เมืองน่าเที่ยวแห่งโมร็อคโค

สีสันความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้ “โมร็อคโค” (kingdom of Morroco) ดินแดนสุดขอบทวีปแอฟริกาตะวันตก ที่ห่างจากยุโรปเพียง 14 กิโลเมตร ด้วยช่องแคบยิบรอลต้า กลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ยังทำให้เมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของชาวแขกมัวร์ และชนพื้นเมืองชาวแอฟริกัน เบอร์เบอร์ ที่มีรูปแบบวัฒนธรรมผสผสานกับตะวันตกแห่งนี้เป็นที่ไฝ่ฝันของนักเดินทางทั่วโลก

สีสันความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้ “โมร็อคโค” (kingdom of Morroco) ดินแดนสุดขอบทวีปแอฟริกาตะวันตก ที่ห่างจากยุโรปเพียง 14 กิโลเมตร ด้วยช่องแคบยิบรอลต้า กลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ยังทำให้เมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของชาวแขกมัวร์ และชนพื้นเมืองชาวแอฟริกัน เบอร์เบอร์ ที่มีรูปแบบวัฒนธรรมผสผสานกับตะวันตกแห่งนี้เป็นที่ไฝ่ฝันของนักเดินทางทั่วโลก

ประเทศโมร็อคโคตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของทวีปแอฟริกา มีชายฝั่งทางตะวันตกทอดยาวไปตามขอบมหาสมุทรแปซิฟิก ทางเหนือคือทะเลเมดิเตอรเรเนียน ทางตะวันตกเป็นประเทศอัลจีเรีย และทางใต้ติดกับประเทศเวสต์ซาฮาร่า
เนื่องจากโมร็อคโคเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศสระหว่างปี 1912-1956 และในช่วงก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 1860 ดินแดนแห่งนี้ตกอยู่ในความครอบครองของสเปน ดังนั้น สถาปัตยกรรมของโมร็อคโคจึงได้รับอิทธิพลทั้งจากสเปนและฝรั่งเศส รวมถึงภาษาพูดที่มี 2 ภาษา คือ ภาษาอารบิกและภาษาฝรั่งเศส

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโมร็อคโค มักมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองเก่าที่มีทัศนียภาพงดงาม อาทิ เมืองมาราเคช ทางตอนกลางของประเทศ เมืองนี้ไม่ติดทะเล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เมืองเก่าที่เรียกว่า Medina ซึ่งตึกทุกตึกจะมีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น และส่วนเมืองใหม่ ซึ่งจะสร้างเป็นตึกสูงตามแบบสมัยใหม่  ตึกทุกตึกในมาราเคชจะมีสีส้ม เนื่องจาก บ้านชาวพื้นเมืองแต่ดั้งเดิมสร้างจากดินสีแดงและคำว่า “มาราเคช” เองก็มีความหมายว่า “สีแดง” ดังนั้น ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ตึกสี่เหลี่ยมสีส้ม

อีกเมืองหนึ่งคือ คาซาบลังกา (CASABLANCA) ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจด้วยสีสันความงดงามของสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่อง “คาซาบลังกา” และ “ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย”  ทำให้ศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกนิยมเดินทางมายังโมร็อคโค
สถานที่สำคัญของเมืองนี้ได้แก่ สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 พระเจ้าอยู่หัวพระองคืก่อนของโมร็อคโค เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่มากเป็นรองเพียงที่เมกกะเท่านั้น และมีหอคอยสูงถึง 210 เมตร ภายในสามารถรองรับได้ถึง 25,000 คน สร้างขึ้นบนทะเลที่ถูกถมออกไป สามารถชมวิวสวยริมฝั่งทะเลได้จากจุดนี้ ไม่ไกลกันนักมีเมืองน่ารักอีกแห่งริมทะเล แอตแนติกนั่นคือ เมืองราบัต (Rabat) อดีตเป็นเมืองหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดสวยงาม และเป็นที่หมายตาของนักท่องเที่ยว

อีกเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เมืองเมคเนส (Meknes) เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงในสมัยสุลต่านมูเล อิสมาอิล แห่งราชวงศ์อะลาวิท กษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามในศตวรรษที่ 17
ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมคเนส จึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ มีกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่มีความยาวประมาณ 40 กิโลเมตร และมีกำแพงใหญ่โตถึง 7 ประตู มาถึงเมืองนี้ควรหาโอกาสไปถ่ายรูปกับประตูบับ มานซูร์ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด มีความสูง 16 เมตรกว้าง 8 เมตร ตกแต่งด้วยโมเสค และกระเบื้องสีเขียวบนผนังสีแสด และแวะชม สุสานมูเล อิสมาอิล ภายในกำแพง

เมืองน่าเที่ยวแห่งโมร็อคโค