ 8: Volubilis & Meknes

ก่อนที่จะเดินทางออกจากเฟส แวะขึ้นไปชมวิว 360 ของเมืองเฟสบนเนิน Merenid Tombs  ต่อจากนั้นเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมือง Meknes ซึ่งเป็นเมืองจักรพรรดิเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของโมร๊อกโก หยุดแวะเดินสำรวจเมดิน่า สถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาด คือ กำแพงเมือง Bab al-Mansour และสุสาน Mausoleum of Moulay Ismail

ถัดไปไม่ไกลมากนัก ก็ถึงซากเมืองโรมัน Volubilis ซึ่งถือว่าเป็นถิ่นฐานของชาวโรมันในแอฟริกาที่ไกลจากกรุงโรมมากที่สุด ถ้าเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงได้ จุดที่น่าให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ ระบบการถ่ายเทความร้อน เสาคอลัมน์ ประตูเมือง และลวดลายกระเบื้องปูพื้นที่เล่าถึงความสำคุญของแต่ละจุดของเมือง

มุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไปยังเมือง Chefchaouen ซึ่งเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ แต่ก่อนที่จะเข้าไปในตัวเมือง พอใกล้ๆ ถึง ก็จอดรถลงมาชมวิวพระอาทิตย์ตก กับเมือง Chefchaouen ที่บนเนินเขาริฟให้ชื่นใจกันหน่อยก่อน

วันที่ 9:  เชฟชาอูน (Chefchaouen)

Chefchaouen เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาริฟ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1471 เพื่อเป็นที่พักพิงของชาวมัวร์และชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศสเปน นับว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในโมร็อคโก

เริ่มต้นที่ลาน Place Uta el-Hamam ใจกลางของเมือง รอบๆ จะมีร้านค้า ร้านอาหารเยอะแยะเต็มไปหมด เหมาะกับการนั่งจิบชาดูผู้คนทำมาหากิน แวะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Kabash Museum ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าที่ถูกบูรณะให้เป็นพิพิธพันธ์ เก็บสะสมวัตถุโบราณ และงานศิลป์ท้องถิ่นของเมืองเชฟชาอูนไว้อย่างดี ถัดไปหน่อยเป็น Grand Mosque ซึ่งแม้แต่จะเข้าไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนมุสลิม ก็ยังคุ้มกับที่ได้เดินผ่านชมงานกระเบื้องหน้าประตูทางเข้าอันสวยงาม

ถ้ามีเวลา แนะให้เดินเล่นในเมดิน่า และย่าน Quartier Al-Andalus สัมผัสความสันโดษและเงียบสงบของเมืองสีฟ้าแห่งเทือกเขาริฟนี้

บ่ายๆ ออกเดินทางจาก Chefchaouen ต่อไปยัง Tangier ซึ่งใช้เวลาแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเวลามากนัก แนะให้ตรงเข้าไปเที่ยวในเมดิน่าก่อนเลย ไปเดินสัมผัสกลิ่นไอความคลาสสิก และความเก่าแก่ของเมือง

วันที่ 10: แทงเจียร์ (Tangier)

Tangier เป็นเมืองพอร์ทที่ใหญ่เมืองหนึ่งของโมร๊อกโค ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแทงเจียร์เพื่อขึ้นเรือสำราญ หรือชาวยูโรปที่นั่งเรือเฟอรรี่ข้ามฟากมาจากสเปน เพื่อมาตั้งหลักก่อนเดินทางไปเมืองอื่น ทำให้เมืองแทงเจียร์นี้ เป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากชาวต่างชาติมากที่สุดเมืองหนึ่งของโมร๊อกโค

สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงแทงเจียร์แล้ว ก็คือ เดินสำรวจในเมดิน่า เริ่มต้นที่ลานกลางเมือง Petit Socco ซึ่งเป็นลานที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่สถานที่แห่งนี้เคยที่พักพิงและแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนชื่อดังๆ จากทั่วโลก ทางด้านตะวันตกของ Petit Socco จะเป็นโบสถ์ Church of the Immaculate Conception สร้างขึ้นโดยชาวสเปนในปี 1880 อีกฟากของลานจะเป็น Grand Mosque และตึก Old American Legation ส่วนใครสนใจงานศิลปกรรม และเรื่องราวประวัติความเป็นมาของโมร๊อกโค ก็ตรงมาที่ Kasbah Museum ได้เลย

ขับรถเที่ยว MOROCCO 2000+ กิโลจากผืนทรายจรดผืนน้ำ

Marrakech เมื่อพูดถึงชื่อนี้ สิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัว คงจะหนีไม่พ้น ต้นปาล์ม ตึกสีทรายแดง ต้นมะกอก และสภาพเมืองตากอากาศ อะไรเทือกนี้ ซึ่งการมาเยือนโมร็อคโคครั้งนี้ เป็นการมาตาม  bucket list ของแม่บ้าน เราเริ่มการเดินทางอันแสนยาวไกลร่วม 2 พันกว่ากิโลที่เมือง Marrakech… เมืองที่ได้ชื่อว่า Red City of Morocco หรือบางคนกล่าวไว้ว่าเป็น The Red Pearl of the South หมายถึงไข่มุกสีแดงในแดนใต้นั่นเอง…

เครื่องบินลงที่ Casablanca Mohammed V International Airport เราทำการ Pick Up รถเช่าที่จองมาล่วงหน้าที่สนามบินนี้ รถที่เราจองเป็น Jeep Cherokee ซึ่งคาดว่าน่าจะใส่กระเป๋าของเราทั้ง 4 คนจนหมด สุดท้าย แอบมีลุ้นเพราะใส่หมดก้อจริง แต่อีผ้าใบที่ไว้คลุมท้ายแอบใส่ไม่ได้ อีเจ้าหน้าที่ยัดอยู่นาน สุดท้ายก้อใส่เข้าไปจนได้ เห้อออ  นึกว่าจะไม่รอด  และแม้ว่าเราจะลงเครื่องที่ Casablanca แต่จุดมุ่งหมายแรกของเราเป็นเมือง Marrakech โดย Road trip ของเราครั้งนี้จะขับวนทวนเข็มนาฬิกา เริ่มจากใต้สุดคือเมือง Marrakech ไปตะวันออก ขึ้นเหนือ และจบทริปด้วยการล่องใต้มาจรดที่ Casablanca นั่นเอง

การเช่ารถที่โมร็อคโค เราโทรมาถามก่อนไป บางเจ้าบอกว่าถ้าเป็นใบขับขี่ไทย ต้องใช้ international driver license ด้วย บางเจ้าบอกว่าไม่ต้อง เราเลยทำไว้กันเหนียว สุดท้าย เจ้าที่เราเลือกใช้คือ Europe Car ไม่ได้ขอ international driver license ตอนที่เราเอารถออกมา

Marrakech เมืองนี้สมกับเป็นเมืองตากอากาศของขาวยุโรปจริงๆ ถนนเชื่อมระหว่าง Casablanca กับ Marrakech ก้อเรียบดีเกิ้นนนน จนเรานึกว่า ทั้งประเทศเป็นถนนแบบนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้ว…”ไม่ใช่” ฮาาา) วิวสองข้างทางก้อแบบ นี่มัน Tuscany ชัดๆ คือเป็นเนินเขาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา ดูแล้วไม่เหมือนอยู่ทวีปอัฟริกาซักนิ๊ดดด เอาเป็นว่า ลงเครื่องมาขับรถมุ่งหน้าไป Marrakech นี่ ประทับใจจอร์ชมาก เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึง โดยเราอยู่ Marrakech กัน 2 คืน จุดเที่ยวหลักๆ มีดังนี้MEDINA DE MARRAKECH

เมื่อมาเที่ยวประเทศโมร็อคโค แน่นอนว่าการเดินเที่ยวใน Medina หรือเขตเมืองเก่า เห็นจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า “เมดิน่า” คืออะไร จริงๆ แล้ว เมดิน่าคือเขตเมืองเก่าซึ่งโดยปกติแล้วจะล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง ข้างในจะเป็นเมืองซึ่งมีทั้งบ้านคน โรงเรียน มัสยิต ตลาด และอื่นๆ โดยจะเชื่อมกันด้วยตรอกซอกซอยเล็กๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็น Car-free area เพราะมันแคบมาก พบได้ในเมืองใหญ่ๆ ในทวีปอัพฟริกา ที่ไม่ใช่แค่โมร็อคโค

เขตเมืองเก่าของเมือง Marrakech แห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงอันสูงลิ่วสีทรายแดง สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ซึ่งปัจจุบัน มันยังเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองอยู่ ด้วยความยาวทั้งหมด 18 กิโล มี gate ทั้งหมด 20 ประตู คือมันเป็น A-Must จริงๆ เพราะจะทำให้คุณเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทั้งสถาปัตยกรรม และความเจริญอื่นๆ หรือถ้าใครไม่อยากเดิน เค้าจะมีรถม้าให้เช่านั่ง ชมเมืองโดยรอบเช่นกัน สำหรับเรา กิจกรรมหลักๆ ก็คือเดินถ่ายรูปตามมุมโน้นมุมนี้ ซอกหลืบไหนดูแล้วสวย เราก็ไม่พลาด กิกิBAHIA PALACE

พระราชวังบาเฮีย (กรุณาอย่าออกเสียงผิด) – พระราชวังที่ยังคงความสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยก่อน สร้างโดย Si Moussa ในช่วงปี 1866-1867 มีห้องทั้งหมด 150 ห้อง รวมถึงฮาเร็มที่เรียกว่า Court of Honour ข้างในตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสีสันฉูดฉาด กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนของเมดิน่า (เมืองเก่า) นั่นเอง ตอนแรกเราให้ google นำทางไป ปรากฏว่า มันให้เราขับรถผ่าเข้ากลางเมดิน่าเลย โอ้วววว หลงเข้าไปติดอยู่ข้างในซอยแคบมว๊ากกกก กว่าจะออกมาได้ แทบจะกวาดกระถางต้นไม้ข้างทางไปทั้งแถบ แต่คนโมร็อคโคก็ใจดีมาก ร่วมใจกันโบกรถให้เราตลอดทาง แม้ว่าภาษาที่เค้าใช้โบกจะเป็นภาษาอาราบิก ซึ่งเราก้อต้องใช้ skillในการเดาว่า “$%#@%” อันนี้ น่าจะแปลว่า “ถอยๆๆ” หรือ “*&@%$^” อันนี้ น่าจะแปลว่า “หยุด” สุดท้าย แนะนำว่าให้จอดรถข้างนอกเมดิน่าแล้วเดินเข้าไปหรือนั่งแท็กซี่ไปลงหน้าทางเข้าดีกว่า

MAJORELLE GARDEN (Jardin Majorelle)

Majorelle Garden หรือ Jardin Majorelle เป็นอีกที่เที่ยวที่เป็น A-Must ของเมืองมาราเกช สวนแห่งนี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาจากทั่วโลก โดยเฉพาะต้นกระบองเพชรนับพันต้น หลากหลายสายพันธุ์ มีสวนบัว และป่าไม่ดูร่มรื่น กับบรรดากระถางดินที่ศิลปินเจ้าของเดิม Jacques Majorelle ที่สรรหาสีมาป้ายทาทับ ตกแต่งทำให้สวนแห่งนี้ดูโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ สวนแห่งนี้เดิมเป็นบ้านของศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่เขาสร้างบ้าน และสวนเอาไว้อยู่เอง พร้อมสร้างงานศิลปะของเขาต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมเอาศิลปะของโมร็อคโคไว้ และมีมุมแสดงงานศิลปะของเจ้าของเดิมเอาไว้ด้วย เป็นที่ที่เดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อเลย มีมุมโน้น มุมนี้ให้ถ่ายเรื่อยๆ ถ้าจะจัดชุดมาถ่ายรูปก็ดูสีให้เข้าด้วย ด้านในจะมีคาเฟ่เก๋ๆ แนวคาเฟ่ในสวนให้คุณไปนั่นจิบกาแฟยามเช้าอีกด้วย

เวลาซื้อตั๋ว คุณสามารถซื้อแบบ combo ประกอบไปด้วย Majorelle Garden + Berber Mesuem + YSL museum พร้อมกันเลยในราคา 180 DH สำหรับที่จอดรถ คุณสามารถจอดรถในซอยใกล้ๆ ได้เลย สะดวกมาก แนะนำให้ไปตอนเช้าๆ เพราะคนยังไม่เยอะ ไม่ต้องแย่งมุมกันถ่ายรูป ถ้าคุณเป็นสายถ่ายรูป รับรองว่าที่นี่อยู่ได้เรื่อยๆ แน่นอนYVES SAINT LAURENT MUSEUM

ติดๆ กับ Majorelle Garden จะเป็น Yves Saint Laurent Musuem ถ้าใครอินๆ กับ Fashion ก้อคงจะเพลินไปกับ collection ต่างๆ เค้าแน่นอน เพราะด้านในมีจัดแสดง collection ดังๆ ของ YSL ธีมการจัดจะเป็นสีดำ เพราะเป็นสีโปรดของนาง มีฉายหนังสั้นพูดถึงประวัติย่อๆ ของนางว่าเคยทำงานกะ Dior มาก่อน สุดท้ายโดนไล่ออก จนมามี Brand YVES เป็นของตัวเอง นอกจากนั้นก็มีร้าน gift shop ขายพวกกระเป๋า collection แปลกๆ  หนังสือ ผ้าพันคอ เครื่องหนังนิดหน่อยSAADIENS TOMBS

ที่นี่บอกเลยว่า ไม่มีไรเลย คือมันเป็นสุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริช(Moorish) แท้ๆ ด้านในมี 3 hall ซึ่ง Hall ที่เก็บศพของซาเดียน และลูกชายสองคนนั้น เค้าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป จะมีเจาะรูช่องเล็กๆ ขนาดคนนึงเข้าไป 1 ช่อง ดังนั้นจะต้องต่อคิวเข้าไปดูทีละคน เสียเวลาสุดๆ ไม่คุ้มกะค่าเข้า 70 DH เลย แต่ถ้าใครมีเวลาว่างจัด จะแวะไปดู ก้อต้องจอดรถนอกเมดิน่า แล้วเดินเข้าไป ทางเข้าอยู่ ติดกับ Moulay El yazid Mosque อย่าเข้าผิดนะKOUTOUBIA MOSQUE

มัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ จากหอวังที่มีความสูง 226 ฟิต (70 เมตร) อันนี้ไม่มีอะไรมาก ด้านใน Mosque ให้แค่คนมุสลิมเข้าเท่านั้น เราจึงไม่ได้เข้าไป ด้านนอกเป็นลานกว้างๆ ธรรมดา คนเมือง Marrakech ก้อดูเหมือนจะเอาเป็นพี่พักผ่อนหย่อนใจกันที่นี่ สามารถไปพร้อมๆ กับ Jemaa el-Fnaa ได้เลยเพราะอยู่ติดกันJEMAA EL-FNAA

ที่นี่เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน Unesco ยังได้ประกาศให้ตลาดแห่งนี้เป็น ‘Masterpiece of World Heritage’ ในปี 2001 เพราะความที่ตลาดแห่งนี้เป็นเหมือนตลาดที่ไม่มีวันหลับ และยังคงความมีชีวิตชีวา มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมร็อคโคขนานแท้ สำหรับเพื่อนๆ ที่มีแพลนไปเยือน Marrakech เราแนะนำว่ามีสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องทำ 3 อย่างด้วยกันคือ

  1. ไปกินน้ำส้มคั้นและน้ำผลไม้อื่นๆ คั้น อร่อยมาก สดชื่น ราคาถูกด้วย 4 DH ถ้าเป็นแก้ว take away ก็ 5DH
  2. ดูพระอาทิตย์ตกช่วง twilight จุดที่แนะนำสำหรับถ่ายรูปคือร้าน Le Grand ballon du cafe glacier โดยร้านจะอยู่บนตึกด้านบน มี outdoor balcony ที่คุณสามารถเห็นตลาดได้ทั้งหมด คุณจะเห็นคนจีนมากมายไปจองจุดตั้งกล้องถ่ายรูปกันที่หัวมุมอย่างแน่นขนัด ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ที่ดี ก้อไปแต่เนิ่นๆ ทางร้านจะบังคับให้เราซื้อ drink กันคนละอย่างก่อนเข้าร้าน แต่ราคาย่อมเยา รับได้
  3. ลิ้มลองอาหารประจำชาติโมร็อคโค อันได้แก่ CouscousTajine, และที่ขาดไม่ได้คือ หัวแกะตุ๋น ร้านแนะนำเราไม่มี เราก้อเข้าร้าน random ไปเรื่อย สำหรับคนที่ชอบ shopping ของที่ขายในตลาดราคาแพง แถมไม่มีราคากลาง แนะนำว่าถ้าจะซื้อ ต่อไปก่อนเลยครึ่งราคา ก็เอาตามสะดวดกระเป๋าละกันนะจ๊ะ

นอกจากนั้นในตลาดจะมีปาหี่ให้ดูมากมาย ทั้งแขกเป่าแตรแล้วมีงูออกมาจากตะกร้า หรือแขกโชว์ลิง เล่นดนตรี ตกโค้ก และอื่นๆ ข้อควรระวังอย่างมากคือ ห้ามถ่ายรูป เพราะเมื่อเค้าได้ยินเสียงชัตเตอร์ จะมีคนรี่เข้ามาเก็บตังค์คุณทันที เชี่ยยมาก เราพลาดไปช้อตนึง ก็โดนไปเรียบร้อย 10 DHการซื้อพวกของแห้งเช่น ถั่วคั่ว หรือพวกอินทผาลัมที่ตลาดแห่งนี้ แนะนำว่าให้ชิมก่อน บางร้านเก่า กินแล้วมีกลิ่นหืน เก่า อย่างพวกถั่วลิสงคั่วเกลือ (อร่อยมากนะที่นี่ แนะนำว่าให้ซื้อชิม) ให้ซื้อกะพวกลุงๆ ที่เดินขายเป็นถุงเล็กๆ อย่าไปซื้อร้านที่วางแผงใหญ่ๆ เพราะพวกที่เดินขาย ถั่วจะมีความสดใหม่กว่าMENARA GARDEN

Botanical Garden แห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเมือง Marrakech ส่วนใหญ่เป็นสวนมะกวกมีต้นส้มแซมนิดๆ หน่อยๆ ตรงกลางเป็นบ่อเก็บน้ำขนาดกลาง ดูเผินๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่จุดเกร๋ มันอยู่ที่เทือกเขา atlas ที่เป็นฉากหลัง ตอนที่เราไป เราไปช่วงเช้าตรู่ มาคนมาเดิน วิ่งออกกำลังกายกันตอนเช้าอยู่บ้าน แต่ดูจากทางแสงแล้ว ถ้าคุณต้องการรูปสวยๆ เห็นภูเขาหิมะ atlas ที่เป็นฉากหลังชัดๆ เราว่าไปตอนเย็นพระอาทิตย์ตกจะดีกว่า BEN YOUSSEF MADRASA

ภาพจาก www.easyvoyage.co.uk

โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ที่คุณอาจจะเห็นมันคุ้นๆ เพราะคนชอบเอามันไปเป็น Background ของหลายๆ อย่าง อันนี้เราแพลนไว้ แต่พอไปถึงมันปิด renovation อยู่จ้า จากการสอบถามคือปิด renovate 2 ปี (2019-2020) จุดนี้ เราก้อแห้วไปตามระเบียบ EAT & SLEEP

Le Méridien N’Fis

เราเลือกพักที่นี่เพราะแลกห้องมาฟรี 5555 เอ้ย ไม่ใช่ๆ เพราะ Location เค้าดี มีที่จอดในโรงแรมฟรี ข้ามถนนไปตรงข้ามเป็น Mall และ carrefour สามารถซื้อเสบียง พวกน้ำ ขนม ผลไม้ ติดรถไว้ได้สบายๆ

Le Petit Thai

เป็นร้านอาหารไทยในเมือง Marrakech เจ้าของร้านคือคุณมนัส มีดีกรีเป็นถึง chef ของท่านฑูตไทยในโมร็อคโคคนก่อน ก่อนที่คุณมนัสจะตัดสินใจตั้งรกรากเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่เมือง Marrakech เลย ดังนั้นรสชาติไม่ต้องพูดถึง เราสั่งกระเพราไก่ไข่ดาวราดข้าว พร้อมกับส้มตำไปเบาๆ อร่อยแซ่บ ถูกปากเหมือนอยู่ไทย ราคาสบายกระเป๋า สบายท้องก่อนเข้าทะเลทรายไปอีกมื้อ ใครสนใจขอข้อมูลที่โมร็อคโค จัดทัวร์ หรือเช่ารถ ติดต่อคุณมนัสได้ตลอด นางยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 👍

MANDARIN ORANGES IN THE STREETS OF THE MARRAKECH MEDINA

ตามหัวมุมถนนหรือซอยต่างๆ ใน Marrakech คุณจะพบกับหาบเร่แผงลอยขายของอยู่ทั่วไป โดยผลผลิตส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกขนมปัง Home cooked ของแห้ง และที่มีอยู่เยอะเช่นกันก็คือพวกผลไม้สด ซึ่งช่วงที่เราไปจัดเป็นช่วงฤดูหนาว (December – March) เป็นหน้าส้มแมนดารินพอดี

ส้มแมนดารินเป็นส้มที่ผิวไม่หนา ทำให้มันไม่ทนต่อความหนาว จึงสามารถเติบโตได้ดีในที่ที่มีบรรยากาศแนว Tropicana นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เมือง Marrakech เหมาะสมกับการปลูกส้มแมนดารินอย่างมาก รสชาติของส้มที่นี่จะออกเปรี้ยวอมหวานหน่อยๆ กินแล้วสดชื่นมาก Road trip เราก็ตุนส้มไว้ในรถตลอดการเดินทาง นอกจากกินแล้วชุ่มชื่นคอ ยังทำให้เราได้รับวิตามินซีตลอดการเดินทาง ไม่ป่วยเลย … (มาป่วยเอาตอนขึ้นเครื่องกลับนี่แหละ แย่จริง )

ท่องแดนโมร็อกโก สนุกแบบไม่ตั้งใจ

จุดเริ่มต้นของการออกเดินทาง แต่ละคนนั้นมีที่มาต่างกัน

สำหรับ น้ำผึ้ง กานต์พิชชา พิชยศ สาววัย 24 ปี ซึ่งมีคุณแม่(ไพลิน พิชยศ)เป็นนักเดินทางตัวยง รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดตอนตั้งท้องน้ำผึ้ง คุณพ่อต้องสั่งห้ามไม่ให้เดินทาง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เธอคนนี้มี DNA ของการเดินทางอยู่ในชีวิตจิตใจ

เห็นว่าเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก

ใช่คะ หนังเรื่อง รักโง่โง่ เล่นกับพี่โตโน่เดอะสตาร์ ตอนนี้รอหนังอีกเรื่อง คุยกับผู้กำกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ไว้แล้วตอนนี้เขากำลังเขียนบทอยู่ อีกอย่างน้ำผึ้งกำลังรอให้ผมยาว ซึ่งทีแรกเป็นคนที่ผมยาวถึงกลางหลังเลย พอเล่นหนังเรื่องรักโง่โง่ ต้องตัดผม กลายเป็นคนผมสั้น เวลารับงานก็ไม่สามารถรับงานได้หลากหลายในช่วงนี้ เพราะผมสั้นมาก

น้ำผึ้งเข้าสู่วงการได้อย่างไร

เริ่มจากงานเดินแบบค่ะ ความจริงน้ำผึ้งไม่ได้เป็นคนที่หน้าตาดีเลยนะ มาได้ตรงที่ตัวสูง (หัวเราะ) ตอนม.ปลาย (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี) ไปเรียนพิเศษแถวๆ สยามสแควร์ กำลังเดินอยู่ตามถนนก็มีพี่คนหนึ่งมาชวนเข้าวงการเราก็ไม่กล้า ตอนนั้นยังไม่เคยทำงานอะไรเลย แต่ได้มาสตาร์ททำงานจริงๆ กล้ารับงานก็ตอนเรียนอยู่ปี 2 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (คณะมนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน) แล้วคะ แล้วเริ่มสตาร์ทงานเดินแบบก่อนเพราะไปรู้จักรุ่นพี่ที่เขาเป็นเจ้าของบริษัทออแกนไนซ์ เห็นว่าเราตัวสูงก็เลยจับไปแต่งตัวเดินแบบ ปี 2552 ก็ไปประกวดนางสาวไทย ติด 1 ใน 10 และได้รางวัลนางงามผิวสวยด้วยคะ

เลยทำให้เรามีโอกาสได้แสดงหนัง?

พอเราผ่านเวทีประกวดนางงามก็ทำให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นเราเป็นคนที่ไม่มั่นใจเลย พอมีตำแหน่งมีอะไรก็โอเค ก็เลยไปเข้าประกวดเวที ดิแอคติ้งควีนส์ เข้ารอบสุดท้าย เหมือนเป็นเวทีที่ปูทางให้เราได้เจอกับผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ชวนให้ไปแคสหนัง พี่ปุ๊กเขาเป็นคนที่ชอบอะไรที่เพียวมาก เพราะน้ำผึ้งไม่เคยแสดงหนัง ไม่เคยแสดงละคร และไม่เคยเรียนแอคติ้งมาก่อน เขาบอกว่าชอบตรงที่เราดูตื่นเต้น

ได้ข่าวว่าตัวจริงของน้ำผึ้งเป็นคนที่ชอบเดินทางมาก?

ใช่คะ น้ำผึ้งเป็นคนชอบเที่ยว (ยิ้มหวาน) เที่ยวมาตั้งแต่จำความได้ น่าจะตามคุณแม่ เพราะคุณแม่เล่าให้ฟังว่าชอบเที่ยวมากจนท้องน้ำผึ้งคุณพ่อก็ห้ามไม่ให้เดินทาง ภาพที่เราจำได้และติดมาตั้งแต่เด็กคือ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ คุณแม่ก็จะพาออกเดินทางไปต่างจังหวัด เหมือนวันหยุดปั๊บเราต้องเที่ยว ติดมาจนเป็นนิสัย อย่างน้อยได้ออกจากบ้านไปเดินตามห้างฯ เราก็ถือว่าเที่ยวแล้ว (หัวเราะ)

น้ำผึ้งชอบเที่ยวที่ไหน

ส่วนมากน้ำผึ้งก็จะเที่ยวในประเทศ เพิ่งจะไม่กี่ปีมานี้ที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง ส่วนมากก็ไปกับเพื่อนๆ ที่แรกเลยเป็นฮ่องกง ไปกับน้องสาว เพราะมีคุณป้ากับคุณลุงเป็นเชฟอยู่ที่นั่น ตื่นเต้นมาก กลัวด้วยกลัวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แต่ก็อายุ 19 ปีแล้วนะเราพูดภาษาอังกฤษไม่แข็ง พาน้องไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ พอไปเที่ยวแล้วตื่นเต้นกับทุกอย่างที่ไปเห็น โอเชี่ยนปาร์คก็ตื่นเต้นมาก ไปฮ่องกงมา 2 ครั้งแล้ว จากนั้นก็ไปเที่ยวเกาหลี เพราะจะทำธุรกิจเสื้อผ้ากับเพื่อนก็เลยไปหาซื้อเสื้อผ้ามาขาย แต่ก็ไปไม่รอดกับธุรกิจนี้ (หัวเราะ)

ล่าสุดเห็นว่าเพิ่งกลับจากโมร็อคโก?

ใช่คะ ความจริงประเทศนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเลย เพราะดูเป็นประเทศมีอารยธรรม น้ำผึ้งเป็นคนที่ชอบเมืองแฟชั่นมากกว่า แต่ทริปนี้พวกคุณป้าคุณอาเขาจัดกัน เขาอายุ 50-60 กันแล้วนะคะ เขาเหมือนกับอยากไปศึกษาอารยธรรม เป็นญาติๆ กัน มีเพื่อนป้า ไปทั้งหมด 18 วัน ค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณแสนหกหมื่น ถือว่าคุ้ม ตอนแรกไม่คิดว่ามันจะสนุก ตอนแรกเขามาชวนก็คิดว่าจะไม่ไป พอคิดอีกทีถ้าเราไม่ไปก็คงไม่มีโอกาสไป เพราะเป็นประเทศที่เราคงไม่คิดจะไป

ประทับใจประเทศนี้ตรงไหน

เป็นเมืองที่สวยมาก พอได้เห็นอารยธรรมของที่นั่นแล้วก็ชอบ คิดว่าคงเหมือนฝรั่งมาเห็นวัดบ้านเรา พอเราเห็นสุเหร่าของแต่ละเมืองก็ประทับใจมาก อากาศบ้านเขาเป็นหน้าหนาวพอดี ก็คือเมื่อธันวาคมที่ผ่านมานี่เอง มีโอกาสไปนั่งอูฐที่ทะเลทรายเป็นอากาศที่ร้อนมากและหนาวมาก กลางคืนอากาศติดลบ ถ้าร่างกายไม่ฟิตจริงๆ จะป่วยได้ น้ำผึ้งก็ไม่สบายตอนที่อยู่ที่โน่น กลับมาก็ไม่สบายอีก ป้าๆ ที่ไปก็ไม่สบายกันเยอะ มีทั้งฝน ร้อนหนาวในวันเดียวกัน

ตกลงชอบตรงไหนของโมร็อคโก

อย่างแรกที่ประทับใจคืออูฐ เราฝันว่าชีวิตหนึ่งอยากนั่งอูฐ พอได้นั้งแล้วประทับใจมากกว่าที่คิดไว้อีก ได้นั่งอูฐทั่งวันเลย เพระเดินทางไกล ตอนขึ้นเหมือนเราขึ้นช้างพอเดินเขาจะแข็งแรงเดินหนักกว่าช้างอีกเพราะต้องย่ำไปในทะเลทราย ป้าๆ ที่ไปกับน้ำผึ้งเขาแข็งแรงกว่าเพราะเขาเที่ยวเป็นอาชีพอยู่แล้ว อีกอันที่ประทับใจคือแพะ ที่ขึ้นไปอยู่บนต้นอารากั้นออย เป็นต้นไม้แห้งๆ ชนิดหนึ่ง ความสูงเท่าต้นฝรั่งบ้านเรา ลำต้นหนาๆ แตกกิ่งก้านออกมา แพะขึ้นไปยืนบนต้นไม้ เห็นได้ที่ประเทศนี้และตรงนี้ ต้นไม้ชนิดนี้มีทั้งหมดในโลกแค่ 200 ต้น แต่ 3 ต้นมีแพะอยู่เต็มเลย เพื่อไปกินผลของอารากั้นออย มันยืนเกร็งบนลำต้น เราตบมือเรียกมัน ยิ่งเกร็งเพราะมันกลัวตกลงมา ตลกมากๆ

อีกแห่งหนึ่งก็คือ ตลาดมาราเกรซ คล้ายๆ ตลาดมืดบ้านเรา วางของขายเกลื่อนเลย เห็นแล้วตื่นเต้นมาก ของบ้านเขาก็ไม่มีอะไรหรอก มีแต่โคมไฟ พรม จะมีของเพ้นท์เป็นลายสวยๆ น้ำผึ้งซื้อไหเล็กๆ เพ้นท์สวยๆ มาให้แม่ แล้วที่นั่นก็มีงูเห่าตัวใหญ่ๆ งูมันเหมือนเหนื่อยๆ นอนอยู่เฉยๆ น้ำผึ้งขอเข้าไปถ่ายรูป ซึ่งไกด์เตือนไว้แล้วว่าคนที่นี่เขาจะโกงนะ ตอนแรกตกลงไปว่า 50 บาท พอถ่ายเสร็จเขาจะเอา 300 บาท ถ้าไปตลาดนี้ต้องระวังนิดหนึ่ง

อาหารการกินเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าใครชอบอาหารมุสลิมก็คงสบาย เขาจะมีไก่ทาจีน ถามว่ากินได้ไหม ก็คือกินได้ แต่ที่นี่จะมีเนื้อแกะ เนื้อแพะเยอะแต่เราไม่กินเนื้อสัตว์หนักๆ ขนาดนี้ กินได้แต่ขนมปังกับไก่ทาจีน แล้วก็เอาน้ำพริกที่พกไปด้วยคลุกกินด้วยกัน ข้าวที่นั่นจะเม็ดเล็กๆ เรียกว่าข้าวคูสคูส มีทุกมื้อ อยู่ 18 วัน วันละ 3 มื้อ ต้องพึ่งมาม่าบ้าง และกลายเป็นคนชอบน้ำพริกไปเลย อยู่เมืองไทยไม่ค่อยกินน้ำพริก แต่กลับมาเลยกลายเป็นคนชอบน้ำพริกไปเลย(หัวเราะ)

ถ้ามีคนชวนไปเที่ยวโมร็อคโกอีกจะไปไหม

ไปได้นะคะ แต่ต้องมีการเตรียมพร้อมยิ่งกว่านี้ คือต้องเตรียมมาม่า น้ำพริก ซอส ทุกอย่างที่ปรุงง่ายๆ ติดตัวไป ซุปไก่ก้อนนี่ช่วยได้เหมือนกัน วันที่ไปนอนทะเลทรายจะมีคนจูงอูฐกางเต้นท์ให้เรานอนและทำอาหารให้เรากิน เราก็ไปดูเขาปรุงอาหาร พอเขาจะใส่เครื่องเทศทุกคนก็บรีบห้ามบอกว่าโนๆๆ เพราะอาหารในโรงแรมเราห้ามเขาไม่ได้เขาปรุงมาแล้ว แต่นี่เราเห็นเขาปรุงก็เลยรีบห้าม แล้วให้เขาใส่ซุปก้อนลงไปในโจ๊กข้าวคูสคูส เราก็ทำเป็นเนียนคุยกับเขาว่าจะช่วยทำอาหาร อยากอยู่แบบนั้นไม่อยากเข้าเมืองไปเจอไก่ทาจีน กับข้าวคูสคูสในเมืองเลย

มีวิธีเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนเดินทาง โดยเฉพาะกระเป๋าเสื้อผ้า?

ตอนไปน้ำผึ้งแทบจะซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดเลยเพราะประเทศนี้เขาค่อนข้างปิด ต้องแต่งตัวมิดชิดห้ามนุ่งกางเกงขาสั้น ขาเดฟ ซึ่งเรามีแต่เสื้อผ้าแบบนี้ ก็เลยต้องไปชอปปิงซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดเลย และอากาศค่อนข้างหนาวก็ต้องซื้อเสื้อกันหนาวแบบหนาๆ เราเอากางเกงจินนี่ เสื้อระบายไปใส่ ปรากฎว่าเป็นเสื้อผ้าที่เขาไม่ใส่กันที่นั่น แต่เราไม่รู้ไง

ประเทศที่น้ำผึ้งใฝ่ฝันจะไปเที่ยวคือประเทศอะไร

แถบยุโรปค่ะ อิตาลี ฝรั่งเศส ที่น่าเจ็บใจคือประเทศที่เราไปก็อยู่ติดๆ กัน แต่เราไม่สามารถข้ามไปเที่ยวได้ ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตรเอง เห็นหลังคายุโรปแต่ข้ามไปไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรประเทศที่เราไปก็น่าสนใจไม่น่าเบื่อ ลำบากแค่อาหารการกินอย่างเดียวเท่านั้นเอง

แล้วอนาคตอันใกล้นี้วางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน

น่าจะเป็นญี่ปุ่นนะคะ เพราะเป็นประเทศแรกๆ ที่อยากไปที่สุด แต่มาคิดว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศเกาหลีและฮ่องกง ก็เลยพาน้องสาวไปเที่ยวฮ่องกงก่อน คิดว่าต่อไปจะเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว อยากเจอหิมะ อยากเล่นสกี อยากไปหน้าหนาวที่ญี่ปุ่นค่ะ อยากไปทริปตกปลาทะเลที่เขาไปอยู่ตรงที่มีรหิมะตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะเป็นคนชอบผจญภัยเข้าป่า อยากไปเที่ยวป่าอเมซอน น้ำผึ้งเป็นคนแนวนั้น

มาราเกซ ภาษาแห่งอาราเบียน

องค์ประกอบหลักๆ ของการเนรมิตสถาปัตยกรรมชวนฝัน ‘โมรอคโค’ และวิธีลดทอนรายละเอียดเพราะข้อจำกัดฝีมือช่าง

เอกลักษณ์ทางศิลปะและการออกแบบของแต่ละประเทศเต็มไปด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวที่หลอมรวมขึ้นจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คน ศิลปะและการออกแบบของแต่ละประเทศจึงสร้างความรู้สึกและความประทับใจที่แตกต่างกัน การนำเสน่ห์แห่งการออกแบบของแต่ละประเทศมาใช้ไม่ใช่เพียงการถอดแบบรูปทรงและสีเท่านั้น ศิลปะการออกแบบจากดินแดนชวนฝันอย่าง โมรอคโค ก็สามารถเป็นหนึ่งเดียวกับเสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอย่าง หัวหิน ได้ด้วยการผสมผสานอย่างกลมกลืน 

{#มาราเกซ02.jpg}
{#มาราเกซ03.jpg}

“ถามถึงหัวหินมองแบบทั่วๆ ไป ผมเรียกว่าเป็นสถานพักผ่อนที่มีที่มาที่ไปจากหมู่บ้านประมงในสมัยก่อน แต่ถ้ามองระดับสูงขึ้นไปอีกคือมองในเชิงที่เป็นที่พักผ่อนของราชนิกูลชั้นสูง ซึ่งสะท้อนมาถึงอาคารที่มีรูปแบบที่เป็นโคโลเนียลหน่อย หรือว่าเรือนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นมันมีคาแรกเตอร์บางอย่างซึ่งสามารถจะบอกได้ว่านี่คือความเป็นหัวหิน แต่อีกอันหนึ่งคือความรู้สึกที่รู้สึกว่าไปแล้วมันสบายๆ ผ่อนคลาย เป็นความรู้สึกแบบนามธรรมหน่อย ไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนมาก” คุณ พงษ์เทพ สกุลคู จาก August Design Consultant Co.,Ltd. สถาปนิกตกแต่งภายใน มาราเกซ หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา (Marrakesh Hua-Hin Resort & Spa) รีสอร์ทสไตล์ ‘นีโอ โมร็อคแคน’ (Neo Moroccan) ริมชายหาดหัวหิน พูดถึงหัวหินในความรู้สึก



           ด้านสถาปนิกจาก Palmer & Turner (Thailand) Ltd. (พาล์เมอร์ แอนด์ เทอร์เนอร์ฯ) บอกว่า
           “พูดถึงหัวหินจะนึกถึงเมืองตากอากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือได้ว่าเป็นเมืองตากอากาศที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเป็นสถานที่พักผ่อนติดทะเลที่ติดอันดับความนิยมของประเทศ บรรยากาศของหัวหินจะแตกต่างไปจากเมืองตากอากาศอื่นๆ เช่น พัทยา หรือภูเก็ต เรามองว่ามันมีเสน่ห์ที่แตกต่างออกไป ให้ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความเป็นบ้านและเมืองที่มีวัฒนธรรม จะเลือกนอนพักสงบๆ ริมหาดก็ได้ หรือจะหาที่กินที่ซื้อของก็มีครบ

{#มาราเกซ04.jpg}
{#มาราเกซ05.jpg}

สถาปัตยกรรมของหัวหินก็ค่อนข้างโดดเด่น เนื่องจากสมัยก่อนเป็นที่ตากอากาศของชนชั้นสูงหรือเจ้านายต่างๆ ซึ่งแต่ละคนก็สร้างบ้านพักตากอากาศของตัวเอง อาคารก็ออกแนวครึ่งปูนครึ่งไม้ มีใช้เครื่องไม้ประดับตามแบบที่นิยมของเจ้านายสมัยนั้น จนมาถึงปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนไปเป็นโรงแรมที่พักหรือร้านอาหารบ้างแต่เขาไม่ได้ทุบทิ้งแล้วทำใหม่ เขาเอาของเดิมมาปรับปรุงยังคงเก็บลักษณะโดยรวมของอาคารไว้ ซึ่งจุดนี้ทำให้เกิดการผสมผสานกันระหว่างของเก่ากับของใหม่ ทำให้เมืองมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง มี Culture ทางงานสถาปัตยกรรมที่ชัดเจน”


           ส่วนเอกลักษณ์และเสน่ห์ในการออกแบบของโมรอคโค คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “ถ้าเราพูดถึง Moroccan Style ใน Morocco จะค่อนข้างมีคาแรกเตอร์ที่เด่นๆ อยู่สองสามอย่าง อย่างแรกเป็นงานแบบที่เรียกว่าเป็นงานอาราบิค สไตล์ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีพื้นฐานมาจากอาหรับ สองคือ ความเป็นเมดิเตอร์เรเนียน ในแถบที่ตั้งซึ่งอยู่ทางทวีปแอฟริกา และมีคาแรกเตอร์ซึ่งมาจากของท้องถิ่น เช่น กระเบื้องสี ลวดลาย โครงสี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีออกทรายๆ  สีชมพูอมส้ม
           ..สถาปัตยกรรมของโมรอคโคจริงๆ แล้วมันมีสเน่ห์ ถ้าเป็น Arabian Architecture จริงๆ มันให้ความรู้สึกอลังการ มีรายละเอียดที่เฉพาะตัวมากๆ อีกส่วนหนึ่งที่ผมชอบคือ บรรยากาศของห้องในอาคารแบบนี้มันไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมทื่อๆ หรือไม่ได้เป็นอะไรที่ปกติ จะมีรายละเอียดบางอย่างซึ่งมันคอนโทรลอยู่ รายละเอียดพวกนี้ทำให้งานสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคมีเสน่ห์ บวกกับบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน มีสวนเมืองร้อน มีน้ำ มีอะไรเข้ามา ให้บรรยากาศของความรู้สึกผ่อนคลาย.. อีกอย่างคือบรรยากาศของแสงที่ผ่านช่อง ผ่านซุ้ม ผ่านโคมไฟ เวลาแสงผ่านออกมาแล้วเกิดเงาบนผนัง พวกนี้คือสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ Moroccan ซึ่งเราพยายามจะหยิบมาใช้”
           ในเชิงสถาปัตยกรรม สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ บอกว่า
           “งานสถาปัตยกรรมของโมรอคโค ก็มี Culture ที่ชัดเจนในตัวของมันเองเช่นกัน มีองค์ประกอบทางงานสถาปัตยกรรมที่เอามาเล่นได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้ง การเล่นระดับที่ผนังทึบ ลายฉลุ หรือการเล่นลวดลายเส้นสายของกระเบื้องประดับ รวมถึงสีสันที่สดใสมีชีวิตชีวา”

{#มาราเกซ06.jpg}

การผสมผสานเสน่ห์ของหัวหินและโมรอคโคเข้าด้วยกัน คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “เรานำคาแรกเตอร์หลักๆ มาใช้.. ไม่ได้เป็น Real Moroccan เป็น Moroccan ที่เรียกว่า Contemporary Moroccan  เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่เราจะทำโครงการของมาราเกซ เราคิดว่าอยากให้มีกลิ่นอายของ Moroccan ผสมอยู่ในงาน แต่บรรยากาศรวมๆ อยากให้มันสบายๆ จับสองอันนี้มาผสมกัน โดยที่มี Touch ของ Moroccan นี้อยู่ทั่วๆไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งไม่เท่ากัน แต่ภาพรวมก็เป็นความร่วมสมัยของการออกแบบ ไม่ได้เป็น Real Moroccan”
           “มันคือโมรอคโคในรูปแบบใหม่ คือเราไม่ได้เอาสไตล์ของโมรอคโคมาใช้ทั้งหมด เราดึงเอาจุดเด่นๆ มา เช่นพวกซุ้มประตู ลวดลายของกระเบื้อง การใช้สีสัน ลายฉลุ แล้วนำมาปรับใช้ในบางจุดเพื่อสร้างจุดเด่น แต่ส่วนใหญ่แล้ว Background ก็จะดูเรียบง่ายแต่ก็ยังมีกลิ่นอายของโมรอคโคอยู่.. ” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ กล่าวเสริม
           คุณพงษ์เทพ ยกตัวอย่างการออกแบบห้องพักของมาราเกซ ให้ฟังว่า
           “ห้องพักเราไม่ได้ใช้แบบ Real Moroccan จริงๆ เราแค่หยิบมา เช่น รูปทรงโค้ง และบรรยากาศโดยเฉพาะห้องส่วนที่เปิดประตูเข้าไปเราอยากให้มันดูลึกลับ มืดๆ นิดหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจากโรงแรมทั่วๆ ไป ปกติโรงแรมทั่วไป ที่นี่เราตั้งใจที่จะให้มันดูขรึม ขลัง และดูมีบรรยากาศที่ลึกลับนิดหนึ่ง เราเลยคุมให้สีมันมืดๆ ด้วยการใช้กระเบื้องโมเสกมากรุ แต่โมเสกที่ว่าไม่ได้เป็นโมเสกที่มาจากโมรอคโคเป็นโมเสกสมัยใหม่ เราดึงโครงสีของโมรอคโคมาใช้เท่านั้นเอง แล้วเอาโคมที่เป็น Real Morocco มาผสม.. แต่พอผ่านจากพื้นที่ที่เป็นห้องน้ำเข้ามาถึงห้องนอน ผมอยากให้มัน Contrast ซึ่งมันได้ความรู้สึกแบบสบายๆ กันเอง อยากให้มันสว่างก็กลายเป็น Contemporary กลายเป็นห้องขาวๆ สบายๆ ซึ่งจะไม่เหมือนโรงแรมที่เป็นสไตล์โมรอคโคจริงๆ “
           สถาปัตยกรรมของมาราเกซอยู่ในโทนสี ชมพูอมส้ม สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ ให้เหตุผลว่า
           “เนื่องจากแนวคิดของโครงการมาจากเมืองมาราเกซ ซึ่งถ้าพูดถึงเมืองนี้ใครๆ ก็จะนึกถึง Pink City หรือเมืองสีชมพู เพราะทั้งเมืองอาคารจะออกเป็นสีชมพูส้มๆ ไปทั้งเมือง เราเลยเอาจุดนี้มาใช้โดยสีหลักที่ใช้สำหรับอาคารคือ สีชมพูอมส้ม แล้วมีการตัดด้วยลวดลายและสีอื่นๆ เป็นบางส่วน” 

ส่วนของห้องพักของมาราเกซมี 2 โทนสีที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบ คือ ‘สีส้ม’ และ ‘สีน้ำเงิน’ คุณพงษ์เทพ อธิบายว่า
           “ถ้าพูดในเชิงนามธรรมคือเป็นกลางวันกับกลางคืน ในโลกอาหรับมีความเชื่อเรื่องกลางวันกลางคืน เราก็หยิบน้ำเงินเป็นตัวแทนของภาคกลางคืน สีโทนส้มเป็นโทนกลางวัน มีภาคกลางวันกลางคืนในเชิงอาหรับ ในเชิง Moroccan เองสีพวกนี้เป็นสีที่เราเห็นได้ทั่วไปในประเทศโมรอคโคซึ่งมันมาจากสีดิน สีน้ำเงินก็เป็นสีของกระเบื้อง เป็นสีที่คาแรกเตอร์ชัดเจนที่สุดเราเลยหยิบเอามาใช้”
           ลวดลายที่นำมาใช้ในโครงการนี้เป็นลวดลายที่ถูกตัดทอนลงเพื่อความเหมาะสมในการใช้งาน
           “เราตัดทอนลงไปทำให้มันทำงานง่ายขึ้น เพราะถ้าเราทำแบบโมรอคโคจริงๆ ช่างเราทำไม่ได้ เราแทบจะต้องยกเอาทั้งแผงมาเลย แต่ความที่เราทำในประเทศเราและไม่ได้ต้องการทำแบบนั้นอยู่แล้วเราก็เลยแค่เอากลิ่นอายนิดเดียวมาทำให้มันง่ายขึ้น”
           เสน่ห์ของโมรอคโคที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบยังรวมถึง ‘บรรยากาศ’ ด้วย
           “ซุ้มทางเข้าล็อบบี้ของโครงการจะเป็นซุ้มขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจะเข้าไปในสถานที่สำคัญสมัยโบราณ ซึ่งลักษณะของซุ้มแบบนี้เราจะมีการใช้ในส่วนของ Public area ของโครงการ เพียงแต่มีการย่อขนาดลงให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ บอก
           คุณพงษ์เทพ อธิบายว่า “สถาปัตยกรรมในประเทศแถบนั้นส่วนใหญ่ความที่มันเป็นเขตร้อน เมดิเตอร์เรเนียน ก็จะมีเสียงน้ำ มีน้ำพุ เรียกว่าเป็นคาแรกเตอร์หลักของงาน เราก็หยิบเอาบรรยากาศอันนั้นจำลองเข้ามาในพื้นที่ที่เรามีอยู่เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ โดยที่ตัดทอนบรรยากาศตัดทอนรายละเอียดลงมาเพื่อให้มันเหมาะสมแล้วยกมาลงในพื้นที่นั้น ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงน้ำพุ ผ่านเข้าไปตรง Main Bar ที่เป็น Check in Reception ต้องยอมรับว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่นิดหนึ่ง มันไม่ได้มีล็อบบี้ใหญ่โตอะไรแต่ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกออกไปดี คือค่อนข้างเป็นกันเอง ดูสบายๆ ไม่เหมือนล็อบบี้โรงแรมอื่นที่ใหญ่โตมโหฬาร เราก็พยายามทดแทนด้วยฝ้าที่มันสูงหน่อย
           ..ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศในเชิงนามธรรมมากกว่าที่จะเป็นเชิงการตกแต่ง คงเป็นความรู้สึกสบายๆ โครงสีบางส่วนที่สะอาดๆ หน่อย รูปแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ผสมผสาน ไม่ได้เป็นท้องถิ่นมากแล้วก็ไม่โมเดิร์นเกินไป”
           พื้นที่ซึ่งมีการออกแบบที่แตกต่างออกไปคือ สปา
           “สปาเราอยากให้มันร่วมสมัยขึ้น ให้ดูเป็น Modern Spa หน่อย ไม่ได้เป็น Moroccan จ๋ามาก มีสัมผัสนิดๆ เท่านั้นเอง แต่เราก็ยังต้องการคอนโทรลบรรยากาศให้มันดูลึกลับหน่อย จะเห็นว่าเป็นซอกทางเดินคือเข้าไปแล้วไม่ได้เห็นหมดเลยทีเดียวสว่างไสว จะค่อยๆ ค้นหาไป และบรรยากาศของแสงสว่างเราก็อยากให้มันไม่สว่างเกินไป ลึกลับนิดๆ ซึ่งจริงๆ ที่โมรอคโคก็เป็นอย่างนั้น.. เราอยากให้มี Gimmick ให้คนเข้ามาแล้วจำได้ว่าเป็นสปาที่นี่ไม่มีทางเป็นสปาที่อื่นไปได้ ก็มีลูกเล่นนิดๆ หน่อยๆ มีช่องใส่ไฟ เพื่อให้เป็น  Unique Point ของ Space นั้นๆ ” 
 การออกแบบพื้นที่ใช้สอยเป็นไปเพื่อตอบสนองการพักผ่อนอย่างเต็มที่
           “..พื้นฐานจะเหมือนๆ กัน ต่างกันตรงโครงสีและวิธีการวางเตียงเท่านั้นเอง จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่โรงแรมระดับดีควรจะมี คือมีอ่างอาบน้ำที่ Over Size มี Separated Shower มีส่วนพักผ่อนทั้งด้านในด้านนอก มีตู้เสื้อผ้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับโรงแรมโดยทั่วไป อ่างล้างหน้าก็มีขนาดใหญ่พอสมควร สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่าโรงแรมปกติ เราให้แม้กระทั่ง Dressing Area ด้วยซ้ำไป.. ห้องมุมจะได้ระเบียงเพิ่มขึ้นมา มี Bay Window ซึ่งชมทิวทัศน์ได้สองด้านเป็นจุดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากห้องธรรมดา.. ห้องด้านหน้าหันหน้าออกทะเล มีห้อง Duplex อยู่ชั้นบนมี Private Terrace ข้างบน..” คุณพงษ์เทพ บอก
            “ในส่วนของห้องพัก ระเบียงจะค่อนข้างกว้าง สามารถนั่งเล่นนอนเล่นได้อย่างสบาย เราออกแบบให้ประตูเลื่อนที่ออกสู่ระเบียง มีขนาดใหญ่ เปิดมุมมองออกสู่ภายนอกได้โล่งขึ้น” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ กล่าว
           การทำงานร่วมกันระหว่าง สถาปนิก สถาปนิกตกแต่งภายใน และภูมิสถาปัตย์ คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “เราพยายามจะให้แรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ตอนแรกอาคารก็ออกมาคล้ายๆ คอนโดมิเนียม (มาราเกซ หัวหิน เรสซิเดนท์ : Marrakesh Hua Hin Residences) แล้วก็ค่อยๆ เกลา.. ภาษาของสถาปัตยกรรม ภาษาของอาคารก็เหมือนกัน ก็พยายามตัดทอนและพยายามเก็บคาแรกเตอร์บางอย่างมาใช้ เราต้องพยายามสื่อสารกัน.. เพื่อที่จะให้มันได้อย่างที่เราอยากจะได้ ทำงานร่วมกันจริงๆ ก็ต้องทำงานใกล้ชิดกันตั้งแต่ต้น”
           “เรื่องของงานภูมิสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบริษัท Green Architects Co.,Ltd ต้องยอมรับเลยว่าช่วยส่งเสริมตัวอาคารและบรรยากาศโดยรวมของโครงการให้ดูโดดเด่นและน่าประทับใจได้มากจริงๆ ” สถาปนิกจากพาล์เมอร์ฯ บอก
           การจะนำรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบของประเทศหนึ่งมาใช้ในอีกประเทศหนึ่งได้อย่างเหมาะสมและกลมกลืน คุณพงษ์เทพ บอกว่า
           “มันเป็นเทคนิคเฉพาะตัว.. แล้วแต่การตีความของแต่ละคน บางคนอาจจะชอบในเชิงของตกแต่งก็เอาของตกแต่งมาใส่เลย บางคนชอบอาคารชอบสถาปัตยกรรมก็พยายามจะทำอย่างนั้น แต่ความที่เราทำงานเรื่องนี้โดยตรงเรารู้ว่าข้อจำกัดของเราคืออะไร ไปได้แค่ไหน งานช่างไปได้แค่ไหน ทำอะไรได้แค่ไหน เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะวิเคราะห์ก่อนล่วงหน้าว่า เราจะหยิบมาใช้แค่ไหนพอ เรารู้ขีดความสามารถของช่าง ของงบประมาณของอะไรก็แล้วแต่ เราเลือกที่จะไปทิศทางแบบนี้ ซึ่งมันจะไนในช่องที่ไม่เหมือนใคร เป็นทิศทางเฉพาะตัวซึ่งผมว่ามันก็เป็นทางเลือก คือมีคนชอบสไตล์นี้เยอะนะในบ้านเรา แต่ชอบแบบจริงจังไหม หรือว่าเอาแค่กลิ่นอาย บางคนอาจจะชอบบรรยากาศจริงๆ เลย แต่พอไปเห็นบางที่แล้วก็ผิดหวังเพราะว่ามันไม่ใช่อะไรแบบนี้ แต่บางคนก็ชอบสไตล์แต่พอไปอยู่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยสบาย เพราะฉะนั้นผมพยายามจะประมวลเรื่องพวกนี้แล้วเอามาผสมผสานทำมันออกมาในภาษาใหม่ นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะทำ”
           ด้วยความสามารถของบรรดานักออกแบบ ความงดงามจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป แต่สามารถส่งต่

มารู้จักโมร็อกโกให้มากขึ้นกันเถอะ

ประวัติความเป็นมาของโมร็อกโกถูกผูกไว้กับของคนเบอร์เบอร์ที่ขับไล่พวกนักล่าอาณานิคมโรมันโบราณและต่อมารอดชีวิตจากราชวงศ์อิสลามหลายแห่ง ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมากลุ่มหลายกลุ่มได้ทิ้งร่องรอยไว้ในประเทศซึ่งเป็นผลมาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย วัฒนธรรมของโมร็อกโกมีความหลากหลายเท่ากับภูมิประเทศ อย่างไรก็ตามแม้จะมีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่หลากหลาย แต่ประเทศก็ยังสามารถรักษาเอกภาพไว้ได้ นอกเหนือจากเบอร์เบอร์แล้ววัฒนธรรมของโมร็อกโกยังได้รับอิทธิพลมาจากชาวอาหรับฟินิเซียนชาวอัฟริกาใต้ซาฮาราและชาวโรมันในกลุ่มอื่น ๆ วัฒนธรรมอาจแตกต่างจากภูมิภาคหนึ่งไปอีกภูมิภาคหนึ่งและเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารศิลปะเสื้อผ้าดนตรีและเสื้อผ้า

ภาพรวมของวัฒนธรรมโมร็อกโก

วัฒนธรรมของโมร็อกโกคือการผสมผสานของประเพณีชาติพันธุ์และศาสนาสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลเบอร์เบอร์, แอฟริกา, อาหรับและชาวยิว ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับในขณะที่อย่างน้อย 30% ของประชากรเป็นลำโพงของ Amazigh อิทธิพลของเบอร์เบอร์นั้นโดดเด่นที่สุดในกิจกรรมและวิถีชีวิตที่หลากหลายของชาวโมร็อกโก แม้ว่าอาหารจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค แต่เครื่องเทศที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นอาหารของชาวเบอร์เบอร์ การใช้ผักและผลไม้สดส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความใกล้ชิดของประเทศไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพลงโมร็อคโคมีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยเครื่องดนตรีดั้งเดิมหลายแห่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นของชาวอาหรับและอามาซิห์ มันเป็นบ้านของดนตรีคลาสสิกอันดาลูเชียซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาทั่วแอฟริกาเหนือ

ภาษาและศาสนา

คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในโมร็อกโกเป็นชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับ ภาษาราชการคือภาษาเบอร์เบอร์และภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่พูดกันอย่างกว้างขวางยกเว้นในภาคเหนือที่มีภาษาสเปนเป็นหลัก ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดส่วนใหญ่ในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเช่นมาร์ราเกชและเมืองอื่น ๆ ในภาคเหนือ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหลักในประเทศและเป็นรากฐานสำหรับครอบครัวส่วนใหญ่ ผู้คนยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในครอบครัวและเด็ก ๆ ได้รับการสอนให้ดูแลพ่อแม่เมื่อพวกเขาโตขึ้น ดังนั้นมีบ้านน้อยมากสำหรับผู้สูงอายุในโมร็อกโก ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มมุสลิมสุหนี่ ศาสนาคริสต์เป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองในโมร็อกโก อย่างไรก็ตามคริสเตียนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ศาสนาอื่น ๆ รวมถึงศาสนายูดายและอัลบาผมเชื่อ ประมาณ 7% ของประชากรไม่มีศาสนา

เครื่องแต่งกายโมร็อกโกแบบดั้งเดิม

ชุดโมร็อกโกแบบดั้งเดิมสำหรับทั้งชายและหญิงคือ djellaba ซึ่งเป็นผ้าที่คลุมด้วยผ้ายาวและหลวมแขนยาว เครื่องดูดควันมี qob ที่ปกป้องผู้สวมใส่จากแสงแดดหรือเย็นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในช่วงโอกาสพิเศษผู้ชายสวมใส่เสื้อเบอร์เนสหรือหมวกสีแดงซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่าเฟซในขณะที่ผู้หญิงสวม kaftans ความแตกต่างระหว่าง kaftan และ djellaba คือ hood ที่ kaftan ไม่มี djellaba ผู้หญิงมีสีสันสดใสและตกแต่งด้วยเครื่องประดับ kaftans ผู้ชาย djellaba ส่วนใหญ่เป็นธรรมดาและมีสีที่เป็นกลาง Kaftan มีความหมายเหมือนกันกับความสง่างามและสไตล์และสามารถสร้างขึ้นจากหลายชั้นที่เรียกว่า takshita มันสามารถแต่งตัวหรือแต่งตัวเป็นชุดลำลอง Kaftan มีต้นกำเนิดมาจากจักรวรรดิออตโตมันในศตวรรษที่ 14 เยาวชนในโมร็อกโกค่อยๆละทิ้งเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของพวกเขาสำหรับชุดตะวันตก

งานแต่งงานของโมร็อกโก

การแต่งงานแบบโมร็อกโกเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดในประเทศ ก่อนวันแต่งงานเจ้าบ่าวคาดว่าจะมอบของขวัญให้เจ้าสาวของเขารวมถึงน้ำตาลและเฮนน่า สองวันถึงวันสำคัญเจ้าสาวจะต้องเข้าร่วมกับฮามามดั้งเดิม (ซาวน่า) กับญาติของเธอเพื่อชำระล้าง ที่ซาวน่าเจ้าสาวและครอบครัวส่วนใหญ่ร้องเพลงแบบดั้งเดิม เหตุการณ์ถัดไปที่ตามมาคือการใช้เฮนน่าซึ่งมืออาชีพวาดสัญลักษณ์และลวดลายที่เกี่ยวข้องกับมือและเท้าของเจ้าสาว พิธีแต่งงานใช้เวลาอย่างน้อย 4 ถึง 8 ชั่วโมง ในระหว่างงานแต่งงาน Negafa (ช่างแต่งหน้า) ได้รับมอบหมายให้ดูแลให้เจ้าสาวคงความสง่างามตลอดทั้งวัน ทั้งคู่มักจะนั่งบนเก้าอี้ไม้ประดับแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Amariya การจัดงานแต่งงานถือเป็นงานชุมชนซึ่งมักมีลักษณะเป็นอาหารเครื่องดื่มและการเต้นรำที่อาจเข้ากันได้ดีในตอนกลางคืน

อาหารโมรอคโค

อาหารโมร็อกโกมักจะปรุงอย่างดีและมีรายละเอียดอย่างมาก การรู้วิธีปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของอาหาร อาหารโมร็อกโกส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากการมีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมและประเทศอื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไป อาหารมักจะมีการผสมระหว่างอาหารอาหรับเมดิเตอร์เรเนียนและดาลูเซียโดยได้รับอิทธิพลจากยุโรป ส่วนประกอบของอาหารประกอบด้วยผักและผลไม้เมดิเตอร์เรเนียนและเนื้อสัตว์ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับอาหาร เครื่องเทศที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ยี่หร่าออริกาโนยี่หร่าและมิ้นต์ เครื่องเทศ Ras El Hanout สร้างขึ้นจากการรวมเครื่องเทศ 27 ชนิดเข้าด้วยกัน จานโมร็อกโกหลักคือเส้นก๋วยเตี๋ยวซึ่งประกอบด้วยเซรั่มข้าวสาลีบด durum เนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นเนื้อแดงที่บริโภคกันทั่วไป อาหารทั่วไปอื่น ๆ ได้แก่ Pastilla, Harira และ Tanjia ชาเขียวที่มีสะระแหน่เป็นเครื่องดื่มที่นิยมมากที่สุดในโมร็อกโก การทำชามินต์เป็นศิลปะและดื่มกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ถือเป็นประเพณีประจำวัน ชาถูกใส่ในกาน้ำชาพิเศษที่ช่วยให้สามารถเทลงในแก้วเล็ก ๆ จากความสูง

ศิลปะโมร็อกโก

ศิลปะโมร็อกโกได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมและชาติอื่น ๆ อย่างไรก็ตามชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับได้รับการยกย่องให้สร้างฉากศิลปะที่น่าทึ่งในประเทศ สถาปัตยกรรมของพวกเขารวมถึงปราสาท Kasbahs สีแดงที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่อยู่ของชนชั้นปกครอง งานฝีมือมีประตูแกะสลักด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และพรมสีสันสดใส ศิลปะโมรอคโคสมัยใหม่ยังได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเบอร์เบอร์แบบดั้งเดิมและอิทธิพลของอิสลาม หนึ่งในกระเบื้องโมเสคอิสลามที่น่าสนใจคือ Kellij ซึ่งเริ่มเฟื่องฟูในศตวรรษที่ 14 บ้านส่วนใหญ่ตกแต่งด้วย Kellij เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งและชนชั้น

Marrakesh Huahin รีสอร์ทหวานๆ สไตล์ Moroccan

ในบางครั้งเราก็ต้องหาสถานที่ดีต่อใจ และดีต่อเราสองคน เพื่อเติมเต็มความสัมพันธ์ในและกัน มาหวาน มาชิวในสถานที่ชิคเก๋ ด้วยการตกแต่งของ Marrakesh Hua Hin Resort & Spa แบบ morocco สุดๆ ตั้งแต่ตึกอาคารห้องพัก ไปจนถึงอาหารและขนมในแต่ละมื้อ

ทำให้เราเอง “ชอบ” อะไรหลายๆอย่างที่นี่…
ชอบ… การตั้งชื่อตึกอาคาร ตั้งแต่อูฐ เป็นตัวแทนการเดินทาง ,กระโจม สื่อถึงการนอนพักผ่อน และ ปาล์ม เหมือนจุดหมายปลายทางของโอเอซิส
ชอบ… ห้องพัก สวยมาก จนเราถ่ายรูปโปรไฟล์ใหม่ในห้องน้ำได้เลย
ชอบ… อ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่ ที่มีให้ในห้องทุกห้อง
ชอบ… การตกแต่งสถานที่ ที่เป็นโทนสีแดง ให้ถ่ายรูปหวานๆกับคนรักได้เยอะมาก
ชอบ… การลองทานอาหารแบบ morocco เป็นครั้งแรก เป็น concept ให้นึกถึงเมืองเค้า โดยที่เรายังทานได้ 55 ห้ามพลาดข้าวคูสคูสนะคะ (เครื่องเทศจะไม่หนักเท่าของ morocco จริงๆ)

ว่าแล้ว เรามาดูภาพบรรยากาศในโรงแรมกันเลยดีกว่า  มามะ ตั้งแต่แรกก่อนจะเช็คอินเข้าโรงแรม บริเวณล็อบบี้ก็จัดตกแต่งด้วยโทนสีแดง ให้สมกับการเป็นเมืองจำลองเมืองสีแดง “Marrakesh City of Red” เมืองหนึ่งของ morocco กัน

มาถึงบริเวญทางเดินเข้าไปแต่ละอาคาร ก็จะเจอน้ำพุ ขอโพสท่าอินกับอารยธรรมโมร็อกโกนิดนึงนะ

ก่อนเราจะเข้าไปดูห้องพัก ท้องเราก็เริ่มร้องเจี๊ยกๆ เอ้ย จ๊อกๆ งั้นเราขอลุยมื้อกลางวันก่อนนะคะ

มื้อนี้เราจัดหลายอย่างเลย  ตั้งแต่ Moroccan Tagine อกไก่และเนื้อแกะตุ๋นเครื่องเทศสไตล์โมร็อคแคนเสิร์ฟบนชามลายน้ำเงิน // ราดหน้าหอยเชลล์ // เชฟสลัด อะโวคาโด ไข่ดาวน้ำ บลูชีส (บลูชีสกลิ่นค่อนข้างแรงนิดนึงงับ) // ปลากะพงอบเครื่องเทศกับผักลวก // และ ข้าวคูสคูส ข้าวธัญพืชของโมร็อกโก  **ทานง่าย เครื่องเทศไม่หนัก แต่ได้กลิ่นอาย concept morocco

พามามองข้าวคูสคูสใกล้ๆ เป็นครั้งแรกที่ได้ยินข้าวชื่อคิ้วๆ แบบนี้ ลักษณะ texture คล้ายๆไข่กุ้งนิดนึง

หนังท้องตึง เริ่มเข้าห้องพักได้ โดยห้องพักแบบแรกของที่นี่ Celestial Suite นับเป็นห้องที่เหมาะกับการฮันนีมูนมาก เพราะมีดาดฟ้าส่วนตัวด้วยนะจ๊ะ

ดาดฟ้าส่วนตัวก็สามารถนั่งคุยกัน ดูทะเลไปพลางๆได้เลย

วิวที่นี่ข้างบนก็สวยดีเหมือนกันนะ เห็นต้นมะพร้าวนำสายตาไปทะเล และก็ช่วงเย็นจะมีดนตรีสดเล่นชิวชิวตอนดินเดอร์ด้วย

สำหรับห้องพักที่คืนนี้เราสองคนปักหลักก็คือห้องแบบ Oceanfront Suite  ตกแต่งด้วยสีสันสดใส ของห้องเราเป็นโทรสีน้ำเงิน ชอบกระเบื้องเล็กๆ ที่ตกแต่งมาก

ห้องนอนก็จะเป็นโทนสีขาวฟ้า สะอาดตา ไม่ฉูดฉาดเหมือนในบริเวณทางเข้าห้องและห้องน้ำค่ะ

ที่สำคัญคือ มีอ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่ให้กับทุกห้องพักของที่นี่เลย อาบน้ำแช่ตัวกันให้เปื่อยเลยจ้า

ระเบียงของห้องพัก ก็สามารถมองเห็น 180 องศาของทะเลจากระเบียงเลย แล้วช่วงเย็นๆเค้ามีดนตรีสดด้วย จะนั่งชิวหน้าห้องก็ฟินเหมือนกัน

ช่วงยามเย็นแบบนี้เราก็ต้องจัดค็อกเทลทานฟินๆ สักแก้วสองแก้ว โดยที่เราสั่งคือ Marrakesh Dream และ Price of Persia

ซึ่งขอยกความดีความงามให้แก้วนี้ฮ่ะ สำหรับคนที่ชอบทานผลไม้ด้วย จะมีเนื้อผลไม้อยู่ในแก้วเลย

หลังจากนั้นก้นั่งชิวๆ ริมหาด โรงแรมติดทะเล และถ้าใครตื่นเข้าก็จะสามารถมาตักบาตรได้เลย

เราแอบขอเอาอูฐของที่โรงแรมมาเล่นริมหาด เหมือนอูฐเดินทางมาถึงโอเอซิสแล้ว

มื้อเย็นกินไป ฟังเสียงคลื่น และดนตรีสด ทาน พล่าหอยเชลล์ เป็นหอย import จากฮอกไกโด ตัวใหญ่ตกใจ // สลัดข้าวคูสคูสสไตล์โมร็อคแคน นอกจากินเป็นข้าวแล้ว ยังมาเป็นรูปแบบสลัดได้อีก // ผัดไทยปูนิ่ม กินปูให้หมดตัว จานนี้เด็ดจริง

อีกสองจานคือ  ปลาแซลมอน กับ lime and chili dressing  // พิซซ่าหน้ากะเพราทะเล และชีสมอซซาเรลล่าเอาความเป็นกะเพรามาตัดเลี่ยนของพิซซ่า

พอเริ่มมืด พนักงานก็จะมาเอาไข่ไฟหยอดใส่กล่องเป็นสีๆสวยงามมาก

สายแอลก็อย่าลืมเดินไปที่โดมนี้นะคะ พี่ที่บาร์น่ารักมาก แนะนำเครื่องดื่มฟินๆ เพียบ

สระว่ายน้ำช่วงกลางวันที่ว่าสวยแล้ว เจอการแต่งไฟตอนกลางคืนไป ยิ่งดีเลย

พอเราเห็นแสงไฟแบบนี้ เราเลยพกไฟดิสโก้มาเล่นถ่ายภาพบนห้องพักบ้าง

ชอบ… ห้องพัก สวยมาก จนถ่ายรูปโปรไฟล์ใหม่ในห้องน้ำ

มุมถ่ายรูปที่นี่ตอนช่วงเช้าก็เยอะจริงๆ แสงสวยมากดว้ย

ในช่วงเช้าเราก็มาที่ห้องอาหาร Al Hamra ซึ่งฝ้าเพดานแบ่งซึ่งประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องวาดมือสวยงาม

และอาหารก็มีหลายอย่างน่ากินมาก ทั้งคาวหวาน

และที่สำคัญก็คือขนมของที่นี่นะคะ น่ารักมากๆ

ชุด Afternoon Tea ที่เสิร์ฟมาสวยมาก เวอร์วังสุด มีของคาว หวานปนกัน มาอย่างละคำ กินได้หลากหลายฮ่ะ

นอกจาก after noon tea แล้ว บนโต๊ะนี้ยังมีอีกหลายเมนูเลย ทั้ง Chocolate Gateau , Lemon Rock Salt , และCrispy Roti
ตัว crispy roti อร่อยมากทอดกรอบมา จิ้มน้ำจิ้มหวานอร่อย

แต่ที่รู้สึกเซอร์ไพร์สมาก คือถ้วยกาแบบนี้ เราสามารถกินได้หมดเลยอ่ะ เพราะเค้าทำมาจากช็อคโกแลตนะ แล้วในถ้วยก็จะมีไส้ต่างๆ เอาไว้ เชฟตั้งใจทำมาก มีลายบนถ้วยด้วย

Chocolate Shell ที่กินได้ทั้งเปลือกหอย อิอิ ขอบคุณงานฝีมือสร้างสรรค์ของเชฟด้วยคร้าบ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านรีวิวของเราสองคน Lazycoup กับโรงแรมมาราเกชรีสอร์ทด้วยนะคะ ใครที่ชอบการถ่ายรูป ที่นี่มุมถ่ายเยอะมาก และสีสันของตึกสวยมาก อาหารขนมก็เก๋แบบโมร็อกโกจริงๆ ค่ะ ลองไปพักสักครั้งจะติดใจ

ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco)

หากพูดถึงโมร็อกโกทุกคนคงนึกถึงทะเลทราย อูฐ แต่จริงๆแล้วโมร็อกโกยังมีอีกหลายๆอย่างที่ผู้ที่เดินทางไปเที่ยวควรจะรู้เพิ่มเติม วันนี้เราจึงนำข้อมูลของโมร็อกโกมาบอกทุกคนค่ะ

ข้อมูลทั่วไป กรุงราบาต

ชื่อทางการ
ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco)

เมืองหลวง
กรุงราบาต

ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก
ทิศใต้ ติดมอริเตเนีย
ทิศตะวันออก ติดแอลจีเรีย

อากาศ
ภาคเหนือ บริเวณที่ติดกับทะเล อากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ภาคเหนือส่วนที่ต่ำลงมา ภาคกลางและภาคตะวันตก อากาศอบอุ่น
บริเวณลึกเข้าในแผ่นดิน อากาศร้อนและแห้งแล้ง

ประชากร
27.77 ล้านคน

ศาสนา
ร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม ที่เหลือนับถือคริสต์นิกายคาทอลิค ศาสนายิว

ภาษา
อารบิกเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือ ฝรั่งเศส

สกุลเงิน
ดีร์ฮาม (Dirham)
1 ดีร์ฮาม ประมาณ 4 บาท (2543)
1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 10 ดีร์ฮาม (2543)

การปกครอง
ประชาธิปไตยโดยม ีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เวลา
ช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง
วันและเวลาการทำงาน วันจันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 12.00 น. และ 14.30 – 18.30 น.
ในช่วงเทศกาลถือศีลอดจะเลิกงานในช่วงบ่าย (ประมาณ 15.00 น.) แ ละไม่หยุดพักกลางวัน

การเดินทางเข้าโมร็อกโก
บุคคลสัญชาติไทยที่จะเดินทางเข้าโมร็อกโก ต้องได้รับการตรวจลงตราจากสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก

ข้อพึงระวัง
ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและมิดชิด
อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มีสูง
ไม่ควรเดินทางไปบริเวณใกล้พรมแดนแอลจีเรีย (Algeria) และซาฮาราตะวันตก (Western Sahara)
มีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด
ไม่ควรถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการถ่ายรูปบุคคล

“ไข่โมรอคโค” เมนูอาหารที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อ แต่ยังอร่อยและทำง่าย

ไข่ เป็นอาหารธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะมีประโยชน์แล้ว เราจะเห็นได้ว่าทั้งเมนูอาหารคาว และหวาน ส่วนใหญ่ล้วนแต่นำไข่มาเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ในแต่ละมื้อจริงๆ

และในวันนี้เชพก็จะขอมานำเสนอเมนูไข่จากแดนไกล นั่นก็คือ “ไข่โมรอคโค” นั่นเอง ฟังชื่อ และดูจากหน้าตาของอาหารแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่ามันทำยาก แต่เปล่าเลย!! เมนูนี้ทำง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ แล้วแบบนี้ยังจะรออะไรอยู่ละ ใครพร้อมแล้วลุยเลยดีกว่า

Moroccan Eggs1

วัตถุดิบ

Moroccan Eggs2

-มะเขือเทศบดสำเร็จรูป

-หอมหัวใหญ่

-กระเทียม

-พาสลีย์ สำหรับตกแต่ง

-ไข่ไก่

-น้ำมัน

-พริกป่น เกลือ และพริกไทย

-เกล็ดขนมปัง ถ้าไม่มีไม่ต้องก็ได้จ้า

วิธีทำ

-นำหอมหัวใหญ่ และกระเทียมไปซอยเป็นชิ้นเล็กๆ ตามภาพ

Moroccan Eggs3

-จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันลงไป แล้วนำกระเทียม และหอมใหญ่ที่ซอยไว้ ลงไปผัดให้พอนิ่มกำลังดี

Moroccan Eggs4

-นำมะเขือเทศบด 1 กระป๋อง เทใส่ลงไป

Moroccan Eggs5

-ปรุงรสด้วยพริกบ่น

Moroccan Eggs6

-ตามด้วยเกลือ และพริกไทย

Moroccan Eggs7

-คนส่วนผสมให้เข้ากัน

Moroccan Eggs8

-ปรับใช้เป็นไฟระดับปานกลาง-สูง เคี่ยวทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจนส่วนผสมทั้งหมดเริ่มข้น

Moroccan Eggs9

-ต่อไปก็ตอกไข่ใส่ลงไป 3 ฟอง

Moroccan Eggs10

-ขั้นตอนนี้เพื่อนๆ ค่อยๆ ลดระดับไฟลงเป็นไฟกลาง-ต่ำ แล้วนำปิดฝามาปิดได้เลย รอจนไข่สุก หรือใครที่ชอบไข่แบบยางมะตูม ก็ไม่ต้องทิ้งไว้นานจ้า

Moroccan Eggs11

-เมื่อเสร็จแล้วก็นำใบพาสลีย์มาตกแต่งซะหน่อย แค่นี้ก็ได้เมนูไข่แบบโมรอคโคมาทานแล้ว

Moroccan Eggs12

อื้มมมมม ทำเป็นอาหารเช้าก็ได้นะเนี่ย แถมได้ประโยชน์เข้าไปเต็มๆ

Moroccan Eggs13

เป็นเมนูที่ทำตามได้ไม่ยากเลยจริงๆ อีกทั้งยังสามารถทำเป็นอาหารเช้า หรือจะเป็นอาหารจานหลักก็สามารถทำได้ในทุกๆ มื้อ งานนี้ใครที่ชอบเมนูไข่โมรอคโค ก็ลองนำสูตรไปทำตามได้นะจ๊ะ